D.DIARY
       มีชีวิตอยู่แค่ตายไปวันๆหรือเปล่า? นั่นคือสิ่งที่ผมสงสัยมาตลอดในช่วงอายุสิบเจ็ดใกล้จะสิบแปดปี บวกลบกับอาการทางจิตที่เขาเรียกว่าโรคซึมเศร้าที่ผมเป็นมาตั้งแต่สิบห้า อืม ตอนนี้ผมอยู่กับโรคนี้มาสองสามปีได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นแล้วทำให้ดูเท่ ดูน่าสงสาร หรืออะไรก็ตาม ในทางกลับกัน การเป็นสิ่งนี้มันทำให้ผมทรมาน

มันเป็นการที่ผมตื่นขึ้นมาทุกครั้งแล้วถามตัวเองเสมอ วันนี้ผมยังไม่ตายอีกหรือ? ทุกก้าวที่ผมเดินไปมาบนพื้นที่ของดาวเคราะห์ใบนี้ผมรู้สึกว่ามันหนักอึ้งเหลือเกิน ผมรู้สึกตัวเองแปลกประหลาดจากผู้คน ผมกลัวสายตาของพวกเขาที่มองมาโดยไม่อาจทราบได้ว่าเพราะอะไร...กลัวว่าเขาจะรู้ว่าผมเป็นโรคนี้อย่างนั้นหรือ? ผมก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน

เหมือนสมองทางด้านความคิดและการประมวลผลของผมมันแย่ลงเรื่อยๆ นับวันสุขภาพจิตผมยิ่งแย่ลงโดยที่ตัวเองรู้สึกได้แต่ผมต้องทำเป็นว่าผมไหวและผมดีมากๆ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องเป็นห่วง แต่ในหลายครั้งผมก็ถามตัวเอง ผมไม่เหนื่อยบ้างหรือ? ซึ่งผมก็ได้คำตอบทันทีว่าใช่ เหนื่อยมาก ผมเหนื่อยมากๆ ผมไม่ไหวแล้ว ผมไม่อยากจะยิ้มสู้ หรือบอกกับคนอื่นว่าผมไหว ผมโอเค แต่นั่นก็ได้แค่คิด เพราะว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ผมแสดงออกไปมันก็เหมือนเดิม

ผมเกิดมาในครอบครัวที่เหมือนจะอบอุ่นในสายตาของคนรอบข้าง ทุกคนต่างอิจฉาผมอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถ้าคุณได้รับรู้ความจริงแล้วนั้น คุณคงจะไม่อิจฉาเป็นแน่

คุณพ่อของผมเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนและอารมณ์ร้อน ผมกลัวเขา เวลาที่ผมพูดอะไรก็ตามเขามักจะหาเหตุผลมาเชื่อมโยงร้อยแปดเพื่อให้คล้อยตามเขาให้ได้ การที่ผมต้องนั่งฟังถึงเรื่องอาชีพที่เขาอยากให้เป็นแต่ผมเกลียดตั้งแต่เล็กยันโตมันทำให้ผมทรมาน ผมไม่อยากฟังต่อ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่นั่งเงียบๆอยู่แบบนั้น

คุณแม่ของผมเป็นคนที่บอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราต้องยิ้มอยู่เสมอ เราต้องอดทน และอะไรก็ตามที่หมายถึงการที่ผมต้องอดทน ผมทรมาน...ผมต้องคอยทนอะไรแบบนี้แม้แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบ ผมต้องนั่งฟังคำเสียดสีจากญาติว่าผมเป็นเด็กแบบนั้นแบบนี้ หน้าตาผมมันอะไรแบบนั้นแบบนี้ ผมทำได้แค่ยิ้มและนั่งเงียบไม่ตอบโต้ เพราะผมคิดอย่างที่แม่ผมสอนตลอดมา คือถ้าเราเงียบเข้าไว้และไม่ตอบโต้ เขาจะเลิกไปเอง

แต่ไม่เลย พวกเขาก็ยังทำแบบนั้นตั้งแต่ผมจำความได้จนปัจจุบันก็ยังทำอยู่

สิ่งที่หนึ่งในพวกเขาทำที่ผมจำได้แม่นที่สุดในชีวิต ตอนเด็กๆผมค่อนข้างกลัวที่จะดำน้ำและเอาหน้าจุ่มน้ำนานๆ อย่างไรก็ตาม เขาจับหัวผมกดลงน้ำในถัง ผมกลัว ตอนนั้นผมหายใจไม่ออก ผมสำลัก ผมคิดว่าผมกำลังจะตายในตอนนั้น ไม่รู้ผมต้องบอกว่าผมกลัวกี่ครั้งถึงจะเทียบเท่าความรู้สึกของผมจริงๆได้ เขาบอกผมว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ถ้ากลัวที่จะเอาหน้าจุ่มน้ำเราก็ต้องเอาหน้าจุ่มน้ำ ตรรกะอะไรของเขาไม่รู้ แต่ผมก็ยังจำไว้แบบนั้น

และในปัจจุบันผมก็ได้แต่คิดถึงสิ่งที่ว่าหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ถ้าอย่างนั้นถ้าผมอยากตายผมก็ต้องฆ่าตัวตายหรือเปล่า?แล้ววิธีไหนที่จะสบายที่สุดล่ะ

ที่แน่ๆคือผมไม่อยากกระโดดน้ำตายหรอกนะ มันทรมาน น้ำที่เย็นเยือกและเวลาที่เราสำลักน้ำเข้าไปในปอดมันต้องใช้เวลานาน ผมไม่เอาหรอก ถ้าจะเอาคัตเตอร์มากรีดเส้นเลือดใหญ่เป็นทางยาว แต่ถ้ามีคนเห็นและจับผมส่งโรงพยาบาลทัน พอผมหายหรือแม้แต่ตอนที่กำลังรักษาอยู่ จะมีคนบอกว่าผมกำลังเรียกร้องความสนใจหรือเปล่านะ?

แต่สิ่งที่ผมกำลังคิดคือ ถ้ากระโดดตึกล่ะ? โดยที่เอาหัวลง มันน่าจะตายได้ในทันทีนะ เพราะสมองคือตัวสั่งการระบบทั้งหมด ถ้ายิ่งกระโดดจากตึกสูงแล้วเอาหัวลง ถ้ามันกระแทกพื้นแล้วผมน่าจะตายทันทีเลยถูกไหมล่ะ แต่ผมก็ยังกลัว

...ไม่หรอก ไม่ได้กลัวที่จะตาย แต่ผมกลัวว่าคนอื่นจะมองพ่อกับแม่ผมเป็นยังไง ผมกลัวสายตาคนรอบข้าง เพราะจากที่ว่าเขาสอนผมมาว่าให้สนใจคนรอบข้างเสมอ...

แต่คนรอบข้างไม่คิดจะสนใจความรู้สึกผมบ้างเหรอ?

ผมเหนื่อยแล้วนะ ผมอยากพัก

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนร่างกายและจิตใจค่อยๆพังไปทีละเล็กทีละน้อย
ผมรู้สึกว่ายาเม็ดเล็กที่แพทย์ให้มามันไม่ได้ช่วยอะไรผมเลยแม้แต่นิด
ผมต้องทำยังไงดี

...หมอคนนั้นจะคิดว่าผมเกินเยียวยาแล้วหรือเปล่านะ...

ถ้าผมหายไปเงียบๆจะดีกว่าหรือเปล่านะ

ถ้าผมไม่เกิดมาตั้งแต่แรกจะดีกว่าหรือเปล่านะ

ถ้าผมไม่มีความสามารถพิเศษด้านใดด้านหนึ่งจะยังมีคนสนใจผมอยู่หรือเปล่านะ

ผมจะกลายเป็นแค่คนธรรมดา คนไร้ค่าคนหนึ่งเลยใช่หรือเปล่า
กลายเป็นแค่คนที่ไม่สมควรเกิดมาเลยหรือเปล่า

ผมเบื่อแล้ว ผมเหนื่อยแล้ว

ผมเหนื่อยที่จะต้องมองไปรอบๆแล้วคอยถามตัวเองว่า นี่ใช่ที่ของผมจริงหรือเปล่า

ผมเหนื่อยที่จะต้องคอยปั้นรอยยิ้มเพื่อเข้าหาคนอื่น
ผมเหนื่อยที่จะต้องมานั่งหัวเราะให้กับเรื่องที่ไม่ขำ

ผมเหนื่อยที่จะต้องมานั่งฟังคำถากถาง เสียดสีและเปรียบเทียบระหว่างผมกับน้องจากครูอาจารย์

ผมเหนื่อยที่จะต้องนอนร้องไห้และสะอื้นอยู่คนเดียวในตอนกลางคืน

ผมเหนื่อยที่จะต้องนอนขดแล้วกอดตัวเองไว้พร้อมปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไร

ผมเหนื่อยที่จะต้องหลอกตัวเองไปวันๆว่าวันพรุ่งนี้อาจดีขึ้นก็ได้ เราอาจจะไม่อยากตายอีกแล้ว

ผมเหนื่อยที่จะต้องมานั่งสะกดจิตตัวเองในหัวว่าอย่าทำให้ใครเขาห่วง

ผมเหนื่อยที่จะต้องบอกตัวเองขำๆว่าเรายังมีสิ่งนี้ๆอยู่นะ

ผมเหนื่อยที่จะต้องลืมตาขึ้นมามองเพดานทำหน้าโง่ๆแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

ผมเหนื่อยที่จะทำทุกอย่างแม้แต่หายใจ

ผมเหนื่อยที่จะอยู่ต่อแล้ว

ผมเหนื่อยแล้ว


ผมพังไปแล้ว

เหมือนกับของเล่นชิ้นหนึ่งที่กลายเป็นเศษเล็กๆวางไว้ตรงมุมห้อง ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครอยากเก็บมันเอาไว้
ผมพัง แหลกเหลว ไม่มีชิ้นดี


พังไปแล้ว




SHARE

Comments

tomjabchai
6 months ago
เราไม่รู้ว่าความคิดของเราตรงนี้จะช่วยคุณได้ไหม แต่เราว่า ชีวิตข้างหน้าต้องมีสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกขอบคุณที่มีชีวิตอยู่ต่อแน่ๆ หวังว่าจะได้เห็นบทความของคุณต่อไปนะคะ
Reply
SnowPoo27
6 months ago
เหมือนกันเลย
Reply
_thirtyone
6 months ago
สู้ๆนะคุณ :)
Reply
RUANKAEW31
6 months ago
เราพังแล้ว
Reply
amphetamine
6 months ago
ตั้งแต่อ่านมา5บรรทัดแรก สามสิ่งแรกผุดขึ้นมาเลย รู้สึกแปลกใจ(ที่มีคนเขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากดดันในหัวมาตลอด) รู้สึกดี(ที่รู้ว่าไม่ได้มีแค่เราที่เป็นแบบนี้ ที่มีครอบครัวแบบนี้ ที่อยากเป็นอิสระแบบนี้) และรู้สึก...เศร้าใจ(ที่เราทั้งสองและอีกหลายๆคน พยายามจะหลุดพ้นจากวงจรบ้าๆบอๆแบบนี้ แต่มันคือความจริงที่ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราได้ยินเพื่อนบอกมาตลอดว่า ถ้ารู้สึกไร้แรงบันดาลใจ ให้เอาความรู้สึกแย่ๆเป็นแรงบันดาลใจ ไม่เข้าใจ...ทำยังไง คิดมาตลอดจน 2 ปีให้หลัง มีคนถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็คิดย้อนไปว่า เมื่อก่อนและตอนนี้เราเป็นโรคซึมเศร้า เราไม่อยากให้คนอื่นต้องมารู้สึกแย่แบบเราอีกแล้ว เราเลยอยากเป็นจิตแพทย์ ไม่ใช่ในฐานะคนที่จะแก้ไขความรู้สึกในทางวิทยาศาสตร์ แต่จะเป็นเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่ง ที่ยอมรับและฟังเสียงที่อัดอั้นจากใจ หรืออาจจะไม่สามารถพูดกันได้ แต่ภาษากายและสายตาเรา ต่างรู้ในความรู้สึกของกันและกัน) สุดท้ายนี้...ขอขอบคุณนะคะ ที่ทำให้โลก ได้รู้จักเรามากขึ้น
Reply