ผมมันคือตัวสำรอง
คนรักกัน เขาต้องแสดงความรักต่อกันด้วยการให้ดอกไม้ 

หยอดคำหวานใส่กันวันละนิด

หยอกล้อกัน

ไปไหนมาไหนด้วยกัน

เชื่อว่าหลายคู่คงเป็น...ยกเว้นคู่ของผม

ผมชื่อไวท์ มีแฟนชื่อดาหลา เราเริ่มคบกันตอนต้นเทอมแรกของมอสอง แต่คงเป็นแฟนกันเฉพาะในนามเท่านั้น เพราะ...

เธอแพ้ดอกไม้...ไม่เคยรับดอกไม้จากผม

ผมชวนเธอไปกินข้าว เธอบอกว่าไม่ว่าง

ผมชวนเธอไปเที่ยวห้าง เธอไม่ชอบตากแอร์

และที่เจ็บกว่านั้นก็คือ เธอไม่เคยบอกคำว่ารักให้ผมได้รับรู้เลย ถึงแม้ว่าคำบอกรักจะไม่สำคัญเท่ากับการกระทำ แต่ผมก็ยังอยากได้ยินมันอยู่ดี อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ผมสุขใจขึ้นมาระดับหนึ่ง

  ผมเคยนั่งน้อยใจนะ ผมเคยคิดว่าผมเคยสำคัญกับเธอหรือเปล่า 

เธอเคยรักผมบ้างไหม...หรือที่เธอมาขอผมเป็นแฟนนั้นเพราะอารมณ์ชอบธรรมดาๆ พอนานวันเข้าก็เบื่อไป

 ชั่วชีวิตของผม แทบไม่เคยได้ยินคำว่ารักจากผู้หญิิงที่ชื่อว่าแม่ เธอทำแต่งาน และแทบไม่สนใจผมด้วยซ้ำ นั่นก็แย่พออยู่แล้ว

ผมเคยคิดว่าคนที่เข้ามาเป็นแฟนผม จะเข้ามาเติมเต็ม...แต่ก็ไม่

บางทีผมก็นึกอยากมีเวทมนตร์นะ อยากแปลงร่างเป็นคนอื่น อยากเป็นคนที่ชีวิตเขามีความสุข มีความรักที่หวานแหวว มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกเนอะ

  ผมคงทำได้แค่ทนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป...

 แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็ถึงจุดที่ความรักที่ไร้สีสันของเราสองคนต้องจบลงจริงๆ

 ผมนึกอยากกินกาแฟขึ้นมา ก็เลยเดินตรงไปที่ร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน ที่ราคาไม่แพงและรสชาติดี แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าร้านก็ต้องหยุดอยู่แค่หน้าประตู เพราะผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาเหมือนแฟนผม ไม่ใช่แค่หน้าตานะ เธอยังย้อมผมสีน้ำตาล สวมชุดสายเดี่ยวสีขาวลายลูกไม้ ผมจำได้ดีว่านี่คือชุดโปรดของดาหลา

  ไม่ใช่สิ...ผมจำได้แล้ว เธอคือดาหลา!

ดาหลามากับผู้ชายคนหนึ่ง หน้าตาคมคายออกแนวไทยแท้ ผมจำได้ เขาชื่อพี่กอล์ฟ เป็นรุ่นพี่มอหกในโรงเรียนเดียวกัน เขามากับดาหลาทำไม หรือว่า...หัวใจของผมปวดแปลบขึ้นมาเมื่ิอคาดเดาได้ว่าคนทั้งคู่อาจเป็นคนรักกัน

ผู้ชายคนนั้นขยับเก้าอี้ให้ดาหลา เธอนั่งลง และเขาก็อ้อมไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง มือแข็งแรงของเขาคนนั้นเอื้อมมากุมมือแฟนผมไว้

ทั้งสองคนพูดคุยกระหนุงกระหนิงยิ้้มแย้ม หน้าตาของดาหลาดูยิ้มแย้มมีความสุขมากกว่าตอนที่เธออยู่กับผมเสียอีกและในบทสนทนาของพวกเขาก็ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผมนักทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า

  เพราะผมมันก็แค่ตัวสำรอง...

หัวใจของผมเจ็บปวดจนแทบขาดดิ้น มันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอกเดี๋ยวนั้น พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาที่เบ้าตาและกำลังจะไหลลงมาที่แก้ม ผมพยายามกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลออกมาในที่สาธารณะ
 ก่อนจะหันหลังออกวิ่ง...

วิ่งไปไหนก็ไม่รู้

 ไปไกลๆ จากคนใจร้าย 

กลับบ้านไปหาคนที่รักผมมากที่สุด...แม่

วิ่งไปพร้อมกับน้ำตา เสียงสะอื้นจนแทบขาดใจ และความเจ็บปวดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จนผมอยากตายลงเดี๋ยวนั้น ตายไปให้พ้นจากความเจ็บปวดนี้เสียที...คนอกหักมันเป็นอย่างนี้เองสินะ

  ผมสงสัยว่าทำไมเธอถึงทำกับผมแบบนี้ 
   เธอเห็นผมเป็นแค่ตัวสำรองงั้นหรือ...แล้วความทรงจำที่ผ่านมาล่ะ

 ผมคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็มีค่าสำหรับผมมาก มากจนยิ่งกว่าสิ่งใด แล้วสำหรับเธอล่ะ เธอเคยเห็นมันมีค่าบ้างไหม เธอเคยเห็นผมมีค่าบ้างไหม คงไม่สินะ

  เรามันก็แค่ตัวสำรองสำหรับเขาเท่านั้นแหละ ไม่เคยมีค่าอะไร นี่สินะ เหตุผลว่าทำไมเธอถึงไม่โรแมนติกกับผมเลย ไม่ค่อยออกไปไหนกับผมมากนัก เพราะเขามีอีกคนที่สำคัญมากกว่า และเขาก็รักคนคนนั้นมากกว่าเรา นี่ผมโง่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ โง่จนไม่รู้ว่าตัวเองโดนผู้หญิงหลอกมาตลอด

  ไอ้ไวท์!...ทำไมมึงโง่อย่่างนี้! ผมได้แต่ด่าและคิดสะระตะไปตลอดทาง

  จนวิ่งมาถึงบ้าน ผมก็เห็นแม่ยืนอยู่ที่ห้องรับแขก แกกำลังกวาดบ้านอย่างขมักเขม้น ผมวิ่งตรงเข้าไปกอดแก โดยไม่สนแล้วว่าเท้าเปื้อนดินหรือเปล่า และเก็บรองเท้าหรือยัง และจะโดนแม่ด่าหรือเปล่า เพราะแม่ผมเป็นคนเจ้าระเบียบมาก แกมักสั่งสอนผมเสมอว่าหลังถอดรองเท้าให้้เรียงกันเอาไว้ให้เรียบร้อย แต่สิ่งเดียวที่ผมสนใจในตอนนั้นคือ...ผมอยากกอดแม่ อย่างน้อยการได้กอดคนที่รักเรามากที่สุดคงบรรเทาความเจ็บปวดในใจในตอนนี้ลงได้บ้าง

  แต่ผมว่าแม่คงไม่ชอบให้ผมกอดหรอก

แม่ผลักผมออก พลางมองมาด้วยใบหน้าขมึงทึงบอกความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะบ่นออกมา

"ร้องไห้ทำส้นตีนอะไร! โตเป็นควายแล้วยังร้องไห้กอดแม่อีก" เสียงของแม่ดุดัน "อ้าว! แล้วนี่ไม่เก็บรองเท้าเหรอเนี่ย ฮะ! กูสั่งสอนกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าก่อนเข้าบ้านให้เรียงรองเท้าไว้ให้ดี มึงเงียบเดี๋ยวนี้เลยนะ! แล้วไปเก็บรองเท้า!" แม่แหนบแขนผมแรงๆ พลางกัดเขี้ยวกัดคาง

"โอ๊ยยย แม่ ผมเจ็บ" ผมร้องพลางสะอึกสะอื้น ยกแขนขึ้นปาดน้ำตา

"มึงเงียบ! ไปเก็บรองเท้า!!" แม่ตะคอก พลางแหนบแขนผมเข้าอีกหนึ่งที
 
 ผมเดินต้อยๆ ไปที่หน้าประตู พลางรีบจัดเรียงรองเท้าด้วยมืออันสั่นเทา รู้สึกกลัวแม่ขึ้นมาจับใจ ทำให้ความรู้สึกแย่ในใจมีีมากขึ้นกว่าเดิมหลายสิบล้านเท่า หูผมยังได้ยินเสียงแม่ก่นด่า เสียงทิ้งไม้กวาดลงกับพื้นกระเบื้องและเสียงกระทืบเท้าขึ้นบันไดบ้านไป ไม่ได้หันมาสนใจผมอีกเลย

 แม่ไม่สนใจว่าลูกจะรู้สึกแย่อยู่และปลอบใจลูกเลย อย่างน้อยการที่ผมได้รับการกอดตอบ คำพูดอันไพเราะ และคำปลอบโยนจากคนที่ผมรักมากที่สุดคงช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว แต่แม่ไม่ทำอย่างนั้น แม่สนใจเพียงกฏระเบียบและการทำตัวเป็นใหญ่ แม่ไม่สนใจความรู้สึกของผมเลย
  
   หรือว่าแม่ไม่เคยรักผมเลยใช่ไหม...ไม่มีใครรักผมเลยใช่ไหม ผมมันไม่มีค่ากับใครเลยใช่ไหม

ผมวิ่งขึ้นห้อง เก็บตัวอยู่กับความรู้สึกแย่ในใจเพียงลำพังในห้องสี่เหลี่ยมรกๆ ที่ผมนอนมาตั้งแต่จำความได้ ล็อคกลอนประตู ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทบทวนเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง

ที่ผ่านมาผมเป็นมือที่สามมาตลอดเลยเหรอ แล้วเธอเอาเวลาไหนไปเจอกับเขาล่ะ เวลาหลังเลิกเรียนงั้นเหรอ หรือแอบคุยโทรศัพท์กันก่อนนอน แล้วเธอคบกับเขามานานแค่ไหนแล้ว ตั้งแต่มอหนึ่งงั้นเหรอ...หรือนานกว่านั้น ผมรู้สึกปวดร้าวไปทั้งศีรษะเมื่อคิดมากเข้า ถ้าหากจะบอกว่าวันนี้เป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิตผมก็กล่าวได้เต็มปากอย่างไม่มีอะไรมาท้วง

  ผมรู้ว่าคนที่ผมรักมีคนรักอยู่แล้ว และตัวเองเป็นมือที่สาม เจ็บปวด...เจ็บปวดอย่างที่สุด หนำซ้ำเมื่อมาหาผู้มีพระคุณที่ผมรักมากที่สุดก็ไม่สนใจแม้แต่จะปลอบใจผมด้วยซ้ำ ผมรู้สึกแย่ แย่มาก แย่จนไม่อยากทนอยู่อย่างนี้อีกแล้ว อยากฆ่าตัวตาย

  ผมได้แต่นั่งคิดและจินตานาการ แต่ไม่ลุกไปทำอย่างนั้น

   และผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว...

ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาห้าโมงเย็น ตื่นมาเพราะเสียงเคาะประตูและเสียงเรียกหน้าห้อง เป็นเสียงที่เพิ่มความเจ็บปวดให้ผมอย่างที่สุด เพราะมันคือเสียงของผู้หญิงหลอกลวงคนนั้น 
 ผมขยับตัวหันหลังให้ เริ่มมีน้ำตาขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับน้ำมูกที่ไหลเลอะที่นอน 
 เธอเรียกผมอยู่หลายครั้ง แต่ผมก็ไม่ยอมตอบอะไรทั้งนั้น สุดท้ายเธอจึงต้องกลับไปเอง ผมลบรูปคู่ของเรา รูปที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเรา และไม่ติดต่อเธออีกเลยไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม สุดท้ายเราก็เลยต้องเลิกกันไปโดยปริยาย เหตุการณ์นี้กระทบกระเทือนจิตใจผมเป็นอย่างมาก ทำให้ผมกลายเป็นคนกลัวการมีความรัก และไม่ยอมรักใครอีกเลยจนบัดนี้

  และที่สำคัญกว่านั้น ผมเลิกชอบผู้หญิงไปโดยไร้เหตุผลนับแต่นั้น

SHARE
Written in this book
White's story life

Comments