บันทึกเดินทาง ตอนที่ 23 สตรีทส์ ออฟ ซานฟรานซิสโก
กลับมาเยือนซานฟรานซิสโกอีกครั้ง จำไม่ได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไรแต่ก็มากโขอยู่ ทุกครั้งที่มา การเดินถนนในซานฟรานซิสโกเหมือนจะเป็นภารกิจประจำ ส่วนหนึ่งอาจเพราะอยากประหยัดค่ารถแต่อีกส่วนหนึ่งอยากเดินชมบ้านเมืองเขาในกรณีหากไม่เหนื่อยยากต้องเดินขึ้นเนินมากๆหรือไปในที่ไกลๆ การเดินหลงไปมาในซานฟรานซิสโกก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมือง

ถนนสายแรกที่เรารู้จักคือ โพเวลล์สตรีท (Powell Street) เป็นย่านการค้าใจกลางเมือง เป็นต้นทางเคเบิ้ลคาร์อายุกว่าร้อยปีที่ลือชื่อที่ใครมาซานฟรานต้องหาโอกาสขึ้นสักครั้ง ภาพคนขับรถใช้พลังหลังดันรถทั้งคันบนจานหมุนที่สุดสายเคเบิ้ลคาร์ให้กลับทิศเพื่อวิ่งกลับไปในทางตรงข้ามยังเห็นได้ทุกครั้งที่มาถึง ภาพคนเป็นร้อยยืนเข้าแถวอย่างอดทนเพื่อขึ้นรถเคเบิ้ลคาร์ทั้งๆที่หากเดินย้อนขึ้นไปอีกนิดสามารถขึ้นที่ป้ายกลางทางได้โดยไม่เสียเวลารอ

นอกจากนักท่องเที่ยวที่เนืองแน่นแล้วโพเวลล์สตรีทยังอุดมด้วยคนไร้บ้าน (Homeless)ที่อาศัยสถานีรถใต้ดิน BART เป็นที่พักพิง อาศัยแสงแดดที่อบอุ่นของเมืองและผ้าห่มหนาอีกผืนเพื่อคลายหนาว ขัดตากับบริเวณที่เดินถัดขึ้นไปที่ชื่อยูเนียนสแควร์ (Union square) ที่มีร้านหรูเช่น ทิฟฟานีแอนด์โค หลุยส์ วิตตอง บุลการี ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

โพเวลล์ สตรีท เป็นที่พึ่งยามยากของผมเสมอ เพราะร้านเบอร์เกอร์คิง และวอลล์กรีนแถวนั้น สามารถหาอาหารราคา $ เดียวได้ไม่ยาก หรืออยากจะทานกาแฟอย่างสตาร์บั้คก็มีได้คงปลายๆ $ เดียวหรือต้นๆ $$ หรือถ้าใครอยากทานหรูก็ขึ้นไปที่ roof top ของห้างเมซี่ (Macy) ร้าน Cheesecake Factory ของแท้ที่แสนอร่อยและกร่อนเงินในกระเป๋า ไปกันสองคนน่าจะอยู่ที่ระดับ $$$ *

เดินลงไปที่ปลายถนนโพเวลล์ จะเจอถนนสายที่สองที่จะแนะนำ เป็นถนนสายใหญ่ที่ตัดขนานถนนหลักหลายๆสาย น่าจะเป็นถนนหลักของเมืองนี้ ชื่อมาร์เก็ตสตรีท (Market Street) เป็นถนนที่ใหญ่ และกว้าง ยาวกว่าถนนอื่นๆของชาวบ้านเขา ใครอยากช็อปปิ้งหรูๆก็ไปที่ห้างนอร์ดสตรอม (Nordstrom) บลูมมิงเดลล์ (Bloomingdale)ได้ ส่วนผมเพียงแค่ไปอาศัยเข้าห้องน้ำและหลบความหนาวเย็น

เสน่ห์ของมาร์เก็ตสตรีทคือ ต้องนั่งรถรางไฟฟ้าที่เรียกสตรีทคาร์ (Streetcar) สาย F ที่วิ่งตลอดถนนมาร์เกตไปยังปลายทางที่ฟิซเชอร์แมนสวาร์ฟ (Fisherman’s Wharf) ตีตั๋วบนรถเพียง 2.75 เหรียญ ก็ขึ้นลงๆได้ตลอดระยะเวลา 90 นาที นั่งไปไหนต่อไหนได้ ไม่ว่าจะเป็น Port of San Francisco , Pier 39 , Fisherman’s Wharf และนั่งย้อนกลับมาที่ Powell station เพื่อต่อรถไฟใต้ดินไปยังที่อื่นๆ รถดูสะอาด ปลอดภัย บำรุงรักษาดี วิ่งไปเรื่อยๆไม่รีบเร่ง นั่งไปทำให้คิดถึงนิยายเริงรมย์ชื่อดังที่สร้างเป็นหนังและละครหลายครั้งเรื่อง A Streetcar Named Desire รถรางคันนั้นชื่อปรารถนา ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับรถรางที่ซานฟรานซิสโกเลย แต่เอาละ ก็มันสตรีทคาร์เหมือนกันนี่

คนที่นี่เขาซื่อสัตย์หรืออย่างไร เพราะแค่ชูตั๋วที่ตีก็ขึ้นรถได้หลายๆรอบ ไม่เห็นสนใจว่าจะครบหรือจะเกินเก้าสิบนาทีหรือไม่ คนจนๆอย่างพี่ไทย อาจชูตั๋วเดินทางทั้งวันจนจะโดนจับปรับบ้างไหมไม่รู้ ผมเดินทางโดยรถไฟระยะทาง 50-60 กิโล หลายรอบก็ไม่เคยเจอพนักงานตรวจตั๋ว มีแต่ป้ายขู่ว่าอย่าให้เจอไม่ซื้อตั๋วขึ้นรถนะ ปรับที 250 เหรียญ ทำให้เราต้องเป็นคนดีตีตั๋วถูกต้องทุกครั้ง

ถนนสายที่สามที่ไม่แนะนำคงไม่ได้ เขาว่าเป็นถนนที่คดเคี้ยวที่สุด (Crookedest Street)ในโลก ชื่อ ถนนลอมบาร์ด (Lombard Street) ที่สร้างบนจุดที่เป็นยอดเนินของ Russian Hill ย่านที่อยู่อาศัยของคนมีสตางค์อย่างยิ่งของซานฟรานซิสโก เพราะวิวซีกหนึ่งมองลงไปเป็นเมืองซานฟรานซิสโก วิวอีกซีกหนึ่งมองลงไปเป็นอ่าวซานฟรานซิสโกเห็นเกาะอัลคาทราซ (Alcatraz) อยู่ไม่ไกล ต้องเศรษฐีอย่างยิ่งจึงจะมาพักอาศัยในย่านนี้ได้ แต่ดูอาจไม่ค่อยเป็นสุขแล้วเพราะแต่ละวันจะมีคนกว่า 17,000 คน หรือกว่าสองล้านคนต่อปี มาเอะอะโวยวายถ่ายภาพถนนที่คดเคี้ยวหักศอกแปดรอบยาวแค่ 180 เมตรแห่งนี้ สำหรับคนที่ใจกล้ากว่านั้น ก็อาจทดสอบฝีมือขับรถด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ต้องอดทนเข้าคิวหน่อยเพราะในช่วง peak ว่ากันว่ามีรถถึง 250 คันต่อชั่วโมง มาทดลองประสบการณ์กันที่นี่

ลอมบาร์ดสตรีทนั้นไปไม่ยากให้ขึ้นเคเบิ้ลคาร์ จากโพเวลล์ หรือ ฟิชเชอร์แมนสวาร์ฟก็ได้ พอรถถูกลากถึงจุดสูงสุดและคนกระโดดลงรถกันมากที่สุดนั่นแหละ ลอมบาร์ดสตรีท ที่เหลือก็เป็นเรื่องถ่ายรูป หากเผลอเดินลงไปเรื่อยๆจนถึงโค้งล่างสุด แล้วจะเดินกลับขึ้นมาใหม่ ก็จะประจักษ์สัจธรรมเองว่า ลงง่ายขึ้นยาก

สตรีทออฟซานฟรานซิสโก ยังไม่จบ เพราะยังมีถนนอีกมากมายหลายสายที่ยังเดินไปไม่ถึง หรือเดินแล้วยังไม่เห็นความจริงที่ซ่อนเร้น การนั่งรถอาจเร็วไปที่จะค้นพบ การลงเดินด้วยตนเองและให้เวลากับมันอย่างเพียงพอและพินิจอาจเห็นอะไรดีๆอีกเยอะ

ขอเพียงให้กล้าที่จะเดิน

*มีผู้รู้เล่าให้ฟังว่า ก่อนเข้าร้านอาหารให้สังเกตรีวิว
หากมีเครื่องหมาย $ แปลว่า ราคาไม่่เกิน 10 เหรียญ
เครื่องหมาย $$ คือ 10-30 เหรียญ ต่อคนต่อมื้อ
หาก $$$ คือ เกินกว่า 30-100 เหรียญ ต่อคนต่อมื้อ
เกินกว่านี้ไม่รู้แล้ว เพราะไม่ปัญญาจะทาน
SHARE
Writer
SomchaiSri
Thinker
คิดเขียนไปเรื่อย หากยังไม่เหนื่อยที่จะคิด

Comments