Based on true story
ยังไงความจริงก็คือความจริง คงไม่มีใครหลีกหนีมันพ้น แม้แต่ปกปิดให้เป็นความลับก็ตาม
เพราะสักวันนึง ความจริงนั้นต้องถูกเปิดเผย...

คงเพราะอย่างนั้น จึงทำให้ "ผกามาศ" ต้องเปิดเผยเรื่องราวของตนเอง 

ในวันนี้ วันที่เธอเป็นนักพูดเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ประสบการณ์ที่เธอผ่านมาไม่รู้กี่ร้อยเวที ไม่รู้กี่พันเรื่องราวที่เธอให้คำปรึกษาหรือเล่าเรื่องเพื่อเป็นวิทยาทาน
แต่วันนี้กลับเป็นวันแรกที่เธอรู้สึกกังวลในสิ่งที่กำลังจะพูดในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิต นับตั้งแต่เธอเริ่มเป็นนักพูด...

ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงพูดของเธอ

...ผู้จัดงานกล่าวกับเธอว่า

"พี่รินคะ วันนี้ช่วยเล่าเรื่องราวที่มันแปลกใหม่ได้มั้ยคะ คือหนูคิดว่าถ้าพี่เล่าเกี่ยวกับความสำเร็จอีก คนฟังเค้าจะเบื่อเอาอ่ะค่ะ คนที่พูดไปก่อนหน้านั้นตั้งสามสี่คน เค้าก็พูดกันไปแล้ว" 

ผู้จัดงานผู้เป็นรุ่นน้อง เรียกเธอว่าพี่ "ริน" อย่างสนิทกัน เนื่องจากผกามาศมีชื่อเล่นว่า ริน มีแต่คนที่สนิทจริงๆเท่านั้นที่รู้จัก นอกนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะส่วนใหญ่ก็จะเรียกชื่อจริงกัน

"งั้น จะให้พี่พูดเรื่องอะไร" ผกามาศตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบปกติ

"คือหนูอยากให้พี่พูดเรื่องประสบการณ์ความรักเกี่ยวกับพี่จะได้มั้ยคะ" เท่านั้นแหล่ะ ผู้ฟังถึงกับสะดุ้งตาโต 

"หะ!!! นี่จะให้พี่พูดเรื่องนี้จริงๆเหรอ พี่บอกแล้วไงว่า พี่จะไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของตนเองเด็ดขาด"
สีหน้าและแววตาของหญิงสาวผู้เป็นพี่คงจะสื่อถึงความกังวลอย่างชัดเจน แต่ที่เธอกังวลเพราะเธอกลัวพลาด แล้วร้องไห้ เพราะนึกถึงเรื่องนี้ทีไร น้ำตาไหลทุกที

ผู้จัดงานคงสังเกตุเห็นจึงพูดขึ้น
"พี่เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่า
ถ้าคนเราไม่กล้าที่จะก้าวข้ามกำแพงที่ตนเองสร้างขึ้นมาขวางทางเดิน เพียงเพราะกลัวหรือไม่มั่นใจ เมื่อไหร่กันเล่าที่ตัวเราจะสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างที่เราหวังผกามาศได้ยินแบบนั้น เธอเลยตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องพูดที่เตรียมมาทั้งคืน มาเป็นเรื่องความรักของเธอในสมัยก่อน สมัยที่ยังไม่ได้เป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างวันนี้...

"และต่อจากนี้...ขอเสียงปรบมือต้อนรับ...คุณพี่ผกามาศ งามเรืองฤทธิ์ นักพูดเสริมสร้างกำลังใจที่ทุกคนรอคอยด้วยค่าาาา" 

เสียงเรียกจากพิธีกรนั้น ทำให้หญิงสาวที่อยู่หลังเวทีหลุดออกจากภวังค์ทันที เมื่อเธอเริ่มก้าวออกมา ผู้คนต่างแสดงความดีใจ เมื่อได้เห็นนักพูดที่ตัวเองประทับใจยืนอยู่เบื้องหน้า เสียงเชียร์เสียงกรี๊ด ดังกระหึ่มทั่วทั้งหอประชุม เธอรอจนเสียงของทุกคนเริ่มเงียบแล้วจึงพูด

"ขอบคุณนะคะทุกคน ที่มาให้กำลังใจมาศในวันนี้...
ก็...ถ้าหากให้พูดถึงเรื่องราวของความรัก ทุกคนคงมองว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นอะไรที่ทำให้โลกเป็นสีชมพู รวมถึงเป็นพลังงานที่เปี่ยมไปด้วยอานุภาพยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์ซะอีก แต่เรานั่นแหล่ะได้ใช้มันถูกต้องหรือมองเห็นมันด้วยคุณค่าที่แท้จริงหรือเปล่า...." ผกามาศทิ้งช่วง ก่อนจะพูดต่อ

"เพราะอย่างนี้ไงคะ...วันนี้จึงเป็นวันแรกที่มาศตัดสินใจ ที่จะเล่าเรื่องประสบการณ์ความรักซึ่งเป็นชีวิตจริงของมาศเองเมื่อครั้งอดีต ประมาณว่า based on true story อ่ะค่ะ 555 มาศคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า เพราะมันมีทั้งความสุข ความเศร้า ความโกรธ ความน้อยเนื้อต่ำใจ อยู่ในตัวของมันเอง ลองฟังดูนะคะ เผื่อเป็นข้อคิดหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตค่ะ" 
ผกามาศพูด ก่อนจะเริ่มพาทุกคนเข้าสู่การเดินทางของความรัก ห้วงแห่งความหลังที่ทำให้เธอไม่มีวันลืมมันลง...

เรื่องราวของหญิงสาวผู้มีนามเปรียบดั่งดอกไม้ อย่างผกามาศ เป็นสตรีผู้เพียบพร้อมไปด้วยความงามที่เมื่อใครพบเห็น ต้องมีอันหลงใหล บางทีก็มีคนกล่าวว่า ผกามาศเป็นหนึ่งในสตรีที่มีเบญจกัลยาณี หรือ สตรีผู้มีลักษณะงาม 5 ประการ คือ ผมงาม เนื้องาม(ริมฝีปากแดงเหมือนลูกตำลึงสุก) ฟันงาม ผิวงาม และ วัยงาม 

ความงามในลักษณะดังกล่าวนี้ได้ฉายชัดขึ้นเมื่อตอนอายุ 16 ปี ขณะที่เธออยู่ ม.4 ช่วงนั้นได้มีชายหนุ่มตั้งแต่รุ่นพี่ยันรุ่นน้อง ต่างก็พากันชอบและจีบเธอเรียงยาวเป็นแถว ทำให้เธอมั่นใจว่าเธอสวยที่สุดโรงเรียน ไม่มีใครแทนที่คนอย่างผกามาศได้ สิ่งนี้เองที่ทำให้หญิงสาววัยรุ่นอย่างเธอมีความมั่นใจว่าความสวยนี้แหล่ะเป็นตัวทำให้เหนือกว่าทุกคน...
คงเป็นเพราะความทะนงที่มีมากเกินไป เลยทำให้ตอนนั้นมีทั้งคนชอบและไม่ชอบมาศเยอะพอสมควร ลองมาคิดดูแล้ว จริงๆคนเราก็สนใจแต่รูปลักษณ์ภายนอกเนาะ ไม่ได้มองถึงภายในกันเลย
ผกามาศในวัย 34 ปี กล่าวเสริมก่อนจะเล่าต่อ...

...ด้วยความที่เธอเกิดในตระกูลของสังคมชั้นสูง ทำให้พ่อกับแม่ของเธอปลูกฝังว่า เราต้องเด่นและเหนือกว่าใครทุกคน จากการเป็นหลานคนเล็กของตระกูลในขณะนั้น ทำให้ทุกคนต้องประคบประหงมและเลี้ยงดูเธอเป็นอย่างดี ทำให้เธอไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเอง คอยแต่จะมีบ่าวรับใช้ ตอนเด็กๆผกามาศเลยเป็นเด็กที่มักเอาแต่ใจ เรียกได้ว่า เป็นคุณหนูในอุดมคติ เลยก็ว่าได้

คงมีแต่ คุณย่าของเธอที่คอยสอนอยู่เสมอว่าให้เป็นคนไม่เอาแต่ใจตนเอง เพราะเมื่อโตขึ้นมันจะเป็นประโยชน์กับตัวเราเอง เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสังคม แต่คนอย่างผกามาศไม่เคยสนใจเลย 

จนเข้าสู่ช่วงวัยเรียน เธอก็เป็นคนดังของโรงเรียน เธอชอบที่จะเป็นแบบนี้ ชอบที่ทุกคนหันมามอง ชอบที่ทุกคนซื้อของอะไรมาให้ และทุกคนต้องสยบให้กับเทพีแห่งความงามอย่างเธอ เพราะการที่ได้ชนะเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ผกามาศคิดอย่างเดียวว่าเราต้องไม่แพ้ แต่ความสุขพวกนี้กับพังทลายลง เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่ง นามว่า 
จิรกานต์ ย้ายเข้ามาในโรงเรียนนี้ เธอผู้เปรียบเสมือนไม้เบื่อไม้เมากับผกามาศในขณะนั้น 
เพราะลิลลี่ หรือ จิรกานต์ เป็นสตรีที่มีความน่ารักมากๆคนนึง ใครเห็นแล้วเป็นอันต้องยิ้มตาม เธอทำให้ทุกคนเหมือนเดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ที่มีแต่ความสดใสและสดชื่นตลอดเวลา 

ในขณะที่ผกามาศจะเป็นเหมือนกับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหวล คอยแต่จะมีผึ้งหรือแมลงมาดอมดมเอาเกสรและน้ำหวานไปจากเธอ ด้วยเหตุนี้แหล่ะที่ทำไมพ่อกับแม่เธอถึงได้ตั้งชื่อว่า "ผกามาศ"

ระหว่างที่เธอกับจิรกานต์ต้องประชันกันด้วยความสวยและความน่ารัก เพื่อแย่งพื้นที่โชว์ตัวต่อหน้าสาธารณะชนในโรงเรียน ผกามาศก็บังเอิญตกหลุมรักกับผู้ชายคนหนึ่งในบรรดาผู้ชายนับร้อยกว่าคนที่เรียงคิวจีบเธอ ชายผู้นั้นมีนามว่า วิไลวุฒิ ผู้เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอ จริงๆเขาไม่ได้มาจีบ แต่เธอดันไปเห็นเขาที่โรงอาหาร และเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขา ที่เห็นแล้วมีเสน่ห์มากกว่าผู้ชายคนอื่น เธอจึงใช้วิธีให้เพื่อนไปเรียกกลุ่มของเขามานั่งกินข้าวด้วย 

วิไลวุฒิ แม้จะไม่ได้เป็นคนที่หล่อมาก แต่ก็หน้าตาดีพอสมควร ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น หรือถึงจะไม่หล่อ แต่ผกามาศก็คงชอบเขาอยู่ดี เพราะเธอไม่ได้ชอบเขาที่หน้าตา แต่เธอเห็นเสน่ห์ในรอยยิ้มของเขา มันทำให้เธอมีความสุขและยิ้มตามได้ เหมือนกับที่จิรกานต์หว่านผู้ชายด้วยวิธีแบบนั้น 

ระหว่างช่วงคบหาดูใจกัน ปรากฏว่าไปกันด้วยดี ผู้ชายหลายคนในโรงเรียนแห้วกันไปเป็นแถวๆ บางคนถึงกับมีเรื่องชกต่อยกับวิไลวุฒิ จนตัวเธอเองต้องออกไปช่วย แม้ว่าเขาจะคอยปกป้องเธออยู่ตลอด แต่เธอก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ ในยามที่เขาต้องลำบาก เธอจะคอยอยู่เคียงข้าง 
เขาเป็นคนแรกที่ทำให้เธอทลายกำแพงแห่งความเห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจลง จนเธอพร้อมที่จะเปิดใจกับเขาอย่างร้อยเปอร์เซนต์ 

พอสถานะเข้าสู่คำว่าแฟน เธอก็ซื้อทั้งอุปกรณ์การเรียนที่เขาขาด หนังสือที่เขาไม่มี เสื้อคู่ที่เธออยากให้เขาใส่ด้วย จนบางทีก็ซื้อของแบรนด์เนมให้กับวิไลวุฒิอย่างเต็มที่ เนื่องจากเธอเห็นว่าครอบครัวของวุฒิมีฐานะค่อนข้างยากจน เธอจึงพร้อมช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์ และด้วยวุฒิเองก็เรียนดีและเป็นคนเก่ง จึงทำให้ได้อยู่ห้องต้นๆ กลับกันที่ผกามาศนั้นรวยมาก แต่เรียนอยู่แค่ห้องประมาณกลางๆ เพราะไม่ค่อยเก่งมาก จึงได้แต่เพียงอยู่กับเขาและให้กำลังใจอย่างเดียว

เธอคาดหวังกับความรักครั้งนี้อย่างมากว่ามันจะเป็นรักแรกที่ดีที่สุด ถึงผิดหวังก็จะไม่เสียใจเลยถ้าไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้

พอหลังจากผกามาศคบกับวิไลวุฒิเป็นแฟนได้ระยะหนึ่ง ประมาณปีกว่าๆ 
ครอบครัวของเธอก็รู้ข่าวว่าเธอมีแฟนที่มีฐานะไม่ค่อยดี แถมยังไม่อยากให้เสียการเรียน พ่อแม่ของเธอจึงพยายามกีดกันไม่ให้ทั้งคู่คบกัน แต่ผกามาศในวัยเพียง 17 ปีเถียงกลับไปว่า
พ่อคะ แม่คะ หนูจะมีความรักมันก็เป็นสิทธิของหนูนะคะ ทำไมพ่อกับแม่ต้องห้ามด้วย แล้วการที่เขาจน มันทำให้หนูคบกับเขาไม่ได้เลยเหรอคะ ความจริงหนูก็อยากเป็นคนธรรมดาบ้างเหมือนกันนะคำพูดนั้นของเธอ "หนูก็อยากเป็นคนธรรมดาบ้างเหมือนกัน" เป็นสิ่งที่หลุดออกมาจากใจเธอครั้งแรกในตอนนั้น เพราะบางทีวิไลวุฒิทำให้ผกามาศรู้ัสึกว่า เธอเหมือนดอกฟ้าที่สวยสง่าจนแทบไม่มีใครกล้าเทียบเทียม ทำให้เธอมีเพื่อนที่สนิทน้อยมากๆ ถ้าไม่นับแฟนอย่างวุฒิ แต่กลับกันวุฒิเป็นเพียงแค่ดอกหญ้าธรรมดา ผู้คนต่างเข้ามาทำความรู้จักได้ง่าย ทำให้เขามีเพื่อนเยอะพอสมควร

ไม่นานนัก เธอก็ได้ยินข่าวว่าวิไลวุฒิแอบมีคนอื่นนอกจากเธอ แต่เธอไม่เชื่อ และ ไม่อยากที่จะเชื่อด้วย!!! เมื่อลองถามเขา ก็ถูกต่อว่าประมาณว่า ทำไมไม่ไว้ใจเขาเหมือนแต่ก่อน มันก็แค่ข่าวลือ อย่าไปสนใจเลย
แต่ ข่าวลือมักมีเค้าโครงจากความจริง เธอคิด
ปรากฏว่าวันหนึ่ง
เธอได้เห็นเขากับจิรกานต์เดินมาคู่กัน ทั้งคู่เดินจูงมือกันมา เมื่อเห็นเธอจึงปล่อยมือลง ในเวลานั้นเธอช็อกมาก ทำอะไรไม่ถูกเลย ในใจก็คิดว่าทำไมวิไลวุฒิถึงทำแบบนี้กับเธอได้ลงคอ ไม่เคยเห็นค่าความรักจากตัวเธอเลยเหรอ ผกามาศจึงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลเป็นสายออกมาอาบแก้มของทั้งสองข้าง เธอทั้งโกรธและเสียใจอยู่ในคราวเดียว

"ทำไมวุฒิถึงทำแบบนี้ วุฒิไปหายัยนั่นทำไม มันมีดีกว่าเค้าตรงไหน หะ ทำไม!!! ทำไม!!!"

"ริน ฟังเค้าอธิบายก่อน คือเค้า..." วิไลวุฒิ พยายามอธิบาย แต่โดนผกามาศชิงพูดก่อน

"ไม่ต้องเลยนะ ที่วุฒิไปหายัยลิลลี่เน่านั่น เพราะมันน่ารักกว่าเค้าใช่มั้ย เค้ามันก็แค่สวย ไม่มีอะไรเทียบมันได้เลยใช่มั้ย..." ก่อนที่ตัวเธอจะพูดอะไรขึ้นมาต่อ ตัวของวุฒิก็ตัดบททันที

"ใช่!!! ริน เธอมันน่ารำคาญมาก ไม่ได้น่ารักเหมือนอย่างลิลลี่เลย รู้มั้ยลิลลี่เค้าดีมากเลยนะ เค้าเดาใจเราถูกหมด ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ต่างกับเธอเลยนะรินที่อะไรๆก็ซื้อยัดให้เราอย่างเดียว" วุฒิหยุดช่วง ทำเสียงหงุดหงิดและปล่อยลมหายใจแรงๆออกมา

"แล้วก็อีกอย่าง มึงก็เป็นเหมือนคุณหนูที่ใครๆเขาว่าจริงๆแหล่ะ ไม่เห็นจะมีส่วนตรงไหนพ้นจากนิยามพวกนั้นเลย ทำอะไรก็ไม่เป็น ที่ว่าช่วยก็ทำเป็นปากดี เอาจริงๆมีแค่ความสวยอย่างเดียว ความฉลาดก็มีนิดเดียว หึ!!! กูไม่น่าตัดสินใจคบกับมึงตั้งแต่แรกเลยนะ ลิลลี่เค้าเพียบพร้อมมากกว่ามึงซะอีก ทีหลังอย่ามายุ่งกับกูและแฟนกูอีกนะคุณหนูริน!!!" วุฒิพูดด้วยความโมโหและเปลี่ยนสรรพนามการพูดอย่างที่ไม่เคยพูดกับเธอมาก่อน 

ผกามาศทรุดตัวลงและร้องไห้เหมือนอย่างคนเสียสติ เพราะทั้งชีวิตไม่เคยมีใครด่าเธอด้วยถ้อยคำหยาบคายถึงขั้นนี้...แม้เพียงนิดเดียวก็ตาม...

พอเล่าถึงตอนนี้ ภาพของความหลังได้ฉายบนหัวของหญิงสาว ทำให้เธอต้องหยุดเล่า เพราะน้ำตาได้เอ่อล้นจนท่วมตาหมดแล้ว เธอพยายามกลืนความขมขื่นลงคอและกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า "...ข...ขะ...ขอโทษค่ะ...." ไม่นานนักน้ำตาก็ไหลมาเป็นทาง ความสะอื้นจากเรื่องราวที่เธอเล่าทำให้คนทั้งหอประชุมส่งเสียงให้กำลังใจเธอ พร้อมพูดว่า "คุณมาศ สู้ๆ" "พี่มาศ สู้ๆ" ดังกึกก้อง

สักพัก ผกามาศจึงค่อยๆคลายจากความเศร้าโศกเสียใจ แล้วพูดต่อว่า...
ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ให้กำลังใจมาศ เมื่อกี้เล่าไปทำให้นึกถึงภาพตอนเหตุการณ์นั้น มันเจ็บปวดมากๆ คงเพราะเป็นรักครั้งแรกด้วย มันต้องสวยงามสิเนาะ แต่นี่อะไรก็ไม่รู้เราเลยร้องไห้ออกมา และตอนนั้นมาศก็คิดว่าคราวหลัง เมื่อเราจะมีความรักครั้งต่อไป คงต้องคาดหวังน้อยกว่านี้ ไม่งั้นคงจะเสียใจแบบที่ผ่านมาแน่
ภายหลังเหตุการณ์นั้นเธอก็เข้าใจสิ่งที่คุณย่าสอนในเรื่องต่างๆทันที เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆในการดำรงชีวิต เพื่อที่จะได้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยเฉพาะ "เรื่องของความรัก"

พอหลังจากที่วิไลวุฒิขอเลิกกับผกามาศตอนที่อยู่ ม.6 ตัวของรินเองก็ตั้งใจเรียนขึ้นมาทันที อ่านหนังสืออย่างหนัก จนทุกคนในตระกูลเป็นห่วง แต่เพราะเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตนเองว่าไม่ได้มีดีแค่ความสวย ที่สำคัญเพื่อประชดคนอย่างวิไลวุฒิ ว่า ถ้าได้ดีขึ้นมาก็อย่ามาร้องขอก็แล้วกัน!!!พอถึงตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็ติดในมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศ ด้วยคะแนนสูงติดอันดับ TOP TEN และได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ด้านการพูด 

ส่วนตัววิไลวุฒิเอง ก็คบกับลิลลี่ได้แค่สองสามเดือน ก็มีอันเลิกรากันไป เพราะวุฒิจับได้ว่าลิลลี่คบกับผู้ชายอีกคน ทำให้วุฒิเสียใจมากและขอกลับมาคืนดีกับผกามาศ  แต่ผกามาศปฏิเสธไปและขอให้วุฒิเป็นแค่เพื่อนที่ดีต่อกันพอ เพราะตอนนั้นคิดว่า
เราควรรักตัวเองให้มากที่สุด เมื่อเรารักและเห็นคุณค่าในตัวเองดีแล้ว เมื่อนั้นแหล่ะค่อยเริ่มรักคนอื่น
ช่วงมหาวิทยาลัย ก็มีหนุ่มๆมาจีบเธออย่างไม่ขาดสายเหมือนเดิม แต่เธอก็ไม่เคยคิดเรื่องความรักหรือความงามอีกเลย เพราะเธอจะนึกถึงคำของคุณย่าตอนที่คุณย่าปลอบเธอหลังจากเลิกกับวิไลวุฒิอยู่เสมอว่าว่า 

"ความงามของเรือนร่างที่เห็นอยู่นี้เป็นเพียงแค่เปลือกนอกของมนุษย์เท่านั้น แต่ความงามที่แท้จริงของมนุษย์มันอยู่ที่จิตใจต่างหาก" 
ภายหลังจากที่มาศเรียนจบโท มาศก็สมัครเข้าทำงานด้านการพูด และยึดคุณย่าเป็นแบบอย่าง เดินสายทั่วประเทศกว่าสิบปี จนกระทั่งมาเป็นมาศในวันนี้ ตัวเราเองก็รู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถเดินทางมาได้ไกลมาก และทำลายกำแพงต่างๆที่ทุกคนสบประมาทลงได้ ต้องขอบคุณความรักครั้งแรกในครั้งนั้นจริงๆ
ผกามาศกล่าวต่อ "มันเป็นบทเรียนสำคัญจริงๆนะคะ มันทำให้มาศได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากความรัก จนตอนนี้มาศก็ยังไม่มีแฟนเลยค่ะ 555 เล่นตัวไว้เยอะ สงสัยต้องขึ้นคานยาวแน่ๆ...วันนี้กับวันนั้น ผู้หญิงตัวเล็กๆที่ยืนถือไมค์อยู่นี้ ก็คงเปลี่ยนไปมาก 
แต่สิ่งที่ยังเหลือไว้ภายในใจ คือความรัก เพราะมาศเชื่อว่าสักวันนึงเราจะต้องเจอคนที่ดีกว่าและเหมาะสมกับเราจริงๆ ขอแค่รอ อดทน และเดินทางไปพร้อมกับมาศตั้งแต่วันนี้นะคะ เชื่อว่ารักแท้มีอยู่จริงแน่นอนขอบคุณที่ทุกคนตั้งใจฟังเรื่องราวของมาศในวันนี้นะคะ...แล้วคุณล่ะ คิดว่าผกามาศเป็นคนยังไง ความรักของคุณเป็นแบบไหน ฝากไว้เป็นข้อคิดนะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่าาาาา"
                                                    
                                                     -จบบริบูรณ์-

แด่...ผู้ศรัทธาในความรัก
จากใจ "ริชมอนด์ วาทะแห่งธรรม"
SHARE
Writer
Richmond
Writer
Happy and successful is my goal. To reach that I need to complete everything with my hands.

Comments