การบริหารโอกาส แนวคิดใหม่ที่น่าสนใจ
ระหว่างที่ผมเตรียมการสอนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง ทำให้ผมได้แง่คิดหนึ่งผุดขึ้นมา คือคนเรามักจะกลัวความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเสียหาย มากกว่ากลัวว่าโอกาสที่มีจะหายไป

เอาง่าย ๆ เรากลัวบ้านจะถูกไฟไหม้ เรากลัวรถจะถูกขโมย จนเราต้องไปซื้อประกันภัยบ้าน ประกันภัยรถ หรือแม้กระทั่งสุขภาพเราเอง เราก็ไปซื้อประกันสุขภาพ ถามว่าซื้อทำไม คำตอบคือ ถ้าไม่ซื้อประกันไว้ ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา เราจะลำบาก เราอาจจะไม่มีเงินไปจ่ายชดเชยความเสียหาย นี่แหละครับ เป็นหลักฐานว่าเรากลัวความเสี่ยงมาก
แล้ว ตอนเราเอาเวลาไปดูหนัง ตอนเราเล่น Facebook เราเคยกลัวไหมว่า เวลาที่เราใช้ไปเล่นพวกนี้ แทนที่จะไปทำงาน หรือทำอะไรอย่างอื่น จะทำให้เราเสียโอกาสไป คำตอบคือคงมีคนน้อยมากที่คิดมุมนี้
ถามว่า แล้วทำไม เราไม่คิด คำตอบคือ ก็มันคิดยากไงครับ มันไม่เหมือนอย่างเช่น รถ หรือ บ้าน ที่เราพอประมาณการไปได้ว่า ถ้ามันสูญเสียไป มันจะมีมูลค่าเท่าไร แต่โอกาสที่หายไป บางทีมันบอกได้ยากว่าถ้าเราเล่น Facebook เราจะเสียโอกาสไปเท่าไร 

แต่คำว่าประเมินได้ยาก มันไม่ได้หมายความว่า มันประเมินไม่ได้นี่ครับ หลาย ๆ อย่าง เราพอประมาณการได้ แต่เราไม่ทำซะมากกว่า

เอาง่าย ๆ ครับ คิดถึงงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ก็ได้ครับ การที่เราใช้เวลา 5 วันต่อสัปดาห์ (ส่วนใหญ่นะครับ บางคนอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้) ในที่ทำงานของเรา เราก็ได้เงินเดือนมาเป็นผลตอบแทน แต่เคยคิดไหมครับว่า ในขณะเดียวกัน เราก็ละทิ้งโอกาสอื่น ๆ ไป เพราะเวลาที่เราใช้ในการทำงานนี้ ก็แปลว่าเราไม่มีเวลาไปทำงานอื่น

ลองคิดดูว่า ถ้าวันนี้ เราไม่ทำงานนี้ เราจะสามารถสร้างรายได้จากงานอื่นประมาณเท่าไร บางที เราอาจจะพบว่า เราโยนโอกาสดี ๆ ทิ้งไปไม่น้อยเลยก็ได้

บางคนอาจจะบอกว่า ใช่ ถ้าเราลาออกไปทำกิจการของตัวเอง เราอาจจะได้เงินมากกว่าก็จริง แต่ความมั่นคงมันน้อยกว่านะ นี่แหละครับที่เป็นที่มาของ “การบริหารโอกาส”

ผมขอเทียบเคียงกับเรื่อง “การบริหารความเสี่ยง” ก่อนนะครับ เพราะอันนี้คนจะคุ้นเคยกว่า คือ ความเสี่ยงมันมี 2 มิติ คือโอกาสที่จะเกิด กับ ความรุนแรงของสิ่งนั้น อะไรที่มีโอกาสเกิดสูง และ เกิดทีหนึ่ง มันมีความรุนแรงสูง แบบนี้เราเรียกว่ามันมีระดับความเสี่ยงสูง เราต้องรีบจัดการโดยเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน อะไรที่โอกาสเกิดต่ำ และ ถึงมันจะเกิดก็มีความรุนแรงน้อยมาก แบบนี้ เอาไว้ทีหลังก็ได้

โอกาสก็เช่นกันครับ แต่มันเป็นในทางบวก อะไรก็ตามที่มีโอกาสที่จะสำเร็จสูง แล้วถ้ามันเป็นจริงแล้ว มันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้เยอะมาก แบบนี้เราต้องรีบทำเลยจริงไหมครับ แต่อะไรที่โอกาสที่จะสำเร็จต่ำ แถม สำเร็จแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นสักเท่าไร อย่างนี้ ปล่อยผ่านไปบ้างก็ได้ครับ

ดังนั้นเวลาเราจะเลือกทำงานใดงานหนึ่ง ลองคิดมุมนี้ครับว่า งานนี้ โอกาสที่เราจะทำจนประสบความสำเร็จมีสูงมากไหม และถ้าสำเร็จแล้ว ชีวิตเราจะดีขึ้นมากไหม ถ้าคำตอบคือใช่ ทั้งสองคำถาม จัดเต็มไปเลยครับ อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป แต่คำตอบคือ ไม่ใช่ ทั้งสองคำถาม ปล่อยไปครับ อย่าไปเสียเวลากับสิ่งนั้น

ถ้าข้อใดข้อหนึ่งใช่ อีกข้อคือไม่ใช่ ก็ต้องลองพิจารณาดูครับ ว่าเรายังมีโอกาสอื่น ๆ รออยู่หรือไม่ แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ ส่วนตัวผมมักจะเลือกอันที่ถ้าสำเร็จแล้ว มันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาก ๆ ถึงแม้จะมีโอกาสสำเร็จน้อย มากกว่า อันที่สำเร็จแล้ว ไม่ค่อยทำให้เราดีขึ้นสักเท่าไร แต่โอกาสสำเร็จเยอะน่ะครับ ตรงนี้ไม่มีผิดถูก แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน บางคนอาจจะชอบสำเร็จง่าย ๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยเลื่อนระดับไปเรื่อย ๆ

เอาเป็นว่าลองพิจารณาทุกโอกาสที่เข้ามานะครับ แล้ววันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho
SHARE
Writer
Nopadol
Writer Professor
ศาสตราจารย์ สาขาบริหารการปฏิบัติการคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Comments