เกียรตินิยมที่ไม่เคยเป็นของผม
เป็นเวลาเดือนกว่า ๆ เข้าไปแล้วหลังกองทะเบียนมหาวิทยาลัยแจ้งว่าผมเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง 3.89 เกียรตินิยมที่ใคร ๆ ต่างก็พากันแก่งแย่ง เกียรตินิยมที่บางครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร รู้แค่เพียงมันจะเป็นความภาคภูมิใจอันสูงส่งให้แก่วงศ์ตระกูล ในวันประกาศผลก็มีคนดีใจบ้าง เศร้าบ้างตามความคาดหวัง ผมได้แต่มองความรู้สึกของบุคคลเหล่านั้นผ่านตัวอักษรในแต่ละโพสต์ และคิดในใจอยู่เงียบ ๆ ว่า "เอาของผมไปมั้ย" เพราะผมไม่เคยอยากได้สิ่งนี้เลย...


วิถีแห่งเกียรตินิยม
ผมเข้าเรียนปริญญาตรีในสายวิชาที่ผมชอบและใฝ่ฝันอยากเรียนมานาน แต่ความผิดพลาดบางอย่างจากทุนมหาวิทยาลัยเอกชนจึงทำให้ผมต้องจำใจมาเรียนที่นี่ มหาวิทยาลัยในภาคเหนือที่ไม่ได้มีชื่อเสียงด้านสายวิชาที่ผมจะเรียนเลยแม้แต่น้อย เหตุผลที่ตัดสินใจมาเรียนก็เป็นเพียงเหตุผลที่เราคิดเอาเองว่า "เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน คนเก่งเรียนที่ไหนก็เก่ง" 

ตั้งแต่สัปดาห์แรก ๆ ที่เข้าเรียนก็เกิดความรู้สึกมึนงงไปหมดกับสิ่งที่อาจารย์สอน มึนงงที่ว่าคือนี่คือสิ่งที่เราจะนำเอาไปใช้ตลอดชีวิตจริง ๆ หรือ ? ทุกอย่างที่อาจารย์สอนเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายที่สุดตั้งแต่ผมเคยเรียนมา อาจเป็นเพราะผมเคยเรียนสายวิทย์มามั้ง เลยยังไม่ชินกับการเรียนวิชาสายมนุษย์ศาสตร์ ผมรู้ตัวตั้งแต่เทอมแรกว่าเราจะซิ่วแน่ ๆ เพราะไม่มีความเชื่อมั่นเลยว่าสิ่งที่เราเรียนนั้นสามารถเลี้ยงชีพเราได้ ทุกครั้งที่ผมได้คุยกับเพื่อนเก่าที่แยกย้ายกันไปเรียนวิศวะสาขาต่าง ๆ ยิ่งทำให้ผมเห็นจุดอ่อนของคณะที่ผมอยู่ ผมเข้าเรียนท่ามกลางบรรยากาศของผู้คนที่ไม่อินกับสิ่งที่เรียนอยู่ พวกเขาเป็นเพียงลูกเจ้าของธุรกิจที่มาเรียนเพียงเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร ต่างจากผมซึ่งที่บ้านก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว แถมดันอยากมาเรียนในสายอาชีพที่เงินค่อนข้างน้อย 

ผมไม่อยากซิ่วแล้วออกมาอยู่บ้านให้เสียเวลา เลยตัดสินใจเรียนให้เต็มที่จะได้เก็บเกี่ยววิชาไปสอบที่ใหม่ วิธีการเรียนของผมคือวิชาไหนที่อาจารย์ไม่สอนสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ หรือเป็นวิชาที่ผมสามารถอ่านเองได้ ผมแทบจะไม่เข้าเรียนเลยจนเพื่อนมักจะเป็นห่วงและโทรมาตามอยู่บ่อย ๆ แต่เมื่อถึงช่วงสอบผมอ่านหนังสือและทบทวนวิชาล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ยังคงใช้วิธีอ่านไม่ต่ำกว่า 80 รอบ เพราะผมรู้ตัวเองว่าตัวเราความจำไม่ดี ผมอ่านจนสามารถจดจำได้ว่าแต่ละข้อของข้อสอบนั้นอยู่ในเนื้อหาหน้าไหน บรรทัดไหน จนคะแนนสอบออกมา ผมได้คะแนน Topใน 7จาก9 วิชา หลาย ๆ วิชาอาจารย์เรียกให้ผมยืนขึ้นเพื่อรับการปรบมือ แต่มีไม่กี่ครั้งที่ผมอยู่ ณ เวลานั้น เพราะยังคงคอนเซปต์ว่าวิชาไหนอ่านเองได้ก็จะไม่เข้าคลาส แม้วันประกาศผลสอบก็จะไม่เข้าคลาส

เวลาผ่านไป มิตรภาพอันอบอุ่นได้เข้ามาพยุงตัวผมให้เรียนต่อที่นี่จนจบ ซึ่งผมก็ตัดสินใจอยู่ต่อเพราะคิดว่าเพื่อนพี่น้องทุกคนที่เราเจอล้วนแต่เป็นพรหมลิขิต บวกกับพี่ในสายรหัสพยายามโน้มน้าวใจให้ผมเรียนจบด้วยเกียรตินิยมให้ได้ เพราะมหาวิทยาลัยเราไม่ใช่มหาวิทยาลัยดัง อย่างน้อยการได้เกียรตินิยมก็พอจะเป็นศรีแก่ตัวเราได้บ้าง 

จบปี 1 เพื่อนหลายคนเข้ามาถามอย่างไม่ขาดสายว่าเรียนยังไง อ่านหนังสือยังไงให้ได้คะแนนแบบนี้ ผมแนะนำทุกคนอย่างไม่หมกเม็ด แต่แทบทุกคนที่รู้ว่าผมอ่านหนังสือเยอะมาก ก็ล้วนแล้วแต่พูดทำนองเดียวกันว่า "ขี้เกียจ" ตลกดีครับที่มนุษย์เรามักอยากได้สิ่งดี ๆ แต่ไม่วิ่งเข้าหามันเลย

ขึึ้นปี 2 ผมต้องสอบเข้าสาขาวิชาเฉพาะเจาะจงซึ่งรับเด็กเพียง 10 % จากทั้งหมด ตอนนั้นอาจารย์หลาย ๆ วิชาพยายามชักจูงให้ผมไปเรียนในสาขาที่เค้าดูแล บางท่านบอกว่าคะแนนของผมสูงพอที่จะเข้าสาขาที่ยากกว่านั้นได้ แต่ความชอบและดื้อดึงของตัวเองก็ยังเลือกเรียนต่อในสาขาที่เรารัก

สนามแห่งเกียรตินิยม
เมื่อได้เข้ามาเรียนในสาขาเฉพาะตามที่เราหวัง ผมได้พบเจอกับเพื่อนใหม่เป็นสาวสวยน่ารักคนหนึ่ง ชื่อ "ส้ม" ส้มเป็นตัวละครสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนทัศนคติที่ผมมีต่อเกียรตินิยมไปตลอดกาล

การเข้าเรียนในสาขาที่เราสอบเข้ามาไม่ได้มีความยากไปกว่าตอนเรียนรวม จึงทำให้ผมหมดกำลังใจที่จะเรียนต่อ เราไม่สนุกกับเกียรตินิยมอีกต่อไป คิดว่าเรียนยังไงก็ได้ขอให้จบ แต่ก็รู้ว่าลึก ๆ แล้วที่บ้านก็ยังอยากให้เราได้เกียรตินิยมอยู่ ตลอดชีวิตมหาวิทยาลัยต่อจากนั้นผมเรียนไป ทำงานไป พยายามเก็บเกี่ยวความรู้จากนอกห้องเรียนด้วยการลงมือทำจริง โดยมีเพื่อนในกลุ่มคนนึงเป็นไอดอล

"นุ" เป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดใกล้ ๆ กัน จบจากโรงเรียนชื่อดัง เป็นผู้ชายตลก มีนิสัยใช้ชีวิตง่าย ๆ มีความคิดสร้างสรรค์อะไร ๆ อยู่เสมอ ทำงานเก่ง แต่คะแนนสอบนั้นดิ่งลงเหวตลอด  นุเป็นตัวอย่างและเป็นบุคคลสำคัญในชีวิตของผม นุแสดงให้ผมเห็นว่าเกรดและคะแนนต่าง ๆ ที่เราแก่งแย่งกันนั้นวัดการทำงานจริงไม่ได้เลย นุสามารถเข้าฝึกงานในบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับประเทศได้เพียงแค่บอกว่า "ผมชอบครับ" ในขณะที่ส้ม เพื่อนที่ได้คะแนนสอบไล่เลี่ยกับผมทุกครั้ง และมักจะบอกคนอื่นเสมอว่าตนฉลาด ได้ฝึกงานในที่ที่ไม่มีชื่อเสียงใด ๆ 

บทเรียนจากการฝึกงาน
การฝึกงานทำให้เรารู้อย่างถ่องแท้ว่าสายงานของเรานั้นเกรดไม่จำเป็นเท่าฝีไม้ลายมือในการลงมือจริง ผมซึ่งเป็นคนเก่งในสายตาเพื่อน ๆ กลับกลายเป็นคนไม่รู้อะไรเลยในที่ฝึกงาน
นุ เด็กผู้ชายเกรด 2 กลับเป็นที่ยอมรับในบริษัทและได้รับเงินเดือนฝึกงานเพียงคนเดียวในสาขา ส่วนส้ม เจ้าของวลี "กูฉลาดทุกเรื่องยกเว้นเรื่องความรัก" กลับเป็นเพียงคนซื้อข้าวซื้อน้ำในบริษัท

การกลับจากฝึกงานทำให้ผมตัดสินใจที่จะทำงานให้จริงจังมากกว่าการเรียน โดยมีนุนี่แหละคอยหางานให้ ตลอดเทอมที่เหลือผมเรียนแบบเอาเพียงพอผ่าน ไม่เคยได้Top อีกเลย ปล่อยให้ส้มคว้ามันไปนอนกอดให้สบายใจ ส้มเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน อันที่จริงผมเคยสงสัยว่าทำไมคนหน้าตาดีอย่างนี้ถึงไม่มีเพื่อน แต่เมื่อได้ทำงานกลุ่มด้วยกัน จนสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ ผมกับนุก็ลงความเห็นกันว่าเป็นเพราะส้มเป็นคนขี้โวยวาย ส้มเป็นคนไม่ริเริ่มไอเดีย และมักจะขัดความคิดอันบรรเจิดบ้าบอของนุุอยู่เสมอ ส้มขับเคลื่อนงานทุกชิ้นด้วยคะแนนและเกียรตินิยม ในขณะที่ผมและนุหวังเพียงได้ทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน

เกียรตินิยมขี้เมา
พอตัดสินใจได้ว่าจะทำงานอย่างจริงจัง เราก็ไม่มีเวลาได้อยู่กับส้มมากนักจึงทำให้มันไม่มีเพื่อน ส้มเลยออกเดินทางในสายน้ำเมาแห่งเกียรตินิยม
"ทุกวัน" ผมจะเห็นส้มเช็คอินร้านเหล้า พอตกเช้าก็ไปเรียนในสภาพผมกระเซิง น้ำไม่อาบ กลิ่นเหล้าหึ่ง เมาค้าง พูดจาเสียงดัง แต่อาจารย์ไม่ได้ว่าอะไรมันเลย กลับมีแต่ผมที่ต้องคอยดูแลไม่ให้มันทำอะไรนอกลู่นอกทาง ผมบอกให้มันเลิกทำตัวแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะสายงานที่เราเรียนอยู่แค่อ่านหนังสือก็ทำข้อสอบได้แล้ว ความรู้ความเข้าใจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น ส้มเลยยังประคองตัวเองให้คะแนนสอบออกมาอยู่ในระดับบน ๆ ได้อยู่ตลอด จนมันพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า "ถึงกูเมากูก็เรียนเก่ง"
ส้มค่อนข้างหลงระเริงกับตัวเลขเหล่านั้น และไม่มีใครเตือนสติมันสักทีว่าเกรดของสาขาเรามันวัดความสามารถเราไม่ได้ จนพักหลัง ๆ พวกเราเริ่มตีตัวออกห่าง เพราะส้มมักจะใช้คะแนนTop อวดและข่มคนอื่นอยู่เสมอจนพวกเรารับไม่ได้ เช่น ในวันที่รุ่นน้องมาปรึกษาเรื่องวิจัย ส้มบอกน้องไปว่า 
"มึงทำไม่ได้หรอก กูเก่งขนาดนี้ยังทำไม่ได้เลย"
นอกจากส้มแล้วในสาขาที่เรียนยังมีเพื่อนอีกหลายคนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งเกียรตินิยม
นันท์ เป็นเพื่อนหญิงอีกคนที่เรียนได้และทำงานเป็น แต่พักหลังเธอมักทำอะไรที่ผมคิดว่ามันแปลก เช่น นันท์เดินไปหาเพื่อนที่มีแนวโน้มว่าจะได้เกียรตินิยมทุกคนแล้วบอกว่า "เอาเกียรตินิยมอััััันดับ 1 ให้กูเถอะ" นันท์ไม่ได้เดินมาบอกผมเพราะผมอาจไม่ใช่คู่แข่งด้านการเรียนอีกต่อไป แต่่ที่ผมรู้ได้ก็เพราะส้มมาเล่านี่แหละ นันท์ไม่ได้พูดแบบทีเล่นทีจริง แต่พูดแบบ "จริงจัง" เลยล่ะครับ นันท์บอกว่าถ้าตนไม่ได้เกียรตินิยมพ่อต้องดุแน่ ๆ ซึ่งผมเข้าใจเธอเลยทีเดียว เพราะที่บ้านของเธอค่อนข้างคาดหวังกับลูกสาวอยู่พอสมควร พักหลัง ๆ นันท์คิดว่าการขอเกียรตินิยมจากเพื่อนอาจไม่เวิร์ค เธอจึงไปบอกอาจารย์ประจำสาขาเรื่องขอเป็นประธานงานจบ อย่างน้อยจะได้มีผลงานไปยื่นสมัครงาน

เกียรตินิยมที่ไม่เคยเป็นของผม
ผมตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าถ้าจบด้วยเกียรตินิยมจริง ๆ บุคคลแรกที่ผมจะขอบคุณเลยก็คือกลุ่มเพื่อนที่อยู่ทำงานกลุ่มด้วยกัน พ่อแม่ที่เลี้ยงดูกันมา และจะตั้งใจโพสต์ให้ส้มเห็นว่าเกียรตินิยมที่เราได้มานั้นไม่ใช่เพราะเราเก่ง แต่เป็นเพราะเราโชคดีที่มีเพื่อนเก่งช่วยทำงานกลุ่มด้วยกัน
ในวันที่รู้ผล ทุกคนที่ได้เกียรตินิยมต่างก็โพสต์โชว์ความสำเร็จของตน ส้มเป็นอีกคนที่โพสต์ด้วยข้อความสวย ๆ ว่า "เมายังไงให้ได้เกียรตินิยม" 
เมื่อเห็นอย่างนั้นผมตัดสินใจโพสต์ตามที่ตัวเองเคยคิดไว้ ยกเกียรตินิยมของผมให้คนที่ช่วยเหลือกันมาตลอด สาขาที่ผมเรียนนั้นเราเน้นการทำงานกลุ่มเป็นส่วนใหญ่ บุคคลที่ผมต้องขอบคุณท่ีสุดเลยคือกลุ่มเพื่อนที่ทำงานด้วยกันซึ่งไม่มีใครได้เกียรตินิยมเลย นอกจากผมและส้ม ผมบรรจงพิมพ์ข้อความขอบคุณตามที่ตัวเองรู้สึกมาตลอด หวังให้ส้มได้มาเห็นบ้าง จะได้เลิกทำร้ายความรู้สึกของคนที่เรียนด้อยกว่า เลิกให้ความหวังผิด ๆ ว่าเมาทุกวันก็จบเกียรตินิยมได้ แต่คอมเมนต์ที่ผมได้จากเธอกลับเป็นข้อความที่บอกว่า "ไม่มีกูมึงไม่ได้เกียรตินิยมหรอก"

เกียรตินิยมในสนามจริง
ตอนนี้พวกเราเรียนจบกันมาสักพัก เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เราเคยคิดว่ามันสำคัญในสมัยเรียนไม่เคยสำคัญในชีวิตจริง ผมเดินเข้าไปสมัครงานที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง สิ่งที่HRถามผมมีเพียงเรื่องประสบการณ์ จะมีก็แต่พี่หัวหน้าฝ่ายพูดขึ้นมาว่า "เอ้อ น้องนี่เรียนเก่งดีนะ" แค่นั้นแหละครับ ไม่กี่วันต่อมาผมได้รับสายจากบริษัท บอกว่าเราผ่านการสัมภาษณ์และงานที่เราทำส่งไปมันดี  ให้เริ่มงานได้เลยเดือนหน้า แต่ท้ายที่สุดเงินเดือนที่บริษัทเสนอมาทำให้ผมตัดสินใจสละสิทธิ์ตัวเองไป
ในขณะที่เพื่อนเจ้าของเกียรตินิยมคนหนึ่ง เพื่อนคนเดียวที่ผมคิดว่าเขาเหมาะกับเกียรตินิยมจริง ๆ การมีอยู่ของเขาทำให้ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งเลยสักครั้ง
'ตั้ม' เป็นผู้ชายที่ทำได้ทุกอย่าง เรียนดี ผลงานดี เป็นคนที่เต็มที่กับงานมาก ๆ ทำงานเสร็จก่อนเวลาเสมอ ตั้มไม่เคยได้คะแนนTOPเลยสักครั้ง แต่สามารถพยุงตัวเองมาจนได้เป็นที่1ในตอนจบ ตั้มได้งานตั้งแต่ยังเรียนกันไม่จบ ได้รับการเสนอเงินเดือนที่ค่อนข้างสูง และสามารถนำเกียรตินิยมไปยกระดับเงินเดือนให้สูงขึ้นได้อีก (ในขณะที่ผมได้เงินเริ่มต้นน้อยกว่าตั้มเยอะ) 

สรุปก็คือ... สำหรับคนที่ผิดหวังหรือท้อกับเกียรตินิยม ผมจะไม่่่่บอกให้สู้ ๆ แต่ถ้าคุุุณต้องการกำลังใจผมจะบอกคุณด้วยประโยคที่่่อาจคุ้้้้นหูมานานแล้วว่า... เกียรตินิยมไม่ได้การันตีว่าบุคคลนั้นมีคุณภาพเสมอไปหรอกครับ บางคนได้มาทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้อะไรด้วยซ้ำ (เช่น ผมเอง) บางคนจบเกรดต่ำเตี้ยแต่ได้งานทำตั้งแต่ยังไม่จบ บางคนจบเกียรตินิยมแต่ยังเมาอยู่ทุกคืน ไม่หางานทำ แถมบ่นว่าที่บ้านลำบาก ชีวิตการเรียนมันหลากหลายเหลือเกินครับ ใครที่ไม่ได้เกียรตินิยมอย่าไปเศร้าใจอะไรเลย แฟนสาวของผมเธอเรียนในสายวิิทยาศาสตร์ แม้ได้เกรดน้อยกว่าผมเป็นเท่าตัว แต่ก็ยังมีงานทำที่มีคุณภาพ ได้ช่วยเหลือมนุษย์โลก (โดยที่่่่สมัครงานเข้าไปโดยไม่ต้องใช้้เกรดเลย) งานแต่ละงานมันมีคุณค่าของมัน ผมคิดว่าหากมองมันเห็น เราจะรู้ว่าต้องเรียนอย่างไร เรียนเอาเกรด หรือเรียนเอาประสบการณ์ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปได้คือ "ประสบการณ์" ครับ ไม่ใช่ เกรด...





SHARE
Writer
WalkedPast
ไม่ใช่ผู้ใหญ่คนนั้น
เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันนะ...

Comments

Origamidollx
4 months ago
มองได้ทั้งสองทางเมื่ออยู่ในมุม เด็กทุกคนคิดว่าเกียรตินิยมคือความภาคภูมิใจ แต่ เมื่อไรที่ เรียนจบก็แปลว่าทำงานได้ ด้วยความตั่งใจ ส่วนคนไข้
คนไข้ มักจะรู้สึกกลัว เสมอ ยิ่งวิตก ก็ยิ่งทรมาน

ถ้าบอกว่าเสียใจ ก็ไม่ผิด
Reply
SearchForME_isDay
4 months ago
ความฝันผมเลย เกียรตินิยม ผมทำให้ที่บ้านภูมิใจ ปี 1 3.5 ปี 2 3.4 ปี 3 3.1 เกรด ผมลดลงเลื่อยๆ เพราะเพื่อน ผมแบก งานกลุ่มไม่มีใครทำส้นตีนห่าอะไรเลย งานกลุ่มได้ทำร้ายผม นั่งเขียนโปรแกรมโปรคเจคจบน้ำตาลูกผู้ชายผมไหลออก งานทำคนเดียวไม่คำว่าออกมาดีหรอก ผมตัดสินใจยอมแพ้มัน ผมเป็นคนที่เก่งและพยามมาก ปัจจุบัน สอบบรรจุครู(ในรอบทั่วไป)ติดและได้ครูคนแรกของห้อง
Reply
6samurai
4 months ago
ขอบคุณครับพี่
Reply
Patnaree
4 months ago
ชอบบทสรุป. มันเป็นเช่นนั้น. เกียรตินิยมคือมายา. เหงื่อและน้ำตาคือของจริง
Reply
barneyy
4 months ago
ขอบคุณบทความนี้ เราถามตัวเองทุกวันว่า อยากได้จริงๆมั้ยเกียรตินิยมอันดับ1 เนี่ย. เลือดตาเราจะกระเด็นแล้วนะ ที่มันจะกระเด็นเพราะเราคว้าทุกอย่าง เพื่อนก็ติด เรียนก็เอา กิจกรรมก็เข้า เป็นเอดงาน เป็นสโมฯอีก ตอนนี้รู้สึกอย่างโฟกัสการใช้ชีวิต วางแผนอนาคตมากกว่า
Reply