บันทึกของเส้นแบ่ง
ผมตื่นขึ้นในคืนหนึ่งพร้อมกับรู้สึกถึงเส้นแบ่งวันของและคืนที่ชัดเจนขึ้น ราวกับว่าเราอยู่ตรงกลางระหวางเเสงและเงา ผมมีนาฬิกาเรือนหนึ่งที่คอยปลุกผมในทุกค่ำคืน ผมจะต้องตื่นขึ้นมากลางดึกในความมืด ไม่มีคืนใดเลยที่ผมจะหลับได้ยาวนานเกินกว่า  6 ชั่วโมง ในราตรีนั่นเมื่อไม่เข้าใจเหตุผลของการตื่นขึ้นมา ผมก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างได้ไร ได้แต่พยายามข่มตาลงนอนให้หลับ พร้อมกับคำถามในใจว่าทำไมว่ะ ทำไมเราต้องตื่นขึ้นมา

 หลายปีมานี้ผมไม่เคยนอนหลับสนิทเลย ผมจำความรู้สึกที่ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มเหมือนตอนวัยเด็กไม่ได้ ความรู้สึกที่ไม่ต้องลุกออกจากที่นอน ความรู้สึกที่การได้นอนต่อแม้อีกเพียงแค่นาทีก็รู้สึกดีราวกับสวรรค์ นาฬิกาเรือนที่คอยปลุกผมนั้นจะปลุกผม 2 เวลาคือ กลางดึกและก่อนรุ่งสางตอนตี 5 เตียงนอนไม่เคยเป็นสวรรค์สำหรับผมอีกต่อไป การนอนเป็นเพียงแค่หน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้มีลมหายใจต่อไป ใช่ผมต้องทำงานและต้องมีชีวิตอยู่ เงิน คือสิ่งเดียวที่ทำให้ผมต้องลุกออกจากที่นอนเพื่อไปทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวผม 
.
ทุกคืนผมจะทำร้ายตัวเองด้วยการนอนกัดฟันอย่างเสียงดัง ฟันผมแตกร้าวและบิ่น หลังการนอนตื่นมาผมจะเหมื่อยล้าบนใบหน้าเพราะขบกรามแน่นตลอดคืนและอ่อนล้าอย่างไม่มีเหตุผล
ทั้งนี้มันอาจเป็นเพราะวันที่ผ่านมา การมีชีวิตอยู่บนครอบครัวที่แตกร้าวนั้นไม่มียาใดจะมาเยียวยาหัวใจคุณได้ อดีตไม่เคยลบเลือน ผมไม่ได้เพิ่งรู้ตัวหรอกว่ามีอาหารกัดฝัน ตอนที่ผมเป็นเด็กพ่อก็เคยบอกผมแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่พ่อจะพาผมไปหาหมอ หรือถ้ามีมันก็น้อยครั้งจนจำไม่ได้

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นไข้เลือดออกแล้วต้องขับรถไปหาหมอด้วยตัวเอง ผมเพลียมากไม่มีแม้แต่เเรงที่จะยืน ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าความตายเข้าใกล้ผมชัดที่สุด ไม่ว่าจะกินอะไรผมก็อ้วกออกมา ผมน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อมองออกไปยังเพื่อนฝูงที่มีพ่อแม่พาไปหาหมอ พลางเกิดคำถามในใจทำไมเราถึงโดดเดี่ยวขนาดนี้ ราวกับหมาป่าไม่มีฝูงที่ไล่ล่าไปอย่างไร้จุดหมาย ได้แต่หวังว่าเสียงร้องโหยหวนในคืนอันเหน็บหนาวจะมีใครได้ยิน แต่ก็ไม่เคยมีใครได้ยิน

เมื่อโตขึ้นมันเกิดคำถามกับผมว่า เเล้วทำไมพ่อผมไม่ทำอะไรซักอย่างเพื่อให้ผมเลิกกัดฟัน อาการนั้นมันหายไปพักหนึ่งตอนเรียนมหาวิทยาลัยและตอนนี้มันกลับมาอีกครั้งและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ผมถูกส่งตัวไปทำอุปกรณ์ที่ชือว่า ( Occlusal Splint ) หรือเฝือกสบฟันอุปกรณ์ที่ผมต้องใส่ตลอดคืนเพื่อป้องกันการทำร้ายตัวเอง มันไม่มีทางรักษาคุณอาจจะขบฟันตัวเองจนแตกพร้อมกับความเจ็บปวดร้าวบนใบหน้าเมื่อตื่นนอนทั้งๆที่คุณไม่ได้อยากทำมัน และสักวันคุณอาจจะต้องตายเมื่อไม่เหลือฟันที่อยู่บนปาก
 .
ทันตแพทย์เขียนใบส่งตัวผมให้ไปพบจิตแพทย์ถ้าอยากไป ผมคิดว่าปมปัญหาในใจของผมควรจบลงได้เเล้วในวันที่ผมโตเป็นผู้ใหญ่ผมจึงไปพบจิตแพทย์  ผมถูกวินิจฉัยว่ามีอาการซึมเศร้า และไม่รู้ว่าถูกกระตุ้นในช่วงไหน และมีอะไรที่ซ่อนอยู่อีกต้องนัดเจอกันหลายครั้งกว่าจะเข้าใจทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากบุคคลิกภาพของผมที่ชอบมองโลกในแง่ลบ ผมไปพบหมอ 2 ครั้งก่อนที่เราจะไม่พบกันอีก ผมทำงานเป็นครูผมต้องกลับไปทำงานต่อจะมารักษาตัวได้ก็แค่ช่วงปิดเทอมเท่านั้น
ขณะนั้นเดือนเมษา ผมจึงพูดกับหมด

  "ตุลาคมนี้ผมมาใหม่ได้ไหมครับ"
" มาได้แต่คุณจะไม่เจอหมอ"
"ทำไมละครับ"
" หมอต้องออกไปฝึกประสบการณ์เวียนตามโรงพยาบาลต่างๆจะกลับมาอีกทีปีหน้า "
" งั้นเราคงไม่ได้พบเจอกันอีก "
" หมอที่นี่เก่งๆคนอื่นก็มีนะ คุณไม่อยากลองดูหน่อยหรอ"
" ไม่ใช่ว่าเก่งหรือไม่เก่งหรอกครับ หน้าห้องตรวจนั่่นผมคิดแล้วว่าคนที่ผมเจอในวันนี้คือคนที่ผมเลือกเเล้วว่าจะเล่าส่วนสำคัญในชีวิตผมที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ซึ่งคนคนนั้นก็คือหมอ โชคชะตาได้เลือกหมอ และผมก็ไม่ไว้ใจใครอีก ผมไม่ปรารถณาที่จะเล่าเรื่องส่วนตัวของผมให้ใครฟังอีกซ้ำๆ "
.
หมอได้ฟังอย่างนั้นจึงจัดยามาให้ผมกินชุดใหญ่ เห็นได้ชัดว่าเธอเข้าใจ เพราะการจ่ายยาเกินขนาดคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เธอก็ทำโดยถามความสมัครใจผมว่า ยินดีที่จะจ่ายส่วนต่างที่เกิดมาไหม แน่นอนว่าผมยอมจ่ายถ้ามันทำให้ชีวิตผมดีขึ้น เรามีนัดกันข้ามปี และยาที่เธอให้ผมมานานก็มากขนาดที่จะกินต่อเนื่องไปเรื่อยๆได้ปีหนึ่ง
 .
แต่ผมก็ไม่ได้กลับไปพบเธอตามนัด  ผมไม่ไว้ใจโลกไม่ไว้ใจใครเพราะเกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กความสัมพันธ์ที่ห่างเหินจากแม่ที่ไม่ได้รับการตอบสนองทำให้ผมไม่รู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีปัญหาในการเข้าหาผู้อื่น และไม่ไว้ใจโลก คุณจะต้องรู้สึกอย่างไรละ หากต้องร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวบนโลกนี้แม้ไม่เคยปลอบผมและทิ้งผมให้ร้องไห้จ้าอยู่ตรงนั้น

 ผมพบกับความจริงที่ว่าสุดท้ายเเล้วไม่ว่าหมอจะดีแค่ไหน วันหนึ่งผมก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว
และผมเองก็ดันเรียนจิตวิทยามา วิธีการนี้อาจใช้ได้กับคนทั่วไปแต่ไม่ใช่กับผม ผมรู้ว่า
เวลาผมพูดอะไรหมอจะตอบอะไรประมาณไหนมันเป็นเพทเทิร์นนั่นคือ ไม่ตัดสินอะไรเลย
ในบางครั้งผมก็รู้สึกว่า หมอไม่ได้เข้าใจผมจริงๆหรอก หมอแค่แกล้งทำเป็นเข้าใจตามที่เรียนมามันมีรูปแบบของมัน ซึ่งเป็นวิธีการรับรู้ถึงการมีตัวตนของคน บางทีเรื่องบางอย่างผมไม่ควรจะรู้ซะยังดีกว่าแต่แม้จะรู้ผมก็ยังไปหาเธอ
.
ผมกินยาที่เธอให้หลังจากนั้นมา ชีวิตการนอนหลับผมทำได้ดีขึ้นแน่นอนว่ามันไม่ปกติ แต่ดีกว่าที่เป็นมา ยานี้มีครึ่งชีวิตราวๆ 12 ชั่วโมงก่อนที่จะสลายตัวไป ดังนั้นผมจะต้องกินมันเวลาเดิมในทุกคืน หากกินช้าเกินไปผลข้างเคียงของยาจะทำให้ผมเบลอในช่วงวันเพราะยายังไม่สลายตัวไป ผมรู้สึกได้ถึงความผิดปกติในร่างกาย ผมสั่นไหวจากภายในราวกับมอเตอร์ที่กำลังหมุน ยานี้ได้ทำให้ผม  ได้การนอนหลับกลับมาแต่ก็แลกกับชีวิตปกติผมไป ผมรู้สึกหมดความต้องการทางเพศ มันเกิดขึ้นในวัยหนุ่มที่ไม่ควรจะเป็น  ก่อนนั้นผมเคยรู้สึกมากกว่านี้ในวัยรุ่นเห็นภาพผู้หญิงสวยโป๊เปลือยผมก็ตื่นตัว ในขณะที่ปัจจุบันผมไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น

ผมรอเวลาวันเเล้ววันเล่าเพื่อจะหายจากสิ่งที่เป็นเพื่อที่จะได้ชีวิตกลับคืนมา ยาต้านเศร้ามีความอันตรายตรงที่คุณจะหยุดยากินเองไม่ได้ เพราะมันจะให้ผลย้อนกลับ ผมไม่ใช่หมอแต่ก็พอเดาได้ว่าต้องค่อยๆลดปริมาณยาก่อนที่จะหยุดมัน (ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง) ผมเลือกทางที่อันตรายที่สุด
เพราะผมไม่อาจที่จะพึ่งเธอได้ตลอด จะช้าหรือเร็วหมอก็จะต้องไม่อยู่ในชีวิตผม ผมแค่ขยับมันเลื่อนเวลาเข้ามา
.
.
สีดำทาบทาเต็มผนังห้อง ซ้ายและขวา หน้าและหลังทุกอย่างมืดมิด  อีกครั้งที่ผมต้องลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึก มันไม่ได้ผล ผมกลับมาเป็นเหมือนเดิมหลังขาดยา นาฬิกาเรือนเดิมที่ชื่อว่าความเครียดได้ปลุกผมให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เส้นแบ่งของวันและคืนชัดขึ้นในวันนั้น ผมตื่นขึ้นมาและร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล นึกถึงแต่เรื่องเเย่ๆในชีวิต ทำไมผมถึงเป็นอย่างนั้นผมก็บอกกับตัวเองไม่ได้ เหมือนเวลาคุณเจ็บป่วยโรคอื่นๆก็มักจะตามมาอย่างทันที

เมื่อเคราะห์ร้ายเกิดขึ้นมันก็จะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด สมองผมคิดได้แต่เรื่องแย่ๆ ซึ่งผมก็รู้ว่ามันเป็นแค่อาการ ไม่ใช่ความเศร้าจริงๆ สารเคมีในสมองเรามันแค่ผิดเพี้ยน ผมพยามต่อสู้กับความคิดลบๆเหล่านั้น 2 - 3 ปีมานี้ผมมีเรื่องผิดหวังหลายเรื่อง เรื่องแรกคือผมสัญญากับยายของผมที่เลี้ยงผมมาว่าจะกลับไปหาท่านไปอยู่ด้วยกันแต่ผมเป็นครูทำอะไรตามใจไม่ได้ ระเบียบในการย้ายกลับภูมิลำเนาถูกเปลี่ยนทำให้ผมต้องผิดสัญญา ผมผิดหวังและเสียใจมาก จาก 2 ปีกลายเป็น 4 ปีและนี่คือปีที่ 5 ที่ผมทนอยู่คุณคิดว่าผมจะต้องทนทรมารขนาดไหนกว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และผมก็ไม่ได้ก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นโดยไม่มีมีเรื่องราว ผมทำธุรกิจล้มเหลวขาดทุนเป็นแสนๆ ทุกอย่างมันยิ่งซ้ำเติมให้จิตใจผมบอบช้ำลงยิ่งกว่าเดิม

การตื่นขึ้นในคืนนั้นทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมคนที่เป็นโรคซึมเศร้าถึงอยากตาย มีบางความคิดเหมือนกันที่ผมคิดกับตัวเองว่า ถ้าเราตายไปเเล้วจะเป็นยังไง ถ้าไม่มีเราเเล้วจะเป็นยังไง 
ในตอนเป็นเด็กผมก็เคยคิดกับตัวเองเวลาดูข่าวว่า จะเกิดอะไรขึ้นผมก็จะไม่ฆ่าตัวตาย เพราะยังใช้ชีวิตไม่คุ้มนั่นคือคำพูดของผม ผมคิดอย่างนั้นเพราะผมไม่ได้ป่วย ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาเหล่านั้นจึงเลือกที่จะจบชีวิตของตัวเอง เราสู้กันคนละสิ่งเราจึงเห็นกันคนละอย่าง เมื่อคุณยืนอยู่คนละฟากฝั่งของแม่น้ำคุณจะไม่เข้าใจหรอกว่ามุมมองที่อีกฝ่ายมองเป็นอย่างไรจนกว่าคุณจะได้มายืนด้วยตัวเอง  คนพวกนั้นช่างโง่นักที่ฆ่าตัวตาย ใครๆก็คิดอย่างนั้นผมเองก็เช่นกัน
ในวันหนึ่งผมจึงได้เริ่มรู้จักความเศร้าความมืดที่เกินจะจินตนาการถึง 

คุณเคยต้องยืนกลางแดดนานๆหรือเปล่า ความรู้สึกตอนนั้นคุณอยากทำอะไร อยากไปที่ไหนและรู้สึกอย่างไร



แน่นอนว่ามันเป็นความรู้สึกพื้นๆโดยทั่วไปคือ อยากเข้าร่ม อยากเปิดพัดลม ดื่มน้ำเย็นหรือเปิดแอร์ แล้วคุณคิดว่าจะต้องร้อนขนาดไหนคุณถึงจะเดินไปอาบน้ำ นั่นเป็นความรู้สึกที่ผมอธิบายให้คนที่ถามว่าทำไมคุณที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าถึง ฆ่าตัวตาย นั่นก็เพราะว่าทุกสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตปกตินั้นมันทรมาร ชีวิตปกติสำหรับคุณคือนรกสำหรับเขา คุณคิดว่าใครคนหนึ่งจะเจ็บปวดแค่ไหนจนกระทั่งคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่สบายกว่า หากคุณโดนเข็มตำวันละพันเล่ม คุณคงไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป นั่นละคือวันที่คำว่า ความตายคือสิ่งที่ดีกว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้ามีความคิดแบบนั้น ความคิดที่คุณไม่เข้าใจเพราะคุณยืนอยู่ในร่มจึงไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น ไม่เข้าใจว่ากลางเเดดร้อนขนาดไหน
 
ผมไม่ปรารถณาที่จะเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังว่าผม ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วงและบางคนก็จะคิดว่าผมเอามันเป็นข้ออ้างในการทำสิ่งต่างๆ ทำอะไรผิดก็อ้างแต่ป่วยๆ หรือต่อให้เขาไม่พูดอย่างนั้น
 " พวกเขาก็แค่บอกว่าไม่เป็นไร " "อย่าคิดมาก" ซึ่งไม่ได้เข้าใจเราเลย เขาบอกเหมือนกับว่ามันเสป็นเรื่องง่ายๆ มันทำไม่ได้หรอกว่ะ ถ้าทำได้เราคงไม่เป็นแบบนี้
ผมเผลอเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตผมให้คนอื่นฟัง คิดว่าเขาจะรับรู้ความทุกข์ยากลำบากของเรา แต่คำว่าไม่เป็นไรได้ทำลายปราสาทที่ผมพยายามก่อเพื่อปีนขึ้นไปหาคนที่ผมหวังจะเข้าใจ นอกจากบนนั้นจะไม่มีใคร ปราสาทด้านล่างก็ยังทลายลง 

ทุกวันนี้ผมกลับมากินยาอีกครั้งพยายามจะกินมันใหได้ทุกวัน แต่ก็เหมือนว่าผมได้ปล่อยให้นาฬิกาเรือนเดิมเดินไปอีกครั้งมันจึงยากมากที่จะหยุดเข็มของมัันใหม่ผมตื่นขึ้นในตอนตี 5 ของทุกคืนไม่ว่าจะนอน เที่ยงคืน ตีหนึ่งหรือ ตีสอง แต่อย่างน้อยๆผมก็ไม่ต้องตื่นขึ้นกลางดึก ในค่ำคืนที่ดวงดาวสาดแสงมันยาวนานกว่าที่จะข้ามผ่านคืนนั้นไป แต่การตื่นขึ้นก่อนรุ่งสางไม่นานก็เช้า
แค่เพียงลืมตาอยู่ไม่นานแสงสว่างก็จะสาดส่องเข้ามา 

แสงสว่างได้ลอดเข้ามาตามร่องหน้าต่างและผนังห้องทุกวันผมต้องใส่เสื้อไปทำงานที่ผมอยากทำใช้ชีวิตที่ผมไม่อยากเป็น เก็บและซ่อนหน้ากากของความเศร้าไว้ภายในไม่ให้ใครรู้ในสิ่งที่ผมเป็น
มันแย่นะที่ไม่อาจเล่าให้ใครฟังได้ มันแย่ตรงที่คิดว่าเขาจะไม่เข้าใจเรา และแย่ยิ่งกว่าที่เราพลอยจะทำให้เขาเศร้าเเละเป็นห่วงไปได้ ในตอนนี้ผมเพียงแค่ต้องคิดเหมือนคนอื่นคือ 
 

ไม่เป็นไรสักวันผมจะต้องชนะมัน
 





SHARE
Writer
Devaknov
Mutant
ใครบางคนอาจเดินทางมาแสนไกล เพียงเพื่อพบว่าปลายทางไม่มีใครเหลืออยู่

Comments