Expectation  'ความคาดหวังที่น่าเจ็บปวด'
ความคาดหวังที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ความคาดหวังจากตัวของเราหรอก
แต่มันมาจากสังคมรอบ ๆ ตัวเราที่สร้างความเจ็บปวดให้เราเสมอ
           มีคนให้ความหมายของคำว่า ความคาดหวัง ว่าหมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น การรับรู้ การตีความ หรือการคาดการณ์ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นของบุคคลอื่น  โดยคาดหวังหรือต้องการให้บุคคลนั้นประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ตนต้องการ 
 
         เราทุกคนมักโดนคนอื่นคาดหวังอยู่เสมอ เช่น พ่อ แม่ทุกคนย่อมคาดหวังว่าลูกจะเรียนได้เกรดดี ๆ ทำงานดี ๆ  
         หรือเราอาจจะโดนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคาดหวังอยู่ เช่น การต้องลุกให้คนที่ดูแก่กว่านั่งบนรถสาธารณะ  การต้องแสดงความมีน้ำใจต่าง ๆ   เพราะสังคมรอบ ๆ ตัวเรา ล้วนคาดหวังที่จะเห็น คนดีมีน้ำใจในสังคม  
แต่ทุกคนในสังคมกลับไม่อยากเป็นคนที่โดนคาดหวังเสียเอง 
       
ความย้อนแย้งที่น่างุนงงนี้ทำให้เกิดความเจ็บปวดเสมอ

        ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เราเจอให้ฟัง. . . 

        วันนั้นเราขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสจากสถานีต้นสาย และเราได้นั่ง ซึ่งแน่นอนขึ้นต้นสายยังไงก็ได้นั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อรถเคลื่อนขบวนออกมาได้สองสามสถานี ทั้งขบวนรถเต็มไปด้วยผู้โดยสาร มีคุณป้าคนนึงยืนอยู่ตรงหน้าเยื้องไปทางขวานิดหน่อย เขาจ้องเราด้วยสายตาที่โง่แค่ไหนก็รู้ความหมายได้ว่า "ลุกให้ฉันนั่งสิ"         ตรงที่ ๆ เรานั่งไม่ใช่ที่สำหรับผู้สูงอายุ และคุณป้าคนนั้นก็ไม่ได้แก่จนจะเป็นผู้สูงอายุด้วยซ้ำ  ทุกครั้งที่เราขยับตัวเขาจะพยายามแทรกเข้ามาพร้อมทำท่าว่า ต้องการจะนั่ง  แน่นอนว่าเราไม่ลุกให้นั่ง   จนครั้งที่สี่ที่สบตากันตรง ๆ แววตาของคุณป้าดูคาดหวังว่าเราจะต้องลุกให้นั่ง...     มันเกิดคำถามขึ้นในใจเลยว่า   ทำไมถึงมาคาดหวังให้เราลุกให้ ในแถวที่นั่งมีตั้งเยอะแยะ ไม่ไปมองคนอื่นเล่า ?     
  
       คุณป้าท่านนั้นจ้องเรา จนคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็มองเราด้วยสีหน้าว่า ทำไมไม่ลุกให้นั่ง . . . แล้วทำไมเราต้องลุกให้ใครไม่รู้ ทำไม ?  เราเอียงศีรษะมองคุณป้าแล้วขมวดคิ้ว  คุณป้าคนนี้น่าจะอายุน้อยกว่าแม่ของเรา  ดูแข็งแรงดี ยืนไม่ต้องจับราวเลยด้วยซ้ำ . . .   เราตัดสินใจว่าวันนี้จะ ไม่ลุก

   ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงลุกไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ถูกมองแล้ว แต่ตอนนี้คงปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวัง หรือสิ่งที่สังคมรอบตัวอยากให้ทำ   ไม่ใช่ว่าไม่มีน้ำใจหรอกนะ 


         สุดท้ายคุณป้าคนนั้นก็ยืนจนเกือบสถานีปลายทางถึงได้นั่ง เขารีบวิ่งปรี่เข้ามานั่ง คนฝั่งตรงข้ามก็ยังมองเราด้วยสายตาตำหนิ แต่ถ้าคาดหวังให้เรามีน้ำใจ ทำไมคุณไม่แสดงความมีน้ำใจเอง ?

        ลงมือทำน่าจะง่ายกว่าการมาคาดหวังให้คนอื่นทำหรือเปล่านะ ? 

        หลายคนอาจจะคิดว่าก็แค่ลุกให้คนแก่นั่งทำไมไม่ทำ . . . 
        มันมีแค่คำตอบเดียวก็คือ แค่อยากกวนตีนนั่นแหละ  การได้เห็นคนในสังคมมาคาดหวังในตัวเรา แต่เราไม่ทำตามเนี่ยเป็นเรื่องที่สร้างสีสันในชีวิตได้ดีมากเลยนะ     
        อย่างกรณีคุณป้าบนบีทีเอส คือหนึ่ง คุณป้าเป็นใครกันถึงได้มาคาดหวังให้ Nobody ที่ไหนก็ไม่รู้ในสังคมอันโหดร้ายนี้มีน้ำใจ เมื่อไม่ได้รับน้ำใจตามที่คาดหวัง กลับทำร้ายเขาด้วยสีหน้าและสายตาเหยียด    ถ้าคุณป้ายืนนิ่ง ๆ แล้วเราเป็นฝ่ายเงยหน้าไปเห็นก็คงลุกให้ แต่พอเห็นความต้องการจะนั่ง จนตัวสั่นแบบนั้นแล้ว เลยรู้สึกว่าไม่ล่ะ 

          ทุกคนควรรับผิดชอบตัวเองในสังคมนี้ได้ ไม่ใช่มาโยนให้คนอื่นในสังคมแบ่งเบาทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน    มันไม่ใช่ความไม่มีน้ำใจของสังคม แต่คุณต้องรู้ว่าเราไม่ควรจะไปบังคับให้ใครก็ตามแสดงความมีน้ำใจออกมา เพราะความคาดหวังของตัวเอง

         เราเคยเป็นคนที่ถูกสังคมรอบ ๆ คาดหวังเอาไว้ อันจริงก็คงไม่ใช่แค่เราหรอก แต่คนอื่น ๆ ก็ด้วย   ทุกคนล้วนถูกคาดหวังมาตลอด  แต่ลืมไปหรือเปล่าว่า ทุกคนเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน 
         ทำไมสังคมถึงคาดหวังในตัวบุคคลอื่นกันนัก 
        เธอต้องเรียนโรงเรียนดี ๆ มหาลัยดัง ๆ คณะยาก ๆ มีงานดี ๆ ทำ มีเงินเดือนสูง ๆ  มีครอบครัวสมบูรณ์แบบ   

        เธอคาดหวังว่า เราจะต้องเป็นเช่นนั้น แล้วทำไมเธอไม่ทำเช่นนั้นเอง ?

                                                  เธอไม่รู้เหรอ ว่า
ความเป็นมนุษย์ คือความเว้าแหว่ง มนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด คือมนุษย์ที่ไม่รู้จักตัวเอง 


          เรารู้จักตัวเองจากการพิจารณาตัวเอง 
          เราเคารพตัวเอง ด้วยการยอมรับตัวเอง และยอมรับเป้าหมายชีวิตของตัวเอง
          เราเลิกจะเป็นอย่างที่สังคมคาดหวังว่าจะต้องเป็น เราลดความเจ็บปวดในชีวิตได้เยอะมาก
          เรารู้ว่าเราต้องการอะไร และเรามีความสุขที่ค่อย ๆ เดินไปหาสิ่งที่ต้องการ 
          เรามีความสุขเมื่อเลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่น 
          เราไม่ชอบใจคนที่คอยเอาแต่บอกว่า เธอควรจะเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ 
          เราเขียนเรื่องนี้ เพราะแค่ไม่ชอบที่โดนคุณป้ามาคาดหวังความมีน้ำใจจากเรา 
          เราไม่ได้เขียนเรื่องทั้งหมดหรอก เพราะมันจะยาวมากแต่เราเชื่อว่าทุกคนรู้ว่า
          การโดนคาดหวังจากสังคมรอบตัวมันเป็นอย่างไร
          และสุดท้าย ถ้าเธอไม่ใช่สังฆทานก็ไม่ต้องเอาตัวเองไปวัดกับใคร 

          หลังจากลองใช้ชีวิตแบบเคารพตัวเองดู  ก็อยู่ง่ายขึ้นมาก ไม่ค่อยเครียด

            ปล. เรามีน้ำใจเท่าที่เราทำได้อย่างพอดี อย่ามีน้ำใจจนเราเจ็บปวด เพราะสุดท้ายคนเหล่านั้นไม่ได้มาบรรเทาความทุกข์ของเรา

            ปล.2  ใครที่เที่ยวเอาความคาดหวังของตัวเองไปใส่คนอื่นลองเลิกดู  เพราะบางครั้งคนเหล่านั้นก็แบกรับความคาดหวังต่อตัวเองจนเจ็บปวดแล้ว   แล้วก็อย่าไปบังคับให้ใครแสดงน้ำใจในที่สาธารณะเลย ถ้าเขาทำให้ก็ดี ถ้าเขาไม่ทำให้ก็อย่าไปตำหนิ เพราะสุดท้ายทุกคนก็เป็นแค่ Nobody ของกันและกัน



          ปล.3 เราเคยโดนใครก็ไม่รู้พูดใส่ว่า ทำไมไม่มีน้ำใจไม่ลุกให้คนแก่นั่ง แต่เขาก็ไม่ลุก แต่สุดท้ายทุกสายตาจับจ้องมาที่เรา แล้วตำหนิเราว่า เธอไม่มีน้ำใจ   คือขอโทษจริง ๆ ที่เป็นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทจนมีอาการปวดหลังร้าวไปถึงขา จนไม่สามารถแสดงน้ำใจ แล้วถูกคนในสังคมตำหนิ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง  
          แต่เอาจริง ๆ นะ เราเจ็บปวดจากความคาดหวังจากสังคมในครอบครัวมากกว่าสังคมรอบข้าง อันนี้แค่มาระบายเฉย ๆ ว่าแบบพอเลิกแบกความคาดหวังแล้ว ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ แม้จะยังปวดหลังอยู่ก็ตาม  555555555




ไม่ได้มาเขียนลงในนี้นานมาก รู้สึกว่าเขียน งง ๆ 

แล้วพบกันใหม่

ในบันทึกบทใหม่
         
SHARE
Writer
lyrepin
Writer,Cuisinière
- ชอบงานเขียน

Comments

F2F2
2 months ago
จริงที่สุด
Reply
lyrepin
2 months ago
😆
CONANKHUNG
2 months ago
ชอบอ่ะ
Reply
lyrepin
2 months ago
ขอบคุณนะ 😊
Nobita_sung
2 months ago
ผมเคยครั้งนึงบนรถเมล์ครับ คุณยายจงใจเบียดขาผมให้ผมลุก ผมจึงไม่ลุกเพราะผมต้องนั่งสุดสาย // หลังจากเวลาผ่านไป ผมมองย้อนกลับไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น งงมาก ผมกลับรู้สึกผิดในใจ รู้สึกเป็นห่วงว่า หากคุณยายเป็นโรคประจำตัว หากคุณยายมีปัญหาสุขภาพ การละเลยของผมก็คงมีส่วนผิดครับ // หลังจากเคสนี้ ครั้งแรก ผมจึงประเมินการช่วยเหลือและมีน้ำใจจากคำถามเดียวกับตัวเองว่า เราช่วยเขาเพราะเกรงใจ,เกรงกลัว หรือเพราะเราใส่ใจ ด้วยความเห็นใจ,สงสาร,ความรัก เมื่อผมให้คำตอบกับตัวเองได้ ผมก็ทำตามที่ใจปรารถนาเลยครับ // ขอบคุณที่มาช่วยแชร์มุมมองนะครับ 
Reply
lyrepin
2 months ago
จริง ๆ แล้วปกติถ้าไม่ติดอะไรก็ลุกให้แหละค่ะ แต่พอเราเห็นความที่เขายัดเยียดให้เราต้องมีน้ำใจกับเขา เราก็รู้สึกว่า มันไม่โอเค แล้วยิ่งทำให้คนอื่นมาเบลมเราว่าเราไม่มีน้ำใจ เรายิ่งรู้สึกว่า มาคาดหวังอะไรกับเราไม่พอยังมาเบลมเราอีก ซึ่งเราไม่ใช่คนที่จะต้องมาแบกรับอะไรพวกนี้เลยนะ ทำไมไม่เคารพกันบ้าง

หลัง ๆ คือเห็นแล้วอยากช่วยก็ช่วย ไม่อยากช่วยก็ไม่ช่วย แล้วก็ไม่สนสายตาใครแล้ว รู้สึกชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

มันทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่ไม่แคร์คนอื่นนะ แต่แบบมันทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักและเคารพตัวเองมากขึ้น จนไม่ต้องมานั่งขอโทษตัวเองในอดีตทีหลัง
Nobita_sung
2 months ago
เข้าใจเลยครับ สู้ๆครับผม ^^
ADANICHIA
2 months ago
ขอบคุณที่มาแชร์เรื่องราวนะคะ  อ่านละก็ทำให้ได้เห็นมุมมองมากขึ้น ตอนนี้เราก็เครียดมากเลย ผิดหวังบ่อยด้วย พอได้มาอ่านบทความนี้นอกจากการรู้จักเคารพตัวเอง ฟังตัวเอง เข้าใจตัวเองให้มากขึ้น และพบว่าการไม่คาดหวังอะไรมากมายนั้นโอเคขึ้นจริงๆ ชีวิตเจ็บปวดน้อยลง เราพยายามอยู่กับความเป็นจริง โลกใบนี้ก็โหดร้ายอยู่นะ ไหนจะความคาดหวังจากครอบครัวที่เราแบกมานาน ใจก็อย่าปล่อยๆวางๆลง เราคงทำทีเดียวไม่ได้ แต่จะลองพยายามทำนะ พยายามปล่อยวาง ละความคาดหวังทีละเรื่องอันไหนที่หนักก็จะพักลง ให้เหนื่อยน้อยลง เราเข้าใจคุณนะ การไม่คาดหวังและไม่ถูกคาดหวังมันทำให้เราสบายใจขึ้นเยอะเลย อย่างน้อยโลกมันก็ยังอยู่กับเรา ไม่เอียงไปทางใดทางนึงมากมาย 
Reply
lyrepin
2 months ago
อยากบอกว่าอย่าเครียด แต่มันค่อนข้างจะยากที่จะไม่เครียด เพราะการใช้ชีวิตมันก็ต้องมีเจ็บปวด+เครียดกันบ้าง เราทำได้แค่สู้กันไปเพราะมันคือชีวิตนี่เนอะ แต่ถ้าอันไหนที่ทำแล้วเจ็บปวดจนต้องมานั่งขอโทษตัวเองทีหลังก็อย่าฝืนนะ ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปดีกว่า แบบไลฟ์บาลานซ์


ขอให้คุณสู้ ๆ นะ ทุกอย่างจะกลับมาสดใสได้แน่นอน 😊
ADANICHIA
2 months ago
ขอบคุณค่ะ เช่นกันนะคะ ขอให้มีความสุขในแต่ละวันนะคะ :')
Number939
2 months ago
ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีดีแบบนี้ อ่านแล้วรู้สึกรักและเคารพตัวเองมากขึ้น พอเอาเข้าจริงไม่มีใครมาทุกข์กับเราหรอก ทุกคนก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น พร้อมที่จะเอาเปรียบเราเสมอ 
Reply