ตอน : เพรียงกระซิบบอก 1
Scene : 15
Location : สนามบินภูเก็ต
Date : 4 สิงหาคม 2017
Time : 10:30 น. (โดยประมาณ)
weather : ฝน8 แดด4

จากสัปดาห์ที่แล้ว เราได้รับบทเรียนมากมาย คราวนี้เรากลับมาใหม่ ด้วยความพร้อมเต็มเปี่ยม เรามาถึงสนามบินภูเก็ต ในเช้าวันศุกร์ พร้อกระเป๋า น้ำหนัก 15 กิโลกรัม เราแบกอุปกรณ์ มาเยอะมาก ทั้งอุปกรณ์กล้อง gopro ขาตั้งกล้อง เอามาเพื่อเก็บฟุตเทจ จริงๆ อาทิตย์ก่อนก็เอากล้องมาเพื่อที่จะทำแบบเดี่ยวกัน แต่บังเอิญ น้ำเข้าเรือ ท่วมกระเป๋ากล้อง กล้องพังไปเสียก่อน ครั้งนี้เลยกลับมาใหม่ด้วยกระเป๋ากันน้ำ ที่ใส่อยู่ในกระเป๋ากันน้ำอีกที (มามึงมา) และอุปกรณ์ดำน้ำเต็มสูบ แว่นดำน้ำ fins wetsuit รอบนี้เราตั้งใจจะมาทำสิ่งที่ทำได้ก่อน เพราะยังหาเรือที่จะมาลากไปเข้าอู่ไม่ได้ ครั้งที่แล้วรองถามราคาลากมันอยู่ที่ 25000 - 40000 นี่แค่ค่าลากไปซ่อมนะ ระยะทางมันอาจจะไกลด้วยแหละ เขาเลยคิดแพง เราก็เลยทำสิ่งที่ทำได้ไปก่อน นั่นก็คือ “ขูดเพรียง” ซึ่งพี่ยอดแนะนำมาว่า เพรียงจะคอยถ่วงเรือ และ ต้านน้ำ จะทำให้เป็นพาระในการลาก

ในการไปถึงเป้าหมายมันมีหลายวิธีการ ถ้าคุณเดินไปเจอเข้ากับทางตัน คุณก็อย่าเพิ่งถอดใจลองหาวิธีอื่นดู หรือ ลองหาอะไรที่พอทำได้ ทำไปก่อน เราใช้วิธีนี้มาตลอด เช่น เงินยังไม่มีซื้อเรือ ก็ค่อยๆเก็บไป แล้วก็มานั่งคิดว่า เดินทางรอบโลกต้องเตรียมอะไรบ้าง ก็เตรียมไปก่อน อย่างเช่นเตรียมร่างกาย เราเล่นไตรกีฬา ว่ายน้ำระยะไกล ก็เป็นหนึ่งในแผนการ ของการเดินทางรอบโลกด้วยเช่นกัน อย่างที่เคยบอก เราใช้ชีวิตทุกๆวันเพื่อเดินทางไปถึงมัน ดังนั้นทุกอย่างที่เราทำ ผ่านการคิดไตร่ตรอง วางแผน ไว้ก่อนแล้ว และคิดว่ามันสอดคล้องกับความฝันของเรา

แต่ก่อนอื่น เราต้องเดินทางไป Phuket Marine Poshtel ที่พักของเราในค่ำคืนนี้ เหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่เรานอนที่นี่คือมันมีม้าน้ำตัวใหญ่ อยู่ข้างหน้า เราเดินเข้าไปเช็คอิ่นพร้อมกระเป๋าใบโต มันทำให้การเดินของเราโซซัดโซเซ จากน้ำหนัก และมันก็ไม่ใช่กระเป๋าสำหรับการสะพานเดินทางระยะไกล ระบบถ่ายเทน้ำหนักจึงไม่มี พนักงานต้อนรับทำหน้างง เมื่อเห็นขนาดกระเป่า และท่าทางย่างก้าวของเรา ที่บ่งบอกถึงน้ำหนักของมัน หลังจากที่เราเช็คอินเรียบร้อย พนักงานก็ถามด้วยความเป็นมิตรว่า มาเที่ยวหรอค่ะ เราไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นคนกวนตีน เพราะเราตอบกลับไปว่า ป่าวครับ เอาศพมาอำพราง ว่าจะถ่วงลงทะเล พร้อมกับ พยักหน้าไปที่กระเป๋า พนักงานต้อนรับยิ้มเจื่อนๆ ส่วนเรานั้นยิ้มแฉ่งเลย
เราเอนหลังพักเหนื่อยจากการแว้นมอเตอร์ไซด์สักพัก หลังจากนั้นก็จัดกระเป๋าใหม่ เอาสิ่งของที่ไม่จำเป็นออก และออกเดินทางต่อไปยังร้านขายอุปกรณ์เรือ TOP MARINE STORES PHUKET

Scene : 16
Location : TOP MARINE STORES PHUKET
Date : 4 สิงหาคม 2017
Time :12:00 น. (โดยประมาณ)
weather : ฝน8 แดด4

มีคนแนะนำให้เรามาซื้ออุปกรณ์ร้านนี้ ซึ่งพอเจอกับเจ้าของร้าน(พี่ท๊อป) เขาไม่ใช่แค่คนขายอุปกรณ์เรือธรรมดา แต่เขายังชอบการแล่นใบด้วย หลังจากที่เราซื้อของตามลิสที่เตรียมมาเรียบร้อย พี่ท๊อปก็แนะนำเราในเรื่องเรือหลายเรื่อง ทั้งการดูแล วัสดุ ประเภทของไฟเบอร์ ประเภทของสี บางอย่างเขาก็ไม่ขายให้ เพราะเขาบอกว่า ของเดิมมันยังใช้ได้อยู่ อย่าเพิ่งเปลี่ยน หรือบางชิ้น ไม่ต้องซื้อใหม่เปลี่ยนแค่อะไหล่ก็พอ (มีการช่วยให้ลูกค้าประหยัด)
เราเล่าเรื่องเรือท้องฟ้าให้พี่ท๊อปฟัง สักพัก เขาก็จดโน๊ตอะไรบางอย่างให้กับเรา และบอกว่า โทรหาพี่สองคนนี้นะ เขารู้จักเรือลำนี้ดี เขายื่นโน๊ต ที่เขียนเบอร์โทรศัพท์ ของพี่เขตและพี่บ่าว พร้อมกำชับเราว่า โทรหาพี่ 2 คนนี้นะ พี่ 2 คนนี้รู้เรื่องเรือลำนี้ดี
เรารู้สึกเหมือนเป็นจันทโครพ แต่แทนที่จะได้ผอบ กับเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ พร้อมเบอร์โทรของใครก็ไม่รู้ จากท่านพี่ท๊อป เราก็รับมางงๆ พร้อมกับอุปกรณ์เต็มกระเป๋า ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ที่ขูดเพรียง ถุงมือไว้ใส่กันเพรียงบาด ฟองน้ำ เชือก ซิลิโคน ไว้อุดรอยแตกบนดาดฟ้าเรือเบื้องต้น เพื่อไม่ให้น้ำฝนรั่วซึมเข้ามาในเรือมากไปกว่านี้ และ พาย 1 คู่ แต่!!! พาย ยัดเข้ากระเป๋าไม่ได้เพราะมันยาว ความทะลักทุเลจึงบังเกิดขึ้น เอาน่า ไปช้าๆอย่างปลอดภัย มือซ้ายถือพาย มือขวากุมคันเร่ง เดินทางกันต่อ

Scene : 17
Location : คานเรือ Chalong Boatyard
Date : 4 สิงหาคม 2017
Time : 15:00 น. (โดยประมาณ)
weather : ฝน8 แดด4

ถึงแม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการมายัง คานเรือ Chalong Boatyard ของโกลพ แต่มันก็เป็นเพียงครั้งที่ 2 ซึ่งต้องบอกตรงๆว่า ยังจำทางไม่ได้ และมือซ้ายที่เคยถือแผนที่ ตอนนี้มันแปลเปลี่ยนเป็นไม้พาย ที่มันบอกทางเราไม่ได้ ขี่หลงไปมา จอดดูแผนที่บ้าง ถามคนแถวนั้นบ้าง ผิดๆ ถูกๆ จนมาถึง
พอมาถึงเราก็เดินเข้าไป หาพี่ยอด พูดคุยทักทายตามประสา และเล่าถึงแผนการวันนี้ให้พี่ยอดฟัง พร้อมกับเอาอุปกรณ์ที่ซื้อมา ให้พี่ยอดดู พี่ยอดถามว่า แล้วใช้ซิลิโคนเป็นรึยัง จริงๆเราถามพี่โอ๋ พี่ที่ออฟฟิศ บุคคลที่สามารถซ่อมทุกสรรพสิ่งให้กลับมาใช้งานได้ มาเบื้องต้นบ้างแล้ว แต่เพื่อความชัวร์เราให้พี่ยอดสอนเราอีกครั้ง พี่ยอดเริ่มอธิบายว่า อุปกรณ์แต่ละอย่างใช้อย่างไร
มีสองสิ่งในลิสที่ตอนนี้เรายังหาไม่ได้ นั่นก็คือที่นั่งดิงกี้สำหรับนั่งพายเรือ แล้วก็ Pump manual ที่พี่ท๊อปขายให้ไม่ได้ เพราะเกรงว่าจะผิดรุ่น เลยให้เราไปถ่ายรูปส่งให้ดูก่อน ส่วนที่นั่งดิงกี้ พี่ท๊อปบอกว่าต้องสั่งทำ ต้องหล่อไฟเบอร์ขึ้นมาให้เท่ากับขนาดเรือ เราคิดในใจว่าไม่ต้องเอาของดีก็ได้ แค่แผ่นไม้ง่ายๆสักแผ่นที่เกยอยู่แถวชายหาด เป็นขยะ เอามานั่งพายง่ายๆไปก่อน แต่ลืมไปว่า ถ้าพี่ยอดเจอขยะเมื่อไหร่เขาจะเก็บไปทิ้งเสมอ มันเลยไม่มีไง
เราถามพี่ยอดว่า พี่มีแผ่นไม้อะไรมาวางพาดเรือให้ผมนั่งพายได้บ้างหรือเปล่า เพราะถ้าไม่มีผมคงต้องนั่งลงไปบนพื้นเรือ แล้วมันคงจะพายลำบากน่าดู พี่ยอดครุ่นคิด แล้วพาเราเดินเข้าไปในคาน เพื่อหาแผ่นไม้ที่ว่า และแนะนำให้ดูตัวอย่างที่นั่งดิงดี้ ของเรือหลายๆลำ เราเดินหาแผ่นไม้ที่ว่ากันพักใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีตามระเบียบ
ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาประมาณ 4 โมงเย็นแล้ว และระดับน้ำทะเลก็กำลังเคลื่อนตัวลงอีกครั้ง ส่วนเราก็ยังไม่มีที่นั่งสำหรับนั่งพายเรือ มันคงลำบากน่าดู แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ค่อยๆ ไปเดี๋ยวก็ถึง ถ้าไม่หยุด เราคิด และประเมินสถานการณ์ น้ำกำลังลง ที่นั่งยังไม่มี เราจะพายออกไปในความเร็วที่ต่ำ และระดับน้ำจะขึ้นอีกทีประมาณ 2 ทุ่ม ซึ่งมันไม่ดีแน่ที่ต้องพายในเวลากลางคืน งั้นวันนี้ก็ยังออกไม่ได้ เวลาเหมาะสมที่ควรออกเพื่อให้สอดคล้องกับระดับน้ำ รอบถัดไปคือสายๆของวันพรุ่งนี้
เริ่มมีความเป็นชาวเรือดูน้ำดูเวลาเป็นละ จากประสบการ์ครั้งที่แล้ว เราก็เริ่มเก็บของกลับที่พัก แต่!!!!!แล้วก็ มีมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งขี่ผ่านมา พี่ยอดร้องทัก ชายคนที่กำลังขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา พร้อมโบกให้จอด พอรถจอด พี่ยอดก็บอกพี่ชายคนนั้นว่า นี่น้องเขากำลังหาที่นั่งดิงกี้ มีป่าว พีชายเดินมาดู ทำท่าครุ่นคิดแล้วบอกว่า เดี๋ยวมา จะไปหาให้ และขี่มอเตอร์ไซค์จากไป พี่ยอดบอกกับเราว่า พี่ชายคนนี้หนะ เขาเป็นช่างไฟเบอร์เรือดิงกี้เลยลองถามดู....เออเว้ย เรานี่มันมากับโชคจริงๆ
ในไม่กี่อึดใจพี่ชาย ก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมา มือซ้ายถือที่นั่งไฟเบอร์ มือขวาถือคันเร่ง เขานำที่นั่งที่ถือมาลองทาบกับเรือดิงกี้ของเรา และหันมาบอกกับเราว่า พอดีเลย โอ้ว...อะไรมันจะเหมาะเจาะปานนั้น เรากำลังจะเอ้ยปากถามราคาว่าเท่าไหร่ ยังไม่ทันได้พูดอะไร พี่ชายก็บอกว่า เดี๋ยวลองเติมลมให้เต็มเรือและลองดูว่ามันเข้ากันได้พอดีจริงๆรึปล่าว คือตอนนี้ลมภายในเรือมันอ่อนหน่อยๆ พี่ชายขี่มอเตอร์ไซค์กลับไป และ กลับมาด้วยสูบลมในมือ พอทุกอย่างเรียบร้อย ลมเต็มเรือ ที่นั่งวางพาดกับตัวล๊อคได้พอดีเป๊ะ เราก็ถามราคาค่าที่นั่ง พี่ชายครุ่นคิด และตอบกลับมาในแบบฉบับชายไทย 100% เดี๋ยวขอโทรถามภรรยาก่อน พี่ชายต่อสาย เราก็รอ ว่าราคาจะเท่าไหร่น้อ....ปรากฏว่า ภรรยาไม่รับโทรศัพท์ และ ความที่เป็นช้างเท้าหน้าเต็มตัว(ส่วนภรรยาคือควาญช้าง) พ่อบ้านใจกล้าติดสินใจคิดราคาเองที่ 500 บาท เราตกลงในทันใด พร้อมยื่นแบงค์พันในกระเป๋ากางเกงที่แอบเตรียมไว้ตอนพี่เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไปมา พี่ชายตอบกลับมาว่า ไม่มีทอน เราเลยหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาค้นดู มันมีแบงค์ร้อยอยู่ 4 ใบ พ่อบ้านใจกล้า กล้ามากๆ ก็บอกว่า 400 ก็ได้
ปกติ ที่นั่งเรือดิงกี้ (เรือยาง) จะมากับเรืออยู่แล้ว แต่ว่าเรือดิงกี้ของเรามันไม่มี ถ้าหาซื้อมือ 2 ราคาก็จะประมาน 1000 - 1500 (เรามารู้ราคาทีหลัง) ซึ่งเราได้ราคาที่ดีมากเลยแหละ และ พี่พ่อบ้านใจกล้าก็ขี่รถมอเตอร์ไซด์จากไป (หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวถึงพี่ชายท่านนั้นอีกเลย)
สบายใจละวันนี้ อุปกรณ์ที่จะอำนวยความสะดวกให้เราสามารถพายเรือยางไปหาท้องฟ้าได้ ก็มีครบแล้ว พรุ่งนี้เจอกันสายๆ นะท้องฟ้า เราเก็บของใส่กระเป๋า เตรียมกลับที่พัก
แต่!!! ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับผ่านมา เรื่องเหมือนเมื่อกี้เป๊ะ แค่เปลียนจากรถมอเตอร์ไซค์เป็นรถ4WD แทน พี่ยอดโบกให้รถจอดเหมือนเคย ตะโกนเรียกคนในรถ “จ่าหิน เนี่ย น้องเขาซื้อเรือมา รู้จักรึเปล่า....”(พี่ยอดแนะนำเรากับพี่จ่าหิน)
จ่าหิน ทหารเรือร่างใหญ่ที่หน้าตา ดูเหมือนคนที่มีความโมโหอยู่ตลอดเวลา พูดห้วน และ เสียงดัง ขึงขังในแบบฉบับทหาร คาแรคเตอร์ของจ่าหิน ทำให้เรานึกถึงพ่อ น้อง และตัวเอง กองทัพ นี่เขามีมาตรฐานมากจริงๆ ที่ผลิตบุคลากรให้มีลักษณะคล้ายกัน ลูกหลานเขาก็เช่นกัน หากจะเปรยเปรียบเป็นสำนวนคงมีที่ใกล้เคียงก็คือ หน้าเนื้อใจเสือ แต่สำหรับเราชาวเผ่าหน้าดุเสียงดังนั้นกลับกัน พวกเรา หน้าเสือใจเนื้อ ต่างหาก (พอมารู้จักกันจริงๆ พี่จ่าหินเป็นคนที่ชอบแชร์บทสวดมนต์ และ เรื่องราวดีๆต่างๆมากมาย )
เรายกมือไหว้สวัสดีพี่จ่าหิน และ เริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่จ่าฟัง หลังจากพี่จ่าหินฟังจบ เขาก็เล่าเรื่องราวของเรือท้องฟ้ากลับมา เรือลำนี้เขาเคยพาไปแข่งได้แชมป์มาแล้ว วิ่งฉิวเลย วิ่งดี วิ่งเร็ว
พร้อมบอกถึงจุดต่างๆ ว่าอะไรเสียตรงไหนบ้าง และควรทำอะไรก่อนหลังบ้าง
“พี่ครับผมขอเบอร์พี่ได้ไหมครับ ” เรารีบขอเบอร์จ่าหินไว้ เผื่อโทรสอบถามและปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับเรือ เพราะนอกจากพี่จ่าหินจะรับราชการเป็นทหารเรือแล้ว เขายังเป็นครูสอนเรือใบ ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
คนแล่นใบมีน้อย และศาสตร์ของมันก็คนละเรื่องกับเรือยนต์ทั่วไป อีกอย่าง พอเจอทหารเรือแล้วเราอุ่นใจ เพราะพ่อเราก็เป็นทหารเรือ
หลังจากที่ขอใจเธอแลกเบอร์โทรกันเรียบร้อย เราก็เก็บของ และกลับที่พักร่ำลาพี่ยอด และทิ้งพายไว้ที่เรือ พรุ่งนี้สายๆเจอกัน




Scene : 18
Location : Phuket Marine Poshtel
Date : 4 สิงหาคม 2017
Time : 17:30 น. (โดยประมาณ)
weather : ฝนตกปรอยๆ สลับหนัก

เราเอนหลังนอนพัก คิดทบทวนถึงแผนการในวันพรุ่งนี้ ดูพยากรณ์อากาศ ดูตารางน้ำและเวลาที่เราควรจะออกทะเล ด้วย smartphone ชื่อจ่าหินปรากฏขึ้นมา แทนที่ App ดูตารางน้ำ เรากดสไลด์รับโทรศัพท์ และตอบกลับปลายสายที่โทรเข้า ครับ ลูกพี่ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ
“ วิน…...อยากเข้ามาคุยกับพวกพี่ที่บ้านพี่เขตไหม ”
เรานิ่งคิดชั่วขณะ เออ อะไรวะเนี่ยเจอกันไม่ถึงชั่วโมงก็ชวนเข้าบ้านละ และ พี่เขตนี่ใครวะ คุ้นๆ เราหยิบเศษกระดาษเปื่อยๆ ที่พระอาจารย์ท๊อปมอบให้และกำชับว่าให้โทรหา พี่เขต กับ พี่บ่าวขึ้นมาดู เขตเดียวกันป่าววะ ไม่ทันไรเราก็ตอบกลับไป
“ ได้ครับ แล้วบ้านพี่เขตอยู่ที่ไหนอะครับ ”
“อยู่ตรงข้ามบ้านไอกิ่ง (กัปตันกิ่ง)”
“ได้ครับพี่ ผมเข้าไปเดี๋ยวนี้เลย”

เรารู้จักบ้านกัปตันกิ่ง เพราะปีก่อนเรามาถ่ายรายการที่บ้านเขานี่แหละ และบ้านตรงข้ามก็เป็นบริษัทตัดใบเรือ ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่า เจ้าของนั่นคือพี่เขต
เราขี่มอเตอร์ไซค์ บึ่นไปตามคำเชื้อเชิญ ของจ่าหินในบัดดล






Scene : 19
Location : บริษัทตัดใบ Thai sail
Date : 4 สิงหาคม 2017
Time : 17:30 น. (โดยประมาณ)
weather : ฝนตกปรอยๆ สลับหนัก

กว่าจะมาถึงฟ้าก็มืดแล้ว ไม่ใช่ว่าบ้านพี่เขต ไกลจากที่พักของเรา แต่เป็นเพราะฝนที่ตกหนักสลับเบา เราจึงต้องจอดหลบฝนเป็นพักๆ
พอถึง จ่าหินก็เรียกเราให้เข้าไปนั้งคุยกันที่ โต๊ะ ceo thai sail ซึ่งมี พี่เขต พี่จ่าหิน และ พี่ตู่ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เรายกมือไหว้สวัสดีพี่ๆทุกคน และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พี่ทั้ง 3 เล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวของท้องฟ้า เรือของเราอย่างสนุกสนาน พร้อมหยิบโล่รางวัล ของท้องฟ้ามาให้เราดู สักพัก ภรรยาคนสวยของพี่เขต ก็ยกอาหารมาให้พวกเราทั้ง 4 เรานังรับประทานอาหารไป คุยกันไป กันอย่างออกรสชาติ
เราแนะนำตัวให้พี่ๆทั้ง สามคนรู้จักอย่างเป็นทางการ เล่าถึงความฝัน แผนการ และ
การเตรียมการที่ผ่านมา การจะทำตามความฝันนั้น ยิ่งเป็นความฝันที่แตกต่างจากคนทั่วไป ยิ่งต้องเตรียมการนาน
“ ผมเตรียมตัวมาอย่างยาวนาน เรียกว่าใช้ทั้งชีวิตให้สอดคล้างกับเป้าหมายเลยก็ว่าได้ มีเรื่องหลักๆที่ผมต้องทำก่อนจะออกเดินทาง ประมาณ 5 เรื่อง
1.เรื่องครอบครัว 2.เรื่องร่างกาย 3.เรื่องเงิน 4.เรื่องเรือ 5.เรื่องประสบการณ์

-1-
ครอบครัว
สิ่งที่ผมจะทำเนี่ยมันค่อนข้างที่จะเรียกว่าไงดีหละ เป็นไปได้ยาก อันตราย สุดโต่ง แน่นอนครอบครัวย่อมเป็นห่วงเป็นธรรมดา มันมีประโยคที่ใครๆหลายคนจะต้องเจอนั่นก็คือ ทำไมพ่อแม่ถึงมองเราเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา หรือทำไมในสายตาของเขา เราไม่เคยโต เมื่อไหร่เราถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่ ผมคิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่เรียนจบ เมื่อเรียนจบออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่ผมทำคือหางาน งานอะไรก็ได้ ไม่มีเกี่ยง แค่เป็นอาชีพสุจริต ผมเคยเป็นเด็กล้างรถด้วยนะ ผมก็ค่อยๆเติบโตมาเรื่อยๆตามลำดับ ช่วงแรกๆที่เข้ามาทำงานที่ กทม. ก็เข้าโรงรับจำนำทุกเดือนเลย เอากล้องไปจำนำ เพราะค่าครองชีพมันสูง จำได้วันนึง ร้านที่รับจำนำ เขาไม่รับกล้องของผมอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า กล้องน้องมันตกรุ่นแล้ว ไม่มีใครเอาหรอก วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกแย่ๆมาก ผมดึงแหวนทองลายมังกรน้ำหนักหนึ่งสลึงจากนิ้วนางข้างขวายื่นให้โรงรับจำนำ มันเป็นแหวนที่แม่ให้ผมมาตอนผมเรียนจบ ที่เป็นลายมังกรก็เพราะว่าแม่เกิดปีมังกร ใส่ไว้จะได้รู้สึกว่าแม่อยู่เคียงข้างเสมอ ท่านบอกกับผมว่า ท่านไม่ค่อยมีเงิน(จริงๆเขามีแต่เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เพราะเวลามีเรื่องฉุกเฉินแม่จะมีเงินมาตลอด 555 ) แต่อยากมอบของขวัญให้กับผมที่ได้รับปริญญา ถือเป็นของแทนค่าความสำเร็จ ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อออกมาทำงานเองแล้วจะไม่ขอเงินพ่อแม่อีกเด็ดขาด ปัญหาเป็นของเรา ต้องรู้จักแก้ไขด้วยตัวเอง ถ้าทำไม่ได้ ผมก็จะไม่โตเป็นผู้ใหญ่สักที และ ชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มีอยู่ปีนึงที่ผมได้รับโบนัส หลักแสนเลยแหละ เงินแสนก้อนแรกที่ได้ในชีวิต บอกตรงๆว่า ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะใช้ทำอะไร ไอนั่นก็อยากมี ไอนี่ก็อยากได้ และสิ่งแรกที่ผมทำก็คือ ไปที่ร้านทอง ซื้อสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท จำนวน 6 เส้น มอบให้กับทุกคนในครอบครัว จริงๆก่อนหน้านั้นทุกครั้งที่กลับบ้าน ผมจะมีของไปฝากทุกคนเสมอ ผมสอนน้องๆว่า พี่จะเก็บเงินไว้คนเดียวก็ได้ เพราะนี้มันคือนำ้พักน้ำแรงของพี่ แต่จงจำไว้นะ ว่าการตัดช่องน้อยแต่พอตัวหนะ มันง่าย และ ไร้ค่า ถ้าจะสบาย มันต้องสบายด้วยกัน ผมช่วยแม่ส่งน้องคนเล็กเรียนต่างประเทศจนจบ และ วันรับปริญญาน้องสาวคนเล็ก ผมดูแลค่าใช่จ่ายทั้งหมด แถมพ็อกเก็ตมันนี่ให้ท่านไปใช้อย่างสบายใจในการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกด้วย ส่วนน้องคนกลาง ผมก็ส่งเรียนเช่นกัน ทองที่ผมให้ครอบครัวของเขา แปลเปลี่ยนเป็นร้านขายของเล็กๆ
เรื่องที่ผมทำทั้งหมด มันตอบคำถามที่ว่า ผมโตพอที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตบนเส้นทางของผมเองได้ และ ผมไมใช่เด็กอีกต่อไป เพราะ วันสุดท้ายของการเป็นเด็ก คือวันแรกที่คุณรู้จักดูแลคนอื่น....

-2-
ร่างกาย
ผมจินตนาการว่า การออกเรือเป็นเวลานาน แรมเดือน แรมปี ผมต้องมีร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็งสักหน่อย ผมเลยเล่นไตรกีฬา ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง กีฬาที่ต้องมีวินัยในการซ้อม มีมานะ ความอดทน มันเป็นแบบฝึกหัดชั้นดี แถมในงานแข่งต่างๆ ก็มีคนมาคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้ผม ผมเลยเลือกที่จะลงแข่ง และไม่เคยหวังว่าจะชนะสักครั้งเดียว เพียงแค่จบตามเวลาและไม่โดนคัดออก ก็พอแล้ว และ ผมยังว่ายน้ำระยะไกล ไกลแบบข้ามจากเกาะเสม็ด กลับมายังฝั่งได้ ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร ผมไปแข่งมาแล้วทั่วประเทศ เหนือ จรดใต้ ว่ายมาหมดทั้งอ่าวไทย อันดามัน มหาสมุทรอินเดีย แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำโขง(อันตรายที่สุดก็ที่นี่แหละ)
ไตรกีฬา สอนให้ผมมีวินัย มีความอดทน มีสมาธิ นอกจากนั้นผมยังได้เข้าใจการทำงานของร่างกายในระบบต่างๆ การวางแผน การกิน การนอน การพักผ่อน ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมากๆ

-3-
เงิน
ผมไม่ต้องการที่จะรวย ไม่ได้ต้องการจะมีเงินเยอะแยะมากมาย แต่ความฝันของผมต้องใช้เงิน แน่นอนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผมหาได้ ต้องถูกใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า นั่นเลยทำให้ผมไม่มีรถยนต์ขับ แทนที่จะซื้อรถ ผมเอาไปซื้ออสังหาริมทรัพย์แทน ผมทำการบ้านเรื่องทำเล พาตัวเองไปเดินงานบ้านและคอนโดมากมาย ศึกษาวงจรธุริจ ไม่นาน ผมก็มีเงินสด 1 ล้านบาทในบัญชี โดยไม่มีหนี้สักสลึงเดียว ผมใช้เงินซื้อทุกสิ่งที่ผมคิดว่ามันจะเพิ่มมูลค่าให้ผมได้ ผมเป็นนักลงทุน เข้าใจเงินเฟ้อ รู้เรื่องภาษี ศึกษากองทุนรวม ไม่ใช่การลงทุนมันจะสวยหรู ตลอดนะ ผมเสียเงินจากการลงทุนหลายแสนเหมือนกัน แต่ก็คิดว่า นี่คือค่าใช้จ่าย มันคือค่าเทอมวิชาการลงทุนโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบ เมื่อความโลภเข้าครอบงำ ทำให้เราเพลียงพล้ำทำอะไรไม่ยั้งคิด แต่ผมก็ได้บทเรียน และ จ่ายค่าเทอมวิชานั้นไปเรียบร้อย
เริ่มใหม่อีกครั้ง ค่อยๆลงทุนอย่าง สม่ำเสมอ มีวินัย แล้วเดี๋ยวมันกำไรเอง ตลาดหุ้นมันเป็นเรื่องของการโยก มีคนโยกเงินเข้ามา พอได้กำไร เขาก็โยกออกไปเป็นธรรมดา แต่ถ้าหุ้นตัวไหนพื้นฐานดี เดี๋ยวก็มีคนโยกซ้ำเรื่อยๆ ผมเลยซื้อโดยไม่แคร์ว่ามันจะขึ้นหรือจะลง ขอแค่บริษัทนี้มีแนวโน้มดีก็พอ
อีกเรื่องที่ผมได้จากการลงทุนก็คือ การมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ทุกวิกฤต มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เช่น ผมมองเห็นว่า โครงการรถยนต์คันแรกทำให้ปุ๋ยขายดีขึ้น ยังไงนะหรือ ลองนึกดูนะครับ เมือก่อนรถยังไม่ติดเท่าตอนนี้ โอกาสในการขายพวงมาลัย ก็มีไม่มากเท่าตอนนี้ แต่จำนวนรถที่มากขึ้นแบบรวดเร็ว นั่นหมายถึงโอกาศในการขายดอกไม้ที่มากขึ้น และ มันจะถูกเร่งให้มีผลผลิตมากขึ้นด้วยปุ๋ยนั่นเอง ทุกอย่างในโลกล้วนเกี่ยวข้องกัน ถ้าเราเข้าใจมัน ก็จะมองเห็นได้ถึงโอกาสที่หลายๆคนมองไม่เห็น และ ผมออกเรือไปนั้น นั่นหมายความว่า ผมจะไม่มีรายรับจากการทำงาน การลงทุนให้เงินทำงานแทน คือแผนที่ผม จะนำมาตอบคำถามข้อนั่น

-4-
เรือ
ผมซื้อเรือแล้วครับ ถึงแม้ว่ามันจะยังไปไหนไม่ได้ แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะซื้อไว้ เพื่อให้ผมไม่ลืมความฝันตัวเอง ความฝันถูกลืมได้นะครับ ท้องฟ้าจะคอยย้ำเตือนผม ว่าความฝัน เป้าหมายของผมมันคืออะไร อย่างน้อยมันก็จับต้องได้บ้าง ผมก็ค่อยๆซ่อมไปครับ เรื่อยๆไม่รีบ แต่ผมจะพยายามให้มันเสร็จภายใน 2 ปี เพราะตอนนี้ผมได้โปรโมชั่นผ่อนคอนโด เดือนละไม่ถึงหมื่น 2 ปี ผมจึงพอจะมีเงินมาซ่อมเรือบ้าง แต่ถ้ามันไม่ทันภายใน 2 ปี ผมอาจจะต้องขายคอนโด ตอนนั้นคอนโดของผม ก็คงจะมีมูลค่ามากว่าเดิมแล้ว

-5-
ประสบการณ์
ผมเป็นลูกทหารเรือ ผมเคยเรียนเรือใบตอนเด็กๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงประสบการน้อยนิดเกี่ยวกับเรือใบ ผมจึงตัดสินใจ จะซ่อมเรือด้วยตัวเอง มันได้ 2 เด้งครับ เด้งแรก ผมจะลดค่าใช้จ่ายได้ เด้ง 2 ผม จำเป็นต้องรู้ทุกส่วน ต้องเป็นทุกอย่าง ผมต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ ดังนั้นการมีความรู้เกี่ยวกับการซ่อมเรือ จะมีประโยชน์มากตอนผมออกไป ผมต้องเรียนรู้อีกหลายเรื่องครับ อย่างการเย็บแผลปฐมพยาบาลด้วยตัวเอง แม่ผมเป็นพยาบาล เพื่อนผมก็เป็นพยาบาลทหารเรือ ผมจะไปอ้อนขอวิชาให้เขาสอนให้ ผมมีทักษะเอาตัวรอดพอสมควร จากการเดินทางก่อนหน้าที่ผ่านมา ผมปีนเขา ผมปีนฟูจิ หิมาลัย คินาบาลู ชอบเข้าแคมป์ ดูคอนเทนท์การเอาตัวรอด จุดไฟได้ เคยเกือบจะเผาออฟฟิศ จากการทดลองจุดไฟด้วยแท่งแมกนีเซี่ยมมาแล้ว มีคำพูดหนึ่งที่ผมชอบมาก ผมฟังมาจากสารคดีการเอาชีวิตรอด เขาบอกว่า ที่มนุษย์สามารถครองโลกได้เพราะมี 2 สิ่งนี้ คือ มีวิทยุ และ มีไฟ โลมา หรือ วาฬ มีเพียงวิทยุ มันไม่มีไฟ ส่วนเรามี เราจึงครองโลก เออ ก็จริงของมันเว้ย และความรู้มากมายที่ผมสั่งสมมาทีละนิด เกี่ยวกับการเอาตัวรอด ผมรู้ว่าถ้ามีนำ้จำกัดผมควรจะกินแป้ง และ ไม่ควรกินเนื้อ เพราะแป้งไม่ใช้น้ำในการย่อย การกินเนื้อสัตว์จะทำให้เราต้องการน้ำ อะไรประมาณนี้ครับ”

หลังจากแนะนำตัวให้พี่ๆทั้ง 3 ฟังเสร็จ ทุกคนก็เงียบไปสักครู่ และ บอกกับผมว่า เอาอย่างนี้ไหมวิน ระหว่างที่วินเตรียมตัว ซ่อมเรือ เก็บเงิน วินมาเรียนรู้เรื่องเรือใบด้วยการแข่งเรือใบกับพวกพี่ก่อนดีไหม วินจะได้มีประสบการณ์ในการแล่นใบ ซึ่งจากที่ฟัง วินยังไม่เคยเล่นเรือยอร์ช Sailing yacht เคยเล่นแต่ dingy เราอึ้งกับคำเชื้อเชิญนั้นไปสักพัก เพราะไม่คิดว่าเขาจะชวนคนแปลกหน้า ที่รู้จักกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง เข้าทีมเรือใบด้วย เราไม่รอช้า รีบตอบรับอย่ารวดเร็ว และพี่ๆทั้ง 3 ก็เล่าถึงการแข่งขัน ว่ามันจะมีการแข่งอะไร ช่วงไหนบ้าง ให้เราฟัง นี่คือการรับน้องที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต การต้อนรับอย่างจริงใจ ถูกมอบให้อย่างไมตรี เราช่างโชคดีเหลือเกิน ตอนนี้เราอยู่ในทีมเรือใบแล้ว นี่เรื่องจริงหรือนี่
เมื่อเรามอบความจริงใจให้ไป เราจึงได้รับความจริงใจกลับมา มันปลอดภัย ปลอดภัยสำหรับไอบ้านนอก ปลอดภัยสำหรับคนซื่อแบบเรา และ มีข่าวดีอีกอย่างก็คือ พี่ๆ ทั้ง 3 จะช่วยเราลากเรือไปขึ้นคานให้ ในราคา เพียงค่าน้ำมันเท่านั้น ซึ่ง มันถูกกว่าที่เราไปถามมาเยอะมาก
เราทั้ง 3 คุยกันจนลืมเวลา สี่ทุ่มกว่าแล้ว เราขอตัวกลับไปพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้มี ภารกิจขูดเพรียง พี่จ่าหินเดินมาส่งเรา เราพูดคุยกันอีกนึดหน่อย จนรู้ว่า พี่จ่าหินเป็นรุ่นพี่โรงเรียนสิงห์สมุทร โรงเรียนมัธยมที่เราเรียน โลกกลมจริงๆ

โปรดติดตามตอนต่อไป เพรียงกระซิบบอก 2 ภารกิจขูดเพรียง ท่านจะได้พบกับเลือด และ เหงื่อ ในตอนหน้า ติดตามให้ได้นะครับ
SHARE
Written in this book
BoatPacker ให้สายลมพาเดินทาง
เรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน การเดินทางรอบโลกด้วยเรือยอร์ช อาศัยสายลมขับเคลื่อนการเดินทาง ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือจากประสบการณ์ตรง เรียงร้อยถ้อยวลีเป็นเรื่องราวจากเรื่องจริง  
Writer
Win7Seas
Writer
เรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน การเดินทางรอบโลกด้วย ลม ใบเรือ และท้องทะเล

Comments