นับศูนย์ถึงหนึ่งให้เกิดขึ้นในออฟฟิศ
ปัญหาการทำงานเพื่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่หลายบริษัทและองค์กรตระหนักถึงผลกระทบได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจัยนี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้และทิศทางนวัตกรรมของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่การจะจุดประกายให้เกิดความคิดสำคัญในพื้นที่การทำงานควรเกิดจากอะไรและเริ่มต้นอย่างไร

ทีนา ซีลลิ่ง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และนักเขียน ได้อธิบายเรื่องกลไกความคิดสร้างสรรค์ที่มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เชื่อมโยงกันอยู่ได้อย่างน่าสนใจครับ โดยแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยภายนอก และ 3 ปัจจัยภายในครับ

3 ปัจจัยภายในประกอบไปด้วย ความรู้ จินตนาการ และทัศนคติ โดย ทีนา ให้ความหมายของความรู้ว่าเป็นเชื้อเพลิงให้จินตนาการ ส่วนจินจนาการเป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้เกิดการแปรรูปเป็นไอเดียใหม่ และทัศนคติเป็นตัวจุดชนวนให้กลไกสร้างสรรค์ในการทำงานครับ

ส่วน 3 ปัจจัยภายนอกประกอบไปด้วย ทรัพยากร สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งทรัพยากรคือทรัพย์ทั้งหลายในบริษัทหรือองค์กร ส่วนสภาพแวดล้อมคือสถานที่ที่เรามักใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด หรือที่ทำงาน และวัฒนธรรมคือ ความเชื่อ ค่านิยม และพฤติกรรมของกลุ่มคนในบริษัทหรือองค์กรที่เราอยู่ร่วมกัน

หากมองอย่างหยาบๆ จะเห็นว่าปัจจัยภายในคือ สิ่งที่เราควบคุมได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ในความคิด โดยต้องอาศัยความหมั่นเพียรในการเติมความรู้ใหม่ๆ คล้ายกับการทำตัวเสมือนเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้วอยู่ตลอดเวลา เพื่อเร่งเร้าให้เกิดความเชื่อมโยงผ่านข้อสงสัยและการตั้งสมมติฐาน แบบ จอห์น คาสซิดี ผู้เขียนหนังสือ The Klutz Book of Invention ที่นำความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานจนเกิดสิ่งใหม่

เมื่อความรู้ถูกใช้และจินตานาการเปิดรับ นั่นเป็นกลไกที่ทำให้ทัศนคติต่อการมองเห็นปัญหารอบๆ ตัวกลายเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เหมือนกันครับ ซึ่งทัศนคตินี้ทุกคนมีไม่เท่ากัน ซึ่งการที่จะทำให้ใกล้เคียงกันนั่น เป็นหน้าที่ของวัฒนธรรมภายในบริษัทและองค์กรที่จะหล่อหลอมสภาพแวดล้อมให้เกิดความเป็นไปได้ในเชิงความคิดที่เผชิญต่อปัญหาและสิ่งธรรมดาให้มีความพิเศษ ผ่านเรื่องความเชื่อ ค่านิยม และพฤติกรรมของบุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร หัวหน้า คนทำงาน หรือแม้กระทั่งแม่บ้านก็ย่อมได้

วิทนีย์ จอหน์สัน ผู้เขียนหนังสือ Disrupt Yourself อธิบายเพิ่มเติมเรื่องของโอกาสด้วยการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการเคลื่อนที่ไปหาวัฒนธรรมใหม่ได้อย่างง่ายได้ วิทนีย์เขียนไว้ว่า วิธีเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่มีราคาถูกที่สุดและคุณก็ทำได้ คือ การทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ

เพราะยิ่งเราปิดกั้นจากโลกภายนอกมากเท่าไหร่ เราจะได้ยินความคิดเดิมของเราซ้ำๆ มากขึ้นเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรายิ่งเปิดรับกับสังคมให้กว้าง โอกาสที่เราจะได้รับความคิดใหม่ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

นี่คือโอกาสในการนำความรู้ จินตนาการ และทัศนคติที่ดีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมมาเพิ่มเติมกับความเชื่อ ค่านิยม ประสบการณ์ ของโลกข้างนอกเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือ เหมือนที่ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ปรมาจารย์ด้านการจัดการเคยกล่าวไว้ว่า


“การจะบรรลุผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในโลกของการทำงานและการทำธุรกิจได้นั้น บางครั้งเราอาจต้องตัดคำว่า เอาชนะ ออกจาพจนานุกรมในชีวิตของเราออกไป และนำคำว่า ความร่วมมือ มาแทนที่”

แนวคิดนี้ยิ่งตอกย้ำความการเกิดสิ่งใหม่นั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็นที่จะเกิดขึ้นจากคนคนเดียว การเปิดรับจากสิ่งรอบข้างจึงเป็นโอกาสที่เกิดการจุดประกายมากกว่าการยึดติดสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วแบบที่ ปีเตอร์ธีล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเพย์เพล บอกไว้ว่า

“การทำสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไรไปเรื่อยๆ นั้นเป็นการนับหนึ่งสู่ความว่างเปล่า แต่เมื่อเราสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา เราต้องนับจากศูนย์ไปสู่เลขหนึ่ง หากว่าบริษัทไม่ยอมลงทุนกับการสร้างสิ่งใหม่ พวกเขาจะล้มเหลวในอนาคต ไม่ว่ากำไรของพวกเขาจะสูงเพียงใด”

SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments