หมดไฟ แก้ได้ด้วยการเติมไฟจริงๆ เหรอ (Lack of Motivation)
  
1

แปลกแต่จริง พักนี้ผู้คนบนหน้าฟีด Facebook พร้อมใจหมดพลังในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นหมายรวมถึงตัวฉันหลังส่งงานช่วงปลายเดือนเสร็จ ก็เกิดอาการ Low Productivity ไปจนถึงจุด No Productivity

ที่น่าแปลกคือ มีคุณพี่ดีไซเนอร์คนหนึ่งที่เรานับถือมาก แกทำงานกับชาวบ้าน คือไปสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนแก่ในหมู่บ้านไกลๆ แกก็จะเอาผ้าพวกนี้มาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าดีไซน์สวย (ลูกค้าขาประจำของคุณพี่คือคุณหญิงพรทิพย์) เรารู้จักพี่ดีไซเนอร์คนนี้ตอนไปร่วม Creative Design Workshop มันก็ 7-8 ปีมาแล้ว ซึ่งพลังในการทำงาน อุดมการณ์ในการทำงาน วิธีการพูดจา และการใช้ชีวิตของพี่เค้าทุกอย่างหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง เรานี่ชื่นชมพี่เขาจริงๆ จนตามไป Follow และกลายเป็น friend ใน Facebook ของเขาในที่สุด

เวลาพี่เขาออกผลงานใหม่ๆ หรือไปออกงานแฟร์ในไทยเอยต่างประเทศเอย หรือคุณหมอพรทิพย์มารับชุดใหม่ที่สั่งพรีออเดอร์ไว้ เราก็ดีใจแทนพี่เขาจริงๆ ที่ทุ่มเททำงานหนักมาแล้วผลตอบรับมันน่าชื่นใจ

หรือเวลามีคนมาก๊อปปี้ผลงานของพี่เค้าไปวางขายหน้าซื่อ พี่เค้าก็จะเข้ามาโพสต์ประมาณว่า เซ็งโลกใบนี้ ตกใจว่ามีคนจิตใจเห็นแก่ตัวมักง่ายได้ขนาดนี้เลยเหรอ เราก็เห็นใจเขานะ


อาทิตย์ก่อน จู่ๆ พี่เขาก็ขึ้นสเตตัส Facebook ตัวโตในพื้นดำบอกว่า “หมดไฟ หมดอาลัยตายอยาก ความรู้สึกที่อยากทำงานตรงนี้มันหายไปหมดแล้ว”

เรานี่สะดุ้งหมดเลย

ลองคิดภาพคนอย่างเชฟเอียนก็ได้ ว่าถ้าเชฟเอียนโพสต์สเตตัสเฟสบุ๊คแบบนี้ คุณอ่านแล้วจะคิดยังไง มันจะรู้สึก “เฮ้ย!” ขนาดไหน

ผู้คนมากมายก็มา comment ว่าให้ไปพัก ไปเที่ยวก่อน สมองล้าเกินไปแล้วต้องการการหยุดพัก ถ้าดีขึ้นเดี๋ยวก็กลับมาได้ใหม่ (เราเองก็เป็นคนนึงที่ comment ให้กำลังใจไปลักษณะนี้)



2

วันเวลาไล่เลี่ยกัน เพจของเจ๊หมอตุ๊ดก็พูดเรื่อง “หมดไฟ” เช่นกัน

ชอบคำอธิบายของเจ๊หมอมาก 
เจ๊หมอว่า เจ๊ไม่เชื่อเรื่องการหมดไฟหรอก เพราะตามหลักฟิสิกส์เรื่องกฎการทรงพลังงาน พลังงานไม่มีวันสูญหาย มีแต่เปลี่ยนรูป
 
ซึ่งไฟ = พลังงาน
หมดไฟ = หมดพลังงาน    --> จะเห็นว่า สมการนี้เป็นจริงไม่ได้เพราะมันไม่เป็นไปตามหลักฟิสิกส์

“หมดไฟ” จึงไม่ได้แปลว่าหมดใจจริงๆ หรอก
แต่แปลว่าพลังงานถูกถ่ายเทไปจุดอื่น เราก็ต้องรู้ตัวให้ไว แล้วไปตามมันกลับมา



3

ช่วง 2 เดือนก่อน เรารีไรท์ “ร้านหนังสือเที่ยงคืน” ไปล็อตใหญ่ พอแก้เสร็จ ข้างในตัวเองรู้สึกว่างโหวงไปหมด อาจเป็นความเหนื่อยความเพลียจากการทำงานหนักก็เลยเหนื่อยจนหมดแรงจนเกิดความรู้สึกว่างเปล่า พอจะเริ่มเขียนเรื่องใหม่มันก็ว่างเปล่ามาก จนไม่กล้าหยิบจับปากกา ความกลัวว่าถ้าไม่สามารถเขียนเรื่องอื่นได้อีกแล้วล่ะ ถ้าไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อีกแล้วล่ะ

เราตกอยู่ในอาการกึ่งว่างเปล่าจึงกังวลใจอยู่แบบนั้นสักระยะ แต่ก็เริ่มโพสต์งานเขียนใน storylog แล้ว งานเขียนยังไม่ได้อย่างใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ แต่ถ้ารอจนพร้อมสรรพ ชีวิตก็คงไม่มีวันได้นำเสนอผลงานให้ใครได้อ่านทั้งนั้น

แล้วระหว่างที่โพสต์ไปเรื่อยๆ เราก็ได้ไปอ่านเจอคำพูดของคุณ Joanna Penn บอกว่า ที่รู้สึกว่างเปล่า ที่กลัวว่าจะเขียนไม่ได้อีกแล้วต้องดูว่าสาเหตุของมันจริงๆ มาจากอะไร เบื้องหลังความกลัวทุกอย่างมีเหตุผลทั้งนั้น ถ้าจะแก้ไขก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

อาการ Writer’s Block ถ้าไปคุยกับนักเขียนเก่งๆ หลายท่านจะพบว่าเขาไม่มีอาการแบบนี้ แต่... แหม เขาก็โปรกันแล้วไหมคะ เขียนกันมาหลายสิบปี เราว่าเค้าก็เอาอยู่กับทุกสถานการณ์แล้วล่ะ

คุณ Joanna Penn บอกว่า ถ้าเกิด Writer’s Block ตอนกำลังจะเริ่มเขียนงานชิ้นใหม่น่ะไม่แปลกเลย ก็คุณใช้พลัง/ความรู้/ประสบการณ์ ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานชิ้นก่อนหน้าไปหมดแล้วนี่ เหมือนบ่อน้ำที่ใช้จนแห้งหมดแล้ว จะให้ไปสร้างผลงานชิ้นใหม่เลยจะเอาทรัพยากรที่ไหนไปสร้างสรรค์ล่ะจ้ะ
 
เออ... ก็จริง
เราอ่านคำแนะนำนี้แล้วเราก็หัวเราะเลยค่ะ

ใช้น้ำจนหมดบ่อแล้วก็ต้องเติมน้ำลงบ่อสินะ :-) 
ไปดู 
ไปชม 
ไปอ่าน 
ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ 
ไปเก็บข้อมูลสดใหม่มาสิ จะได้ถ่ายทอดเรื่องราวชนิดใหม่ออกมาไง

พอแก้ปัญหาถูกจุดเราก็สบายใจ ยกภูเขาออกจากอกเลยล่ะค่ะ



4

กลับมาที่คุณพี่ดีไซเนอร์

เราลองวิเคราะห์ดูว่าสาเหตุที่ทำให้พี่เขาหมดพลังหมดใจขนาดนั้นมันน่าจะเป็นอะไร
นึกดูสักพักก็คิดได้คำตอบเดียว “เรื่องคน”

ไม่มี issue อะไรจะเหนื่อยแล้วหมดเปลืองพลังงานได้เท่ากับเจอ “คนเยอะ” หรือ “คนพูดไม่รู้เรื่อง” อีกแล้ว

เราไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับพี่เค้า แต่หลังจาก Facebook เงียบสนิทไปได้ 4 วัน พี่เขาก็กลับมาแอคทีฟอีกครั้ง เห็นพี่เค้าไปนั่งทำงานเย็บผ้ากับคุณยายทั้งหลาย ส่งคุณยายปั่นจักรยานกลับบ้านตอนเย็น ในภาพถ่ายเหล่านั้น รอยยิ้มของคุณพี่ยังดูเกร็งๆ แต่รอยยิ้มของคุณยายแต่ละท่านใจดีมากมายเลย
 
พี่เขาใช้วิธีเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้น
ทบทวนดูสาเหตุที่ตัวเองเลือกเดินทางสายนี้ว่าคืออะไร
จัดเรียงลำดับการให้ค่า ว่าจะให้ค่ากับ “อุปสรรคที่โผล่มาถอดถอนพลังใจ” หรือ มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า “สิ่งที่ตนเลือกเดินเลือกทำตลอดมา”

มีภาษาไทยคำนึงที่เราชอบมากคือคำว่า “เสียงนกเสียงกา”
คนที่บอกว่า “เธอทำไม่ได้หรอก”
คนที่บอกว่า “อย่างเธอนะเหรอ”
คนที่บอกว่า “ไม่รอดหรอก”
คนที่บอกว่า “คุณไม่ดี/ไม่เก่งพอ”
คนที่บอกว่า “คุณก็ทำได้แค่นี้แหละ”

เราว่าคำว่า naysayer ยังสื่อความได้ไม่เท่าครึ่งนึงของคำว่า “เสียงนกเสียงกา” เลย

...ก็ชัดเจน คุณเลือกจะให้ค่ากับอะไรล่ะ 
ระหว่าง “สิ่งที่คุณตั้งใจทำตลอดมา” กับ “เสียงนกเสียงกา”

อย่าลืมว่าสิ่งที่ราคาถูกที่สุดในโลกคือคำแนะนำที่ได้มาฟรีๆ
อย่าว่าแต่คนพูดไม่ได้อยู่ในสายงาน/ในวงการที่คุณยืนอยู่
คำแนะนำรับฟังได้ แต่ต้องกรองก่อนนำไปใช้งานด้วยนะคะ


เจ๊หมออธิบายว่า ตามหลักฟิสิกส์ คนเราหมดไฟไม่ได้ 
ดังนั้น แสดงว่าไฟของเรากำลังถูกถ่ายโอนไปยังจุดอื่น
คำแนะนำที่บอกให้ไปเที่ยวมันก็ดี แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

คิดดูดีๆ หมดไฟเพราะอะไร

อย่ามัวเต้นไปตามเรื่องดราม่า (และอย่าทำตัวดราม่า)

Focus ที่ตัวเอง ตัวเองยังขาดอะไร ทำยังไงถึงจะทำได้ดีขึ้น เก่งขึ้น

ไม่ต้องไปสนใจเรื่องไร้สาระของคนไร้สาระ 
มีคำพูดของคุณ Cara Alwill* บอกไว้ว่า No time for bullshit when building an empire 

ไม่ต้องคิดไปลบคำสบประมาทของใครทั้งนั้น แค่คุณทำวันนี้ของคุณให้ดีต่อไป ยืนอยู่ในเกมให้นานพอ รอเวลาให้เป็นกรรมการตัดสิน 

การคิดจะลบคำสบประมาทของใคร แปลว่าคุณโฟกัสที่คนที่เคยทำร้ายคุณ 
แต่ถ้าคุณตั้งใจสมัครเรียนคอร์สเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเอง หาหนังสือมาอ่าน แบบนี้คือคุณโฟกัสที่ตัวคุณ ...ต้องระวังความคิดตัวเองให้ดีๆ นะคะ

เช่น นาย A. ดูถูกเรา 1 ครั้ง = ถูกคนดูถูกแค่ครั้งเดียว

แต่หลังจากโดนนาย A. ดูถูกแล้วสมองคิดย้อนว่านาย A. มันดูถูกเรา
คิดย้อนภาพจากเหตุการณ์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เดี๋ยวก็โกรธเดี๋ยวก็เกลียดนาย A. ขึ้นมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า = เรากดปุ่ม Replay ในสมองเพื่อดูถูกตัวเองเพิ่มอีก 10 ครั้ง 100 ครั้ง
---> A. ว่าเราแค่ครั้งเดียว แต่เราว่าตัวเองอีก 100 ครั้ง

 
ที่พระท่านสอนให้มี "สติ" เค้าไม่ได้พูดเล่นๆ หรอกนะ
เมื่อสมองมันเริ่มกดปุ่ม Replay ฉายภาพซ้ำเหตุการณ์ทำร้ายจิตใจขึ้นมาอีกครั้ง
“สติ” คือสิ่งที่ต้องมีไว้เพื่อเตือนตัวเองให้ทันท่วงทีว่า “นี่คือการกระทำของปุ่ม Replay ในสมอง” 
ต้องคิดให้ได้ว่า “เหตุการณ์นั้นเป็นอดีตไปแล้ว จบไปแล้ว” 
และเมื่อมันจบไปแล้ว “ฉันจะไม่กดปุ่ม Replay ไม่ยอมทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก”


ทบทวนดูดีๆ หมดไฟเพราะอะไร
- เหนื่อยเกินไป? 
เหนื่อยเพราะกระบวนการทำงานไม่ดี? 
หรือเหนื่อยใจเพราะเจอคนไม่น่ารัก? 
หรือเหนื่อยเพราะไม่ได้ออกกำลังกาย?

- คิดงานไม่ออก? 
เพราะทำทุกอย่างเหมือนเดิมมาตลอดหรือเปล่า? 
หาข้อมูลใหม่ๆ เติมวัตถุดิบใหม่ๆ ใส่หัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

- พยายามมาตั้งนานแล้ว แต่รายได้ไม่ดีเลย
เพื่อนสาวนักวาดภาพประกอบเคยพูดกับเราประโยคนึงว่า “ที่แกบ่นมาเนี่ย ไม่มีใครใช้ให้แกเลือกเดินทางสายนี้นะ แกเป็นคนเลือกเดินทางสายนี้เอง” 
การบ่นไม่ช่วยอะไร แถมยังทำให้บรรยากาศรอบข้างเสียด้วย ถ้าอยากขายงานราคาดี ก็คิดวิธีขาย วิธีตั้งราคา วิธีทำตลาดมาสิ


และคำแนะนำข้อนึงที่เรานึกไม่ถึง แต่ก็ต้องผงกหัวรับว่า “จริงด้วย” คือ คุณ Cara แนะนำให้พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่เป็น Positive People , อยู่ใกล้คนแบบที่คุณอยากจะเป็น, ตามหา community แบบที่มันใช่สำหรับคุณ

คุณ Cara บอกว่า พอโตเป็นผู้ใหญ่นี่มันประหลาดชะมัด การจะหาเพื่อนใหม่ทำได้ยากกว่าตอนเป็นเด็กๆ มากเลย

แทนที่พอเจอคนที่ทำเรื่องสนุกๆ หรือเรื่องที่เราชอบ ถ้าเป็นเด็กก็จะบอกไปเลยว่า “โห... ดีจัง สนุกจัง ชอบมากกกกก” แล้วก็กลายเป็นเพื่อนกันได้ภายในเวลา 1 นาที

แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ เจอเรื่องที่เราชอบ อ่านเจอเรื่องสนุก เรากลับเงียบกริบ...

คนที่คุณอยากจะเป็น แวดวงของคนที่ทำในสิ่งเดียวกันกับคุณ หรือว่าแวดวงของคนที่มีทัศนะการมองโลกแบบเดียวกับคุณ คนกลุ่มนี้หากคุณเป็นเพื่อนกับเขา (เพื่อนจริงๆ นะไม่ใช่พวกเข้าไปเพื่อหวังผลประโยชน์) อาการหมดไฟจะหายไปจากชีวิตคุณ เพราะการกระทำของคนๆ นึงจะส่งผลกระทบต่อคนทั้งวง และมีแต่จะยิ่งดึงทุกคนให้สูงขึ้นไป พัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น





สรุปวิธีแก้อาการหมดไฟแบบคร่าวๆ เท่าที่เรานึกออกตอนนี้
1 เข้าใจหลักการธรรมชาติว่า ไฟเป็นพลังงาน และพลังงานไม่มีวันสูญหาย มันแค่เปลี่ยนรูปหรือย้ายที่เท่านั้นแหละ
2 หาสาเหตุที่หมดไฟ แล้วไปจัดการให้ตรงจุด
3 โฟกัสที่ตัวเอง อย่าไปโฟกัสที่เรื่องดราม่าหรือเรื่องคนอื่น
4 พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่คุณอยากจะเป็น



ที่เขียนโพสต์นี้ก็เพราะรู้สึกงงๆ นิดหน่อยตอนที่หน้าฟีด Facebook ผู้คนพร้อมใจกันถูกดูดพลังงานไปหมด เหมือนกับว่าตกหลุมดำเรียงกันมาเป็นโดมิโน
  
เอาเป็นว่าถ้าใครหมดไฟอยู่ ก็ขอให้หาสาเหตุเจอไวๆ
กลับมาเอนจอยกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ให้ได้ในเร็ววันนะคะ :-) 

สวัสดีวันพฤหัส 
Happy Creating จ้า  

nananatte
7.06.2018 

*คุณ Cara Alwill เป็นนักเขียน self help สายชิค เธอเขียน self help ให้กลุ่มคนอ่านที่มีลักษณะประมาณแครี แบรดชอว์ แห่ง sex and the city ค่ะ
 
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

Starrysky
9 months ago
กำลังไฟมอดเลย ขอบคุณนะคะ
Reply
nananatte
9 months ago
หายใจเข้าลึกๆ
ขอให้อาการดีขึ้นในเร็ววันค่ะ
ออกไปเดินเล่นบ้างก็ช่วยได้ค่ะ ซื้อดอกไม้สดมาปักแจกันที่บ้านก็ช่วยได้
ชีวิตอาจหมุนเร็วไปบางครั้ง บางทีก็ช้ามากเกินไป ขอให้เจอจุดสมดุลแล้วลุกขึ้นมายิ้มให้ตัวเองได้อีกครั้งนะคะ โชคดีค่ะ