ทัชมาฮาลสีชมพูหวานฉ่ำ
กางแผนที่โลกแล้วหลับตาจิ้มเป้าหมาย อาจจะเป็นเรื่องยากกว่าการเดินออกจากบ้าน หมุนตัวสามรอบแล้วหยุด ซ้ายมือคือหมอชิต ขวามือคือเอกมัยและด้านหลังคือสายใต้ใหม่ จากนั้นก็เดินทางไปยังด้านที่หันหน้าตรง ถึงสถานีแล้วตีตั๋วโดยสารรถคันแรกที่จะออกจากชานชาลาภายในห้านาทีนั้น... ไม่สนใจว่าสิ้นสุดปลายทางคืนที่ไหน ขอแค่ให้ได้ออกเดินทาง เท่านั้น นั่นเป็นการซ่อมใจอย่างง่ายแต่ได้ผล เพราะอย่างน้อยที่สุดการไม่ต้องมองเห็นและรับรู้บางเรื่องราวที่ร้าวใจ แม้ในเวลาเพียงสี่สิบแปดชั่วโมง ก็เท่ากับได้รักษาความช้ำของใจไปแล้วยี่สิบเปอร์เซ็น 
 
แต่เพราะการจิ้มแผนที่โลก แล้วซื้อตั๋วเดินทางเป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่า จึงอาจจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้าสักวันสองวัน สัปดาห์ หรือสองสัปดาห์เป็นอย่างต่ำ สำหรับผม... มันเริ่มตั้งแต่การ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำวางอยู่ตรงหน้านั่นแล้ว... การ์ดแต่งงานสีชมพูถูกส่งมาทางไปรษณีย์ ทั้งที่บ้านอยู่ห่างกันแค่สามช่วงตึก เจ้าของงานเดินถือการ์ดมาให้ด้วยตัวเองน่าจะง่ายกว่าการเดินทางไปซื้อแสตมป์แลบลิ้นเลียติดลงบนซองการ์ดแล้วหาตู้สีแดงหย่อนมันลงไป... แต่สาบานได้ ตู้ไปรษณีย์สีแดงนั่นน่ะมันตั้งอยู่หน้าบ้านผม

การ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำเดินทางมาพร้อมๆ กับไปรษณียบัตรหนึ่งใบที่เดินทางไกลอย่างมอมแมมมาจาก “ทัชมาฮาล” ของใครคนหนึ่งที่ผมก็ไม่เคยรู้จักมากไปกว่าการเป็นเฟรนด์ลิสต์ในเฟซบุคที่ทะลึ่งไปกดไลท์เพจที่ชอบเหมือนกันจึงแอดเป็นเพื่อนกัน คุยกันทางโปรแกรมสนทนาที่มาพร้อมกับเฟซบุค ส่งข้อความถึงกันทาง Inbox ของเฟซบุคอีกเหมือนกัน เราไม่เคยพบหน้ากัน ไม่เคยได้ยินเสียงกัน เธอไม่เคยอัพรูปตัวเองขึ้นเฟซบุค นอกจากสถานที่และผู้คน ซึ่งเธอได้พบระหว่างเดินทางท่องโลก บางทีเธออาจจะเป็นตุ๊ด เป็นสาวแก่ เป็นหนุ่มหื่นกาม หรือจะเป็นใครก็ตามแต่ที่โลกออนไลน์สามารถเสกให้เธอเป็นได้แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญของมิตรภาพ เพราะมิตรภาพไม่ได้อยู่ที่ “ภาพประกอบ” แต่อยู่ที่เจตจำนงที่แสดงออกเด่นชัด นั่นต่างหาก และจากข้อมูลที่เธอป้อนมาให้ในเวลาเจ็ดเดือนยี่สิบสามวันที่รู้จักกันผ่านระบบเครือข่าย ผมประมวลผลได้ว่าเธอเป็น “ผู้หญิง”

เธอไม่ใช่สาวสวยตาคมห่มส่าหรี กินโรตีเป็นอาหารหลัก หลงรักการเต้นหลบหลังต้นไม้ แต่เธอคือสาวไทยใจเด็ดซึ่งเข็ดขยาดกับความรักที่เธอมักจะกลายเป็นตัวเลือกของใครบางคนอยู่เสมอ เธอเคยบอกกับผมว่า

“อย่าคบใครทีละหลายคน เพราะเมื่อถึงวันที่ต้องเลือกแล้วนั้นความเจ็บช้ำจะไม่ได้เกิดขึ้นกับคนแค่คนเดียวแต่เกิดกับคนที่ไม่ถูกเลือกทั้งหมด” แต่ถึงแม้เธอจะบอบช้ำเพราะความรักสักแค่ไหนเธอก็ไม่เคยกลัวที่จะมีความรัก เพราะความรักเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ กระทั่งครั้งล่าสุดที่เธออาการสาหัส เพราะคนที่รักกันมาหลายปีตัดสินใจเลือกคนอื่นแต่ปิดบังเธอ... นั่นคือ เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นแต่ก็ยังเลือกที่จะเก็บเธอไว้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของชีวิตในนิยามของคำว่ากิ๊ก หรือถูกหลักภาษาไทยที่สุดคือ ชู้

“ถ้าไม่รู้จากคนอื่นว่าเขาจะหมั้น เราก็จะไม่มีวันได้รู้จากเขา แล้วโง่ๆ อย่างเราก็คงถูกหลอกไปตลอดชีวิต” และเพราะเหตุการณ์นั้นนั่นเองที่ทำให้เธอไปเยือนทัชมาฮาลสุสานแห่งความรัก ไปรู้จักความรักอันมั่นคง ซื่อตรงและจริงใจที่เธอไม่เคยได้รับมันเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา

เธอไปอินเดียคนเดียว เดี่ยวๆ ด้วยเหตุผลโคตรเท่ “ไปตามหาความจริงใจ” ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่จับต้องไม่ได้ในความเป็นจริง ผมแอบใจหายกับการเดินทางของเธอ เพราะการพกพาความเศร้าติดตัวไปในประเทศที่ไม่น่าจะเยียวยาความเหงาให้เธอได้ แทนที่จะทำให้หาย อาจจะทำให้ว้าวุ่นใจกว่าเดิมก็เป็นได้

“ไม่ได้ตั้งใจจะไปเหงา แต่จะไปอยู่กับความวุ่นวาย ไปคิดโน่น นี่ นั่น เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจ แต่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่คุ้นเคยทั้งภาษา ศาสนา อาหาร วัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย ต้องวางแผนว่าแต่ละวันจะทำอะไร ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไม่ตั้งใจ เชื่อดิ ไม่มีเวลาเหงาหรอก” ผมไม่เชื่อเธอหรอก แต่ก็ไม่ขัดแย้งอะไร ก็ชีวิตเป็นของเธอนี่นะ

“โปสการ์ดมาบ้างนะ” สองสัปดาห์ผ่านไปแล้วนั่นแหละผมถึงได้รับโปสการ์ดขนาดสี่คูณหกนิ้วเป็นรูปทัชมาฮาล สถาปัตยกรรมในตำนานที่โดดเด่นเป็นสง่าใจกลางมหานครอัครา ณ อุตรประเทศ อนุสรณ์สถานแห่งความรักของจักรพรรดิชาห์ ชหาน กับ อรชุมันท์ พานุ เพคุม หรือในชื่อที่รู้จักกันดีว่า พระนางมุมตัชมาฮาล

โปสการ์ดจากอินเดีย วางคู่อยู่กับการ์ดแต่งงาน ผมเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาหาข้อมูลเกี่ยวกับ “อินเดีย” โดยที่การ์ดสีชมพูนั้นยังไม่ถูกเปิดออกจากซอง เหอะ, ต่อให้ไม่เปิดดูก็รู้ดีทั้งชื่อ สกุลคู่บ่าวสาว เลยเถิดไปถึงชื่อพ่อแม่นั่นเลยทีเดียว ผมนึกถึงเจ้าของโปสการ์ดจากทัชมาฮาล จะว่าไป ความรักของผมกับเธอก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นัก เพราะคนที่เธอรักกับคนที่ผมรัก ต่างก็ไปแต่งงานกับคนอื่นทั้งคู่ ผมจึงไม่แปลกใจหากเธอจะเศร้าจนต้องตัดสินใจเดินทางไปซ่อมใจไกลถึงทัชมาฮาล ซึ่งก่อนเดินทางไกลประโยคที่ทำเอาผมจุก แม้จะเป็นเพียงผู้รับฟังเรื่องราวแต่ก็อดเศร้าไปกับเธอไม่ได้

“เขาอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่เขาก็บอกว่าเขาไม่มีใคร เราก็เชื่อเพราะเรารักเขามาก แต่นั่นยังไม่เจ็บเท่ากับการที่รู้ว่าเขาไม่ได้รักเราเลย แต่ก็ยังเก็บเราเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องใช้ในการทำผิดศีลข้อสาม” และไม่นานหลังจากที่เธอรู้ตัวว่าถูกคนที่รักมากหลอกตลอดมา เธอจึงตัดสินใจตัดขาดโดยไม่เหลือใยแห่งความอาลัยอาวรณ์แม้สักเสี้ยว

“เชื่อมั้ยว่าเขาไม่ได้สำนึกเลยสักนิดว่าทำเอาชีวิตคนอื่นแทบเป๋ เขายังใช้ชีวิตอย่างสบายอารมณ์ เหมือนกับการทำให้คนอื่นเจ็บปวดนั่นเป็นเรื่องธรรมดา”

ความรักอาจไม่ใช่เหตุผลหลักของการที่จะเลือกคนอีกคนมาเป็นคู่ครอง แต่เหตุผลอื่นเมื่อประกอบกันแล้วการตัดสินใจเลือกใครสักคนดูจะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ดีกว่าจะปล่อยให้เรื่องราวยืดเยื้อยาวไกล แล้วสุดท้ายคนที่เจ็บปวดที่สุดคือคนที่ใช้หัวใจไปกับความรักมากที่สุดแต่ไม่ถูกเลือก

แต่ความเจ็บปวด ชอกช้ำ ไม่เจอกับตัวเอง มีหรือจะเข้าใจลึกซึ้ง
และเพราะเธอช้ำเธอจึงไป... เมื่อถึงเวลาที่ผมช้ำ ทำไมผมจะต้องอยู่?

อินเดียไม่ใช่ประเทศในฝันที่คนอย่างผมจะเลือกไปเยือนเพียงแค่มีสุสานของความรักอยู่ที่นั่น แต่มันอาจจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผมไม่ต้องทนรับรู้เรื่องราวและปวดร้าวกับการ์ดสีชมพูหวานฉ่ำตรงหน้านี้เท่านั้นเอง ข้อมูลที่เสิร์ชจากเน็ตด้วยภาษาไทยแปดสิบเปอร์เซ็นเป็นเรื่องการไปจาริก แสวงบุญ ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของผม เพราะงั้นผมเลยลองใช้คำค้นที่ซับซ้อนขึ้น เผื่อพี่กูเกิลจะส่งข้อมูลที่ใกล้เคียงมาให้ และไม่นานเกินไปนักผมก็ได้รายละเอียดเกี่ยวกับ “อินเดีย” ตั้งแต่เริ่มต้นทำหนังสือเดินทาง ขอวีซ่า อัตราแลกเงิน ค่าเครื่องบินไปกลับ ค่าที่พัก ที่อยู่ ที่กิน และการเดินทาง รวมไปถึงกระทั่งว่าอยู่อย่างไรให้ถูกแขกหลอกได้น้อยที่สุด แล้วจึงถีบหัวส่งตัวเองออกจากประเทศไทย โดยไม่ชายตาแลการ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำนั้นแม้แต่นิด

หลังจากเท้าขวาเหยียบลงบนพื้นสนามบินราวห้าทุ่ม ณ ประเทศที่ไม่คุ้นเคย ผมต้องอาศัยการปรับโหมดความรู้สึกจากความหม่นเศร้ามาเป็นเร้าใจ เพราะหลังจากที่พาตัวเองออกมานอกอาคารเทอร์มินัลแล้วก็ได้พบกับความวุ่นวายของแท้ที่แม้แต่ไทยแลนด์ยังชิดซ้าย หัวใจผมทำงานน้อยลง แต่สมองทำงานหนักขึ้นเมื่อต้องจัดระเบียบชีวิตเพื่อการเดินทางในครั้งนี้ ผมนอนเดลีคืนเดียวในราคาค่ารถโรงแรมและค่าห้องพัก พันสองร้อยรูปี

เช้าถัดมาผมออกจากเดลีไปอัคราอันเป็นเป้าหมายแรกของการเดินทาง ไม่มีเหตุผลว่าเพราะอะไร บางทีอาจจะเพราะ “ทัชมาฮาล” หรือบางทีอาจจะเพราะโปสการ์ดจากเธอคนนั้น... ผมมาอินเดียโดยไม่ได้บอกใคร ไม่ขึ้นสเตตัสเฟซบุค ไม่อัพเดทหัวเอ็ม ดังนั้น นอกจากเจ้าหน้าที่สถานทูต ตม. สายการบิน และผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการมีงานทำต่อไปในวันข้างหน้าของผมแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าผมมาอินเดีย

ชีวิตเดี่ยวๆ กับความเหงาแบบเดี่ยวๆ

เพลงในเครื่องเล่นไอพอดที่ดังซ้ำไปมามากกว่าร้อยรอบคือ Norwegian Wood ของ The Beatles ผมไม่ได้ชอบเพลงนี้ แต่ผมชอบหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มเดียวที่ผมหยิบติดมือมาในระหว่างเก็บของลงกระเป๋า ก่อนออกเดินทางราวสิบนาที จะเป็นความบังเอิญ หรือเพราะถูกกำหนดมาแล้วก็ตาม หนังสือชื่อเดียวกับเพลงถูกเปิดอ่านอย่างแช่มช้าระหว่างเดินทางด้วยรถไฟที่ตรงเวลาอย่างไม่น่าเชื่อ แปดโมงเช้าผมเดินทางมาถึงอัครา แต่ก็ไม่ได้แวะไปเยือนทัชมาฮาลในนาทีนั้น ผมโดยสารริกชอร์ไปดูเบบี้ทัช ซึ่งถึงแม้จะเล็กแต่ก็สวยงามมาก

ผมนึกถึงหญิงสาวในการ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำใบนั้น ป่านนี้เธอคงเจริญใจกับการมีคู่ครองเป็นของตัวเองอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขนบธรรมเนียม และคงลืมไปแล้วผมเป็นคนหนึ่งที่เคยขอเธอแต่งงาน เธอปฏิเสธด้วยการหลบตา ผิดกับหญิงสาวเจ้าของโปสการ์ดทัชมาฮาล

“เราเคยถามเขาว่า คุณจะแต่งงานกับฉันมั้ย เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าไม่ ครั้งนั้นเราก็เอะใจอยู่บ้างแล้วแหละว่าทำไมเลือกที่จะมาหาเรา มาอยู่กับเราชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น พอเราถามว่าเขาอยู่กับใคร เขาก็ตอบว่าอยู่กับเพื่อน น่าแปลกมั้ยล่ะที่เราเองก็เลือกที่จะหยุดคำถามเอาไว้แค่นั้น ไม่ถามต่อว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย” ผมว่าเรื่องของเธอคงเศร้ากว่าผมเยอะ

ย่ำเย็นผมปล่อยใจตัวเองให้จมหายไปกับแม่น้ำยมุนา ไม่ว่าจะไหลเรื่อยเฉื่อยไปทางไหน หัวใจผมก็ควรจมอยู่ก้นน้ำให้ความช้ำถูกเยียวยาด้วยแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เสียบ้าง เผื่อใจจะได้ขลัง ทรงพลังไม่อ่อนแอดั่งที่เป็นอยู่

“หวัดดี...” เสียงผู้หญิงดังทักทายเป็นภาษาไทยจากข้างหลัง ผมไม่ตอบอะไร นอกจากขยับตัวแบ่งพื้นที่ให้เธอนั่งเคียงข้าง

“ตรงนั้นน่ะ เค้าว่ากันว่าเป็นสุสาน ที่ราชินี ราฮันกีร์ สร้างให้บิดา สวยเนอะ” ผมเงียบ...

“ไม่เป็นใบ้ แต่ทำไมไม่พูด”

“คุณไม่ได้ถามอะไรนี่”

“จริงด้วย”

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมเป็นคนไทย”

“คนอินเดีย ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ คงไม่อ่าน Norwegian wood ฉบับแปลภาษาไทยหรอกค่ะ”

“เผื่อเป็นคนญี่ปุ่นเกิดในไทย” แถได้อีก...

“ไปเรื่อย... ว่าแต่ คุณมาคนเดียว ไม่เหงาเหรอคะ”

“รู้ได้ไงว่ามาคนเดียว”

“ถ้ามาเกินกว่าหนึ่งคน ก็คงไม่มานั่งเหงาคนเดียวถึงสองชั่วโมงหรอก อินเดียมีที่ให้ไปเยอะแยะ และสองชั่วโมงก็เป็นเวลาที่นานเกินกว่าคณะทัวร์จะหยุดนิ่ง”

“คุณเป็นคนที่นี่เหรอ รู้ดีจริง”

“อยู่ที่ไหนฉันก็เป็นคน”

“กวนนะเนี่ย”

“อื้อ... คุณจะไปที่ไหนต่อหลังจากนี้” ไม่พูดเปล่าแต่เธอหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมากดชัตเตอร์ด้วย บางทีเธอคงแอบถ่ายไปหลายรูปแล้วก็ได้

“กล้องอะไร”

“โลโม่ ไม่รู้จักโลโม่เหรอ”

“ไม่หรอก มันแปลกยังไง”

“ก็... จริงๆ มันก็ไม่แปลกหรอก มันแค่ทำให้รูปถ่ายดูเฮี้ยนๆ แนวดีน่ะ”

“ผมไม่แนวหรอกนะ”

“รู้... เห็นเสื้อผ้า หน้าผมก็รู้แล้ว ผู้ดีออกขนาดนั้น มาทำไมรึอินเดีย ทำไมไม่ไปยุโรป”

“ตามทัชมาฮาลมา”

“โรแมนติกที่สุดอ่ะ”

“ไม่ได้โรแมนติก อกหักต่างหาก”

“ผู้ชายอกหักเนี่ยนะ”

“หรือผู้ชายอกหักไม่เป็น”

“เปล่า... แค่ไม่เคยเห็น”

“ช่างเถอะ หัวใจผมจมยมุนาไปแล้ว”

“เท่อ่ะ แต่มันจะหายเศร้าป่ะล่ะ ดูแล้วไม่น่าจะหายนะ”

“ผมไม่ได้คิดจะหายเศร้า แค่ไม่อยากรู้อยากเห็น”

“หนีมาถึงนี่... แล้วจะไปไหนต่อ”

“ไม่รู้ดิ พรุ่งนี้จะไปทัชมาฮาลก่อน แล้วค่อยคิด”

“เออนี่ เค้าว่ากันว่า ทัชมาฮาล เนี่ยใช้เวลาสร้างถึง ๒๒ ปี ใช้แรงงานกว่าสองหมื่นคนเชียวนะ อ่อ แล้วรู้สึกว่าใช้สถาปนิกจากแถบเปอร์เซียร์ และอินเดีย พอสร้างเสร็จ ก็ให้ฆ่าสถาปนิกพวกนั้นทิ้งเพราะไม่อยากให้ไปสร้างอะไรที่มันสวยงามและยิ่งใหญ่แบบนี้ได้อีก”

“ช่างทัชมาฮาลเถอะ ผมแค่มาเฉยๆ ไม่มีแรงบันดาลใจอะไร บางทีพระนางมุมตัสอาจจะดลใจให้มาก็ได้”

“ดูขี้หงุดหงิดเนอะ”

“ไม่ได้ขี้หงุดหงิด แค่อกหัก”

“อกหักเป็นหน้าที่ของหัวใจอยู่แล้วนี่ ถ้าเลือกที่จะมีความรักก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าสักวันหนึ่งอาจจะอกหัก หรือผิดหวังจากความรัก เจ็บปวดก็แค่ประสบการณ์ชีวิต ดีเสียอีกจะได้แข็งแกร่งขึ้น”

“ไม่เคยอกหักสินะ ถึงไม่รู้ว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร”

“ฮ่าๆๆๆ ไม่บอก... ฉันไปดีกว่านะ อ่อ อย่านั่งตรงนี้นานเกินไป มิจฉาชีพจ้องคุณอยู่ทุกแห่งหน ระวังทรัพย์สินเงินทองของคุณด้วย”

“เดี๋ยวดิ... ขอถามหน่อย แล้วคุณมาอินเดียทำไม”

“มาอยู่กับความวุ่นวาย มาคิดโน่น นี่ นั่น เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจ แต่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่คุ้นเคยทั้งภาษา ศาสนา อาหาร วัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย ต้องวางแผนว่าแต่ละวันจะทำอะไร ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไม่ตั้งใจ สนุกดีออก” ประโยคคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหน หญิงสาวนักท่องเที่ยว เดินจากไป ในท่ามกลางเสียงดนตรีแบบแขกๆ กลิ่นเครื่องเทศของอาหาร ลอยเรื่อยในอากาศ ผมนั่งอยู่ริมน้ำสักพัก แล้วพาตัวเองกลับเข้าที่พัก

เช้าถัดมา เสียงอินเดียทำให้ผมต้องตื่นนอนอย่างอืดเอื่อย อยากจะนอนแช่อยู่อย่างนั้นสักชั่วโมง แต่เพราะทัชมาฮาลรอผมอยู่ ผมจึงต้องผละจากที่นอนและบอกกับตัวเองว่า ยังมีเวลานอนอีกนานที่บ้านเรา สองชั่วโมงในการรอคอยเพื่อที่จะเข้าชมทัศนียภาพด้านใน กับค่าบัตรเข้าชม ๕๑๐ รูปี สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางประเทศไทย

ทัชมาฮาลสีชมพูหวานฉ่ำ... อืมม์ ไม่ใช่สิ การ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำถูกทอนคุณค่าของตัวมันลงเมื่อผมได้มีโอกาสพบกับทัชมาฮาล ไม่มีคำอธิบายใดๆ ในความเป็นทัชมาฮาล แต่แปลกที่ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่มีจริง และมากกว่านั้น... ความรักที่เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว นอกจากพรหมลิขิตแล้ว ไม่มีอะไรที่จะทำให้สมหวังได้ ผมหัวเราะ หึหึ ในลำคอ ก่อนที่จะตีตั๋วกลับเมืองไทยโดยไม่อาวรณ์แดนโรตีมากไปกว่า นึกถึงสาวไทยใจกล้าที่โผล่มาทักทายในห้วงเวลาที่ผมกำลังจมใจลงสู่แม่น้ำยมุนา

เธอไม่ใช่นางเอกในนิยายน้ำเน่าเข้ามาปลอบใจผู้ชายตอนอกหักแล้วทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน เธอแค่โผล่มาจากไหนไม่รู้ นั่งลงข้างๆ พูดคุยสองสามประโยค ถ่ายรูปสองสามรูปแล้วจากไป...

ผมกลับเมืองไทยด้วยหัวใจที่แปลกๆ ไม่ใช่เพราะแม่น้ำยมุนา ไม่ใช่เพราะว่าสุสานของความรัก ไม่ใช่เพราะเธอที่มาทักในยามเย็นนั้น แต่เป็นเพราะรู้สึกว่าผมไม่ควรเสียเวลานานเกินไปในการอกหัก ก็แค่คนที่ไม่รักกันคนหนึ่งไปรักคนอื่น ผมวางเรื่องการ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำลง ไม่นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เลิกนึกถึงอดีตสวยงามระหว่างเรา เมื่อไม่มีเรื่องเศร้าเพราะความรักแล้วก็เท่าหมดเรื่องเศร้าในชีวิตไปอีกเรื่อง

เมื่อน้ำแข็งที่กำไว้ในมือละลายหมดไป ทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรนอกจากความว่าง ~ 
สเตตัสเฟซบุค เจ้าของโปสการ์ดทัชมาฮาล ผมกดเข้าไปดูภาพ “อินเดีย” ของเธอ และเพื่อจะบอกเธอว่าผมไปอินเดียกลับมาแล้ว และภาพที่ผมคลิกเมาส์เข้าไปพบทำให้ผมต้องหัวเราะ หึหึ ในลำคอ

ไม่ใช่เพราะโลกกลม หรือเพราะอินเดียคับแคบ... ที่เรามีโอกาสได้พบกันแต่ไม่รู้จักกัน อาจเป็นเรื่องของพรหมลิขิต โชคชะตา หรืออะไรก็ตามที่สามารถจะนิยามการพบกันของคนสองคนได้ แฟ้มภาพ อินเดียของเธอมีภาพของชายหนุ่มนักท่องเที่ยวที่หน้าตาดีที่สุดในอินเดียเวลานั้น นั่งหันหน้าเข้าหาแม่น้ำยมุนา มีหนังสือเล่มหนาชื่อ Norwegian Wood วางอยู่ข้างตัว

ผมหยิบโปสการ์ด “ทัชมาฮาล” มาพลิกดู... ข้อความเพียงสั้นๆ

“ฉันยืนอยู่ ณ สุสานแห่งความรัก” วางทัชมาฮาลลง หยิบการ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำออกมาจากซอง ป่านนี้งานแต่งงานคงจบลงแล้ว หรือไม่ว่าจะอย่างไร การ์ดแต่งงานสีชมพูหวานฉ่ำนี้ก็ไม่มีผลอะไรกับชีวิตผมอีกต่อไป.../





SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments