ตอน : เพรียงกระซิบบอก 2
Scene : 20
Location : คานเรือ Chalong Boatyard
Date : 5 สิงหาคม 2017
Time : 09:30 น. (โดยประมาณ)
Weather : อากาศดี ท้องฟ้าสดใส

เรามาถึงคานเรือ Chalong Boatyard เดินเข้าไปไหว้สวัสดีพี่ยอด และบอกกล่าวแผนการในวันนี้ให้พี่ยอดฟัง พี่ยอดบอกว่า ถ้ามีอะไรให้โทรมา และแนะนำเทคนิคเล็กๆน้อยๆให้อีกหน่อยก่อนเราจะออกพาย พี่ยอดแนะว่า ลองไปหาสมอมือ 2 มาติดไว้ เวลาวินหมดแรงพายต่อไม่ไหว ก็ทิ้งสมออยู่กับที่นั่งพักได้ ครับพี่ ขอบคุณครับ
พี่ยอดช่วยเราลากเรือลงน้ำ และมาส่งเราถึงริมหาด เราแยกกัน เราเริ่มออกพาย พี่ยอดเดินหันหลัง ทันใดนั้น เหมือนแกนึกอะไรขึ้นมาได้ ตะโกนถามเราว่า วิน ติดอาหารไปกินด้วยรึยัง เรายิ้มในความเป็นห่วง และ ตะโกนกลับไปว่า เรียบร้อยแล้วครับพี่ ขอบคุณมากครับ ครั้งนี้เราพร้อมมาก
เราเริ่มออกพาย พายสบายกว่าครั้งก่อนเยอะ เรานั่งบนที่นั่งไฟเบอร์ที่แทบจะได้มาฟรีๆ แกว่งพายตามจังหวะ พี่ยอดบอกว่าขาไปจะเหนื่อยกว่าขากลับ เพราะขาไปเราต้องพายสวนกระแสน้ำขึ้น ส่วนขากลับเราพายตามกระแสน้ำ เราเริ่มเข้าใจเรื่องกระแสน้ำมากขึ้น แต่ถึงอุปกรณ์จะพร้อม แต่การพายเรือแม่งก็เหนื่อย เหนื่อยมากๆด้วย และ ตัวเราก็เปียกเหมือนเดิม แต่ดีกว่าครั้งก่อนที่เปียกน้ำทะเล ครั้งนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ พอเสียเหงื่อเราก็ต้องเติมน้ำ ซึ่งเราเตรียมน้ำมาทั้งหมดสองขวด ขวด 1.25 ลิตร ขวดนึง กับ ขวด 500 มิลลิลิตร ขวดนึง
ไม่กี่อึดใจเราก็มาถึงท้องฟ้า เราต๋งเรือดิงกี้เข้ากับท้องฟ้า ต๋งแปลว่าผูก ศัพท์เรือวันละคำ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้น แขนเราตอนนี้มันล้ามาก และตอนนี้มันก็ไม่สามารถ ยกกระเป๋าน้ำหนัก 10 กว่ากิโลกรัมขึ้นมาได้ แต่ถึงแม้กล้ามเนื้อแขนจะอ่อนแรง แต่กล้ามเนื้อส่วนอื่นยังใช้ได้ เราลงไปนอนบนกระเป๋าใบใหญ่ สอดแขนทั้งสองเข้ากับสายสะพาย แล้วใช้กล้ามเนื้อท้องยกมันขึ้นมา เราใช้มือทั้งสองสาวเชือก ให้เรือดิงกี้เข้าใกล้กับท้องฟ้าให้มากที่สุด เพื่อให้ง่ายต่อการปีนขึ้นไป พอขึ้นมาได้เราก็วางกระเป๋าลง รีบเปิด saloon ดูว่าน้ำยังเข้ามาอีกไหม โชดดีที่ปริมาณน้ำยังเท่าเดิม เราปีนลงไปใน saloon และ สิ่งแรกที่เราควรทำคือ หาที่นอน เราเอาชูชีพเก่าๆที่ติดมากับเรือมาวางเรียงกันเป็นที่นอน และ นอนพัก ให้พลังแขนกลับมา ก่อนที่จะใช้มันขูดเพรียง

Scene : 21
Location : ท้องฟ้า
Date : 5 สิงหาคม 2017
Time : 12:00 น. (โดยประมาณ)
Weather : อากาศดี ท้องฟ้าสดใส

หลังจากพลังกล้ามเนื้อแขนของเรากลับมา ก็ได้เวลารับประทานอาหาร ซึ่งของที่ผมซื้อมากินก็คือขนมปัง การทานแป้งจะช่วยประหยัดน้ำ เพราะแป้งไม่ต้องใช้น้ำในการย่อย เราได้ความรู้นี้มาจากสารคดีการเอาชีวิตรอดต่างๆ เรากินขนมปัง 1 แผ่น ที่กินแค่นี้เพราะว่า เราต้องดำน้ำลงไปขูดเพรียง เราต้องประหยัดพลังงานของร่างกาย มนุษย์เราอยู่นิ่งๆเฉยๆก็ใช้พลังงานนะครับ และ อวัยวะส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดตอนเราอยู่นิ่งๆก็คือกระเพาะอาหาร พลังงานจะถูกดึงไปใช้ย่อยอาหาร นั่นหมายความว่า ถ้าเราทานอาหารเยอะ กระเพาะอาหารของเราก็จะทำงานหนัก และ พอมันทำงานหนัก เราก็จะกลั้นหายใจได้น้อยลง และ พอกลั้นหายใจได้น้อยลง งานขูดเพรียงวันนี้ก็จะล่าช้าลง

ที่เรามีความรู้เรื่องนี้ ก็เพราะว่าตอนเด็กๆ (ม.1) เราเป็นเด็กที่ร่างกายไม่สมส่วน ตัวเราโต แต่ขาเราเล็ก เพื่อนๆจะล้อเราว่า ไอโปลิโอ ไอตัวโตขาลีบ ไอขาตะเกียบ ฯลฯ มันไม่ได้ลีบอย่างเดียวนะ พลังของมันก็ยังน้อยกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันอีกด้วย ดังนั้นตอนเราเรียนว่ายน้ำ เราจึงเป็นตัวถ่วงของเพื่อนๆในรุ่นเดียวกัน ตอนแรกเราก็เรียนกับเด็กๆในรุ่นเดียวกันในสระ มาตรฐานความยาว 50 เมตร และ กว้าง 25 เมตร การฝึกแรกก็คือ การเอามือเกาะบอร์ดโฟม และตีขาไปมาในระยะความกว้างของสระ ผลที่ได้ก็คือ เพื่อนๆตีขามาถึงอีกฟากของสระจนครบกันหมดแล้ว เราเป็นเด็กคนสุดท้ายที่ไปถึงเสมอมา ทุกคนต้องรอเราเพื่อที่จะตีบอร์ดโฟมกลับไปในเที่ยวต่อไป ครูสอนว่ายน้ำของเราจึงแก้ปัญหาด้วยการให้เราไปเรียนกับเด็กอนุบาล ในสระกระโดดน้ำ มันเป็นสระน้ำที่มีขนาดความกว้างและยาวน้อยกว่าสระมาตฐานมาก แต่ที่พิเศษกว่าคือ ความลึก ที่ลึกถึง 9 เมตร และ มีหอกระโดดน้ำสูงเท่าตึก 4 ชั้น ซึ่งเขาบอกต่อๆกันมาว่า (ไม่รู้ว่าเรื่องจริงรึป่าวนะ) ความสูงที่เท่านี้ เป็นความสูงที่น่ากลัวที่สุด
ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นเราจะตีขาเข้าที่ 1 มาโดยตลอด แต่เราก็ไม่เคยภูมิใจเลย เราเฝ้ามองเพื่อนๆสระใหญ่ จากสระกระโดดน้ำและน้อยใจในโชคชะตา แต่ทำยังไงได้หละ ก็ขาเรามันมีเท่านี้ เราคิดใหม่ เราเริ่มหากิจกรรมอย่างอื่นทำ อะไรที่จะทำให้เราทัดเทียบเคียงความสามารถของเด็กๆในรุ่นเดียวกัน เราเริ่มจากการเอาชนะความกลัวที่สูงจากการกระโดดน้ำ ดำน้ำ และ ฝึกกลั้นหายใจ หาข้อมูลเพิ่มเติมจากการอ่าน นั่นจึงเป็นที่มาของการดำน้ำ และ การกระโดดร่มในเวลาต่อมา
ส่วนขาของเราก็ยังคงเล็กเช่นเดิมมาจนถึงปัจจุบัน อวัยวะที่แกร่งที่สุดในร่างกายเราไม่ใช่ แขน หรือ ขา แต่มันคือหัวใจ หัวใจที่ไม่เคยหยุดที่จะสู้ กับข้อจำกัดมากมายในชีวิต หัวใจบ้าบิ่นของเรายังเต้นอย่างรุนแรงและกังวานก้องเสมอมา

ท่านผู้อ่านอาจจะมีคำถามว่า เอ้า!!!! แล้วถ้ากินน้อย จะเอาพลังงานที่ไหนไปใช้ขูดเพรียงหละ ? เรากินเยอะไปเมื่อวานแล้วครับ เราได้เทคนิคนี้มาตอนแข่งไตรกีฬา ในวงการไตร เขาเรียกวิธีนี้ว่าการโหลดคาป หรือ คาร์โบไฮเดรต คือการเพิ่มอาหารจำพวกแป้งในแต่ละมื้อให้มากขึ้น สรุปง่ายๆคือ เรามีพลังงานที่เก็บสะสมมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นอาทิตย์ หากใครไม่รู้จักเราจริงๆ อาจจะเห็นว่าเราทำกิจกรรมเสี่ยงอันตรายมากมาย ใช้ชีวิตโคตรคุ้ม แต่จริงๆเราเซฟตี้มากๆเลย วางแผนเสมอ และถ้าเสี่ยงเกินไปเราจะหยุดมัน หรือ ไม่เริ่มมันตั้งแต่ต้น

เราเปลี่ยนชุดเป็น wetsuit ชุดดำน้ำตัวเก่ง ใส่ถุงมือที่เตรียมมาไว้เพื่อกันเพรียงบาด ใส่ฟินหรือตีนกบ แล้วกระโจนลงน้ำ ด้วยความพร้อมเต็มเปี่ยม “เชี่ย เอ้ยย” เราสบถกับตัวเอง เราลืมที่ขูดเพรียง เราถอดฟินออก และปีนขึ้นเรือไปเอา และ โดดลงอีกครั้ง “สัส ลืมใส่ฟิน” เราใส่ฟินและเราเริ่มดำผุดดำว่ายขูดเพรียง เริ่มจากท้ายเรือ หางเสือ มากาบเรือ ครั้งนี้เป็นการขูดเพรียงครั้งแรก เราจึงทำได้แค่ขอบๆเรือเท่านั้น เพราะเรายังไม่กล้าที่จะมุดลงไปใต้ท้องเรือ
เพรียงที่เกาะท้องฟ้านั้นหนามาก หนาเป็นนิ้วเลย เราต้องใช้แรงเยอะมากๆ ในการขูดแต่ละที ซำ้แล้วถุงมือที่เตรียมมาก็หนาไม่พอ เพรียงที่คมกริบทะลุเนื้อผ้ามาบาดมือเรา มันเป็นงานที่เหนื่อย แต่เราก็สนุก เราเปิดเพลงไปด้วย รอบนี้เราเอาลำโพงบลูธูทคู่ใจ ที่เราจะพกติดไปขายงานเสมอ ขูดมันตามจังหวะเพลง มันทั้งเหนื่อย และ สนุก ไปในเวลาเดียวกัน เราดำผุดดำว่ายรอบลำเรือ จนแขนเราเริ่มอ่อนแรงอีกครั้ง เอาวะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เราว่ายน้ำมาท้ายเรือ ชิบหายละ เราปีนขึ้นเรือไม่ได้ เพราะมันลอยสูงขึ้น เนื่องจากเราขูดเพรียงไปมากพอสมควร เลยทำให้เรือเบาขึ้น มันเลยลอยสูงขึ้นจากระดับเดิม....คิดสิๆๆ จะขึ้นเรือยังไง เราว่ายไปยังเรือยางที่ ต๋งไว้กับท้องฟ้า ปีนขึ้นเรือยาง ด้วยท่าโลมา คือเราดำน้ำลงไปและว่ายพุ่งขึ้นมาส่งแรงขึ้นเรือดิงกี้อย่างรวดเร็ว และ มันเร็วจน เข่าเรากระแทกกับพื้นเรือไฟเบอร์ เจ็บ...โชคดีที่ชุดดำน้ำยังพอช่วยกันได้บ้าง เข่าเราเลยไม่แตก แต่ก็เขียวช้ำอยู่หลายวัน
พอขึ้นมาได้เราก็ล้างเนื้อล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า และ นั่งพักรอพลัง ฟังเพลง มีความสุขกับท้องฟ้า เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ เรามีความสุขกับการอยู่บนเรือ ฝึกผูกเชือก เงื่อนต่างๆ อ่านหนังสือเปื่อยๆที่เปียกน้ำจากคราวที่แล้ว จนถึงช่วงเย็น เวลาที่ดีที่สุดในการพายกลับก็คือ 17:00 เราเริ่มเก็บของ ปิดหน้าต่าง เช็คความเรียบร้อย และ พายเรือกลับ แต่ไม่ได้กลับทางเดิม เราต้องเอาเรือไปไว้ที่เดิม ที่ที่เป็นที่ของมัน ก็คือ Phuket yachts club และ การพายกลับไป ก็ง่ายกว่าตอนพายมา ดั่งพี่ยอดว่าไว้จริงๆ

Scene : 22
Location : Phuket yachts club
Date : 5 สิงหาคม 2017
Time : 18:00 น. (โดยประมาณ)
Weather : อากาศดี ท้องฟ้าสดใส

พอเราพายมาถึง Ramp หน้า Phuket yachts club เราก็ลากเรือขึ้นมาเพียงลำพัง เรือหนักมาก เราพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีดึง.....ดึงขึ้นมาได้หน่อยนึง เราก็หมดแรง เราทิ้งเรือไว้ตรงนั้น เดินไปส่วนร้านอาหารของ Phuket yachts club สั่งน้ำอัดลมเย็นๆ 1 กระป๋อง มานั่งดื่ม พอแรงกลับมา เราก็ลากขึ้นมาได้ อีกนิดนึง และ นั่งพักดื่มน้ำอัดลมต่อเช่นเดิม ลากสลับไปมาแบบนี้คนเดียว จนมาจอดที่ช่องจอดเรือดิงกี้ตามเดิม
หลังจากนั้น เราก็เดินกลับไปยัง คานเรือ Chalong Boatyard ระยะทาง 1.9 กิโลเมตร แบกกระเป๋าหนัก 10 กิโลกรัม เพื่อไปเอารถมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้เมื่อเช้า และ ขี่กลับที่พัก

Scene : 23
Location : Phuket Marine Poshtel
Date : 5 สิงหาคม 2017
Time : 20:00 น. (โดยประมาณ)
Weather : อากาศดี ท้องฟ้าสดใส

กลับมาถึงที่พัก เราต้องเอา อุปกรณ์ทุกอย่าง มาล้างน้ำจืด ทั้ง กล้อง gopro wetsuit fin ตากไว้ตรงระเบียงห้อง อาบน้ำล้างตัว เดินไปซื้อยามาทา และ แปะพลาสเตอร์ ตรงแผลที่โดนเพรียงบาด และ ออกไปหาข้าวกิน สักพัก พ่อก็โทรมา จริงๆ วันนี้พ่อของเราจะมาช่วย ด้วยการเอา ปั๊มอัตโนมัติ แผงโซล่าเซลล์ มาติดให้ เวลาน้ำเข้า จะได้ปั๊มออกเองได้เลย แต่ดังนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง ที่ทำให้การเดินทางของพ่อล้าช้า เนื่องจากระหว่างทาง จากประจวบ(บ้านพ่อ) มาภูเก็ต พายุฝนซัดกระหน่ำจนทางขาด เขาเลยมาถึงตอน 3 ทุ่ม พร้อมทีมงานจิตอาสา(เพื่อนสมัยเด็กของพ่อ) ที่จะมาช่วยเหลือเรา เราพูดคุยกับพ่อเพื่อบอกตำแหน่งเรือ และแนะนำให้พ่อรู้จักกับจ่าหิน โดยขออนุญาตให้เบอร์จ่าหินไว้กับพ่อ เพื่อบอกตำแหน่งของเรา เราบอกตำแหน่งของเรือเราไม่ถูก แต่พ่อกับจ่าหินเป็นทหารเรือด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งเขาบอกกันถูก เราพูดคุยกันนิดหน่อย ก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อน



Scene : 24
Location : Phuket Marine Poshtel
Date : 6 สิงหาคม 2017
Time : 08:00 น. (โดยประมาณ)
Weather : อากาศดี ท้องฟ้าสดใส

เราตื่นเช้าเก็บประเป๋าแล้วมาเช็คเอาท์ เพื่อที่จะไปสนามบิน เจอพ่อกำลังเตรียมตัวที่จะออกไปท่าเรือ เพื่อติดระบบ ปั๊มน้ำ กับ แผงโซล่าเซลล์ เรากับพ่อแยกกัน เราขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับสนามบิน และ เดินทางกลับ กทม.
SHARE
Written in this book
BoatPacker ให้สายลมพาเดินทาง
เรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน การเดินทางรอบโลกด้วยเรือยอร์ช อาศัยสายลมขับเคลื่อนการเดินทาง ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือจากประสบการณ์ตรง เรียงร้อยถ้อยวลีเป็นเรื่องราวจากเรื่องจริง  
Writer
Win7Seas
Writer
เรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน การเดินทางรอบโลกด้วย ลม ใบเรือ และท้องทะเล

Comments