Creative Mindset: คิดอย่างมือโปร ลงมือทำงาน
มีโอกาสได้ฟัง Podcast ของนักเขียนคนโปรดของเรา 2 ท่านค่ะ คนสัมภาษณ์คือคุณ Joanna Penn เป็นผู้ก่อตั้ง The Creative Penn กับแขกรับเชิญคือคุณ Steven Pressfield เจ้าของผลงานสุดแสนทรงพลังอย่าง The War of Art กับ Turning Pro

สองท่านนี้คุยกันหลายเรื่องอยู่ แต่ช่วงกลางของสัมภาษณ์ไปจนถึงตอนท้ายเราชอบมากๆ ก็เลยหยิบมาเล่าให้ฟังแบบสรุปประเด็นแล้วกันนะคะ


1.Resistance 
มาทำความรู้จัก resistance กันก่อนเลยค่ะ

ความง่วง ความขี้เกียจ 
ความผัดวันประกันพรุ่ง 
ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี 
ธุระที่โผล่มาเหมือนจะเร่งด่วนแต่จริงๆ ก็ไม่ได้รีบหรือสำคัญขนาดนั้นหรอก 
โรคภัยความเจ็บป่วย
ทุกอย่างที่หยุดยั้งไม่ให้เราลงมือทำงานของตัวเองสักที
ทุกอย่างนี้ คุณ Steven Pressfield เรียกมันว่า Resistance ค่ะ

ทุกเช้าที่นั่งลงหน้าโต๊ะทำงาน แล้วสัมผัสได้ถึงพลังงานประหลาดที่แผ่ออกมาจากกระดาษ ปากกา แป้นคีย์บอร์ด หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ เจ้าพลังงานในแง่ลบเหล่านี้ที่ทำให้เราอยากจะเดินหนีแล้วลุกไปทำอย่างอื่นแทนที่จะนั่งลงทำงาน เจ้าสิ่งเหล่านี้ที่ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นแรงมาจากภายนอก แต่เปล่าเลย คุณ Pressfield แกว่ามันมาจากภายในตัวเรานั่นแหละ

แล้วอาการนี้ก็ไม่ได้เป็นเฉพาะนักเขียนหรอกนะคะ แต่คนทำงานสายสร้างสรรค์ ล้วนแล้วแต่มี Resistance เป็นของตน 

ความกลัวว่าจะทำงานไม่ดีเหมือนชิ้นก่อน 
ความกลัวว่าชื่อเสียงที่สั่งสมมาจะสูญหายไป 
ความกลัวว่าถ้าทำออกมาแบบนี้แล้วจะโดนคนอื่นมองเป็นคนไม่ดีหรือเป็นคนโรคจิตหรือเปล่านะ 
หรือกระทั่งกลัวว่า ถ้าเราลงมือทำงานชิ้นนี้ออกมาแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจเราเลยล่ะ

จริงๆ แล้ว “การลงมือทำ” น่ะง่าย
แต่ไอ้การ “กว่าจะนั่งลงแล้วเริ่มทำ” นี่สิที่ยาก 

ดังนั้น วิธีการแก้ Resistance คือ 
๑. มีสติรู้ตัวค่ะ รู้ว่านั่นคือ Resistance รู้ว่า Resistance กำลังทำงานของมันอยู่
๒. เมื่อรู้ว่านั่นคือ Resistance แล้ว ให้ลงมือเริ่มต้นทำงานของตัวเองซะ ทำไปเรื่อยๆ ทำไปจน Resistance จะเงียบเสียงลง

ถ้าพอจะเคยนั่งสมาธิมาบ้าง จะรู้ว่า Resistance มันเปลี่ยนรูปได้ด้วย 
วิธีการแก้ก็เหมือนเดิม คือ มีสติรับรู้ว่านั่นคือ Resistance ที่เปลี่ยนรูปไป แล้วก็ทำงานของตัวเองต่อ

ต้องมีสติรู้ 
รู้ว่า Resistance ก็คือ Resistance. 
มันไม่ใช่ตัวเราค่ะ

Resistance ไม่อยากให้เราทำงาน 
แต่ตัวเราจริงๆ ที่อยู่ลึกๆ ข้างในน่ะ อยากทำงานให้เสร็จ อยากเห็นผลงานตัวเอง อยากหยิบจับลูบคลำผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ของตัวเองเต็มแก่แล้ว

Resistance คือ Resistance. มันไม่ใช่ตัวเราค่ะ 
 

2. มืออาชีพ vs มือสมัครเล่น  
ในหนังสือชื่อ Turning Pro คุณ Steven Pressfield แกบอกว่าแกเป็นพวกเชื่อในความเป็นมืออาชีพ มืออาชีพในที่นี้ก็คือพวกมือโปรมือเก๋าน่ะค่ะ

ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก คอมจะดับ น้ำจะไม่ไหล อากาศจะไม่ดี มืออาชีพเค้าจะไม่มัวมาอ้างนู่นอ้างนี่หรอก คนที่เป็นมือโปรเค้ามาเพื่อทำงาน และเค้าก็จะนั่งลงทำงาน

ข้อแตกต่างระหว่างมือสมัครเล่นกับมืออาชีพอยู่ตรง “นิสัย”

คุณ Pressfield ล้มลุกคลุกคลานเขียนนิยายมาตั้งหลายปีหลายเล่ม เขาว่าก็มองว่าที่ทำไปแล้วไม่รุ่งสักทีเนี่ย มันเพราะเขามัวแต่ทำตัวแบบมือสมัครเล่น และคนที่เป็นมือสมัครเล่นก็เป็นได้แค่มือสมัครเล่น เพราะมีนิสัย-พฤติกรรม-วิธีคิดแบบมือสมัครเล่น

จุดเปลี่ยนของเขาก็คือเปลี่ยนตัวเอง บอกตัวเองว่า”ฉันจะเป็นมืออาชีพ”
ฉันจะคิด-ลงมือทำ และมีนิสัยอย่างที่มืออาชีพเขาทำกัน 
คุณ Pressfield บอกให้ดูนักกีฬาค่ะ
นักกีฬาสมัครเล่นกับนักกีฬามืออาชีพต่างกันมาก

ถึงข้อเท้าจะพลิก หลังจะปวด กระดูกจะหัก ข้อเข่าจะมีปัญหา 
เค้าก็ยังจะลงสนามแล้วก็ไปทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ดี 
มืออาชีพเขาทำ-พูด-คิดแบบมืออาชีพทุกวัน

หรือ ดูพนักงานบริษัทก็ได้ นี่ก็เป็นมืออาชีพเหมือนกัน
คือยังไงพนักงานก็เข้าออฟฟิศไปทำงานเข้างานตรงเวลาทุกวัน ไม่มีอิดออด คือในใจอยากจะมาหรือไม่อยากจะมาก็ตามแต่ แต่เพราะมันเป็นอาชีพ ถ้าอยากได้เงินตอนสิ้นเดือนก็ต้องโผล่หน้าไปทำงานทุกวัน และก็อยู่ทำงานไปจนครบเวลาถึงเลิกงานกลับบ้าน

พนักงานบริษัทจะไม่เอ้อระเหย อยากกินบิงซูตอนบ่ายสอง แล้วก็หายออกไปกินบิงซู กลับเข้างานอีกทีห้าโมงเย็นเพื่อติ๊ดบัตรกลับบ้าน คนทำงานเป็นอาชีพเค้าไม่ทำแบบนั้นกันใช่ไหมล่ะ?


แค่ฟังมันง่ายกว่าตอนลงมือทำจริง คุณอาจเถียงแบบนั้น 
เพราะพอเราไปยืนอยู่ต่อหน้ากระดาษเปล่า ผืนผ้าใบเปล่า ไม่ว่าจะเริ่มเขียนโปรแกรมใหม่ หรือร่างโครงการใหม่ จู่ๆ เจ้าความเป็นมือสมัครเล่นก็เข้ามาครอบงำไปซะอย่างนั้น ในหัวจะเริ่มมาแล้วว่า “ยากอ่ะ” “น่าเบื่อจัง” หรือ “อยากไปทะเลจังเลย”

เจ้าเสียงเด็กน้อยงอแงในหัวมันส่งเสียงมาแล้ว 
“เค้าอยากกินขนม” 
“ในเฟซวันนี้มีอะไรน่าสนใจบ้างนะ” 
“เมื่อคืนยังไม่ได้ดูรายการนั้นเลย ขอเปิดดูย้อนหลังหน่อย”

ถ้าเราไม่ติดตั้งนิสัยแบบมืออาชีพไว้ ก็แปลว่าเรามีโอกาส “แพ้ใจ” และงานก็จะไม่เสร็จ งานการก็จะไม่คืบหน้า 

การกล้าเผชิญหน้ากับผลงานของตัวเองมันเจ็บปวดและไม่ง่าย ต้องใช้พลังใจเยอะ ความอดทนก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ อดทนกับตัวเอง อดทนที่บางครั้งก็ต้องยอมให้ตัวเองเจ็บปวดเพื่อระยะยาวจะได้ก้าวหน้า
 
มันไม่ใช่การฝึกหัดอาทิตย์สองอาทิตย์ 
แต่เป็นการฝึกหัดไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต 
เมื่อตัดสินใจก้าวลงสนามมาทำงานสร้างสรรค์ 
มันไม่ใช่แค่การผลิตงานแค่ 1 ชิ้นหรือ 2 ชิ้น 
แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ 
 
ยกตัวอย่างว่า เวลาเราเขียนหนังสือออกมาเล่มนึงแล้วมันถูกเผยแพร่ออกไป เมื่อมีคนมาอ่านแล้วก็รีวิวไปต่างๆ นาๆ หรือบางทีอาจจะเงียบสนิทไม่มีใครมาคอมเม้นท์ไม่มีใครมาสนใจเสียด้วยซ้ำ หรืออาจจะมีบางคนมาลงรีวิวให้แบบ 4 ดาวหรือ 5 ดาวก็ทำให้ดีใจแบบบินได้ไปทั้งวัน หรือบางคนชอบมากถึงขั้นซื้อของขวัญส่งมาให้นักเขียน

ถ้าจะรู้สึกดีใจเสียใจ มีอารมณ์ขึ้นลงไปตามโลกที่หมุนหมุนรอบตัวแบบนั้น เกรงว่าจิตใจจะรับไม่ไหวเอาสิในระยะยาว

ความพึงพอใจมันต้องมาจาก “ตอนทำงาน”
ไม่ใช่ขึ้นลงไปตามกระแสขึ้นๆ ลงๆ ของโลกโซเชียลแบบนั้น

เฮมมิ่งเวย์เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าคุณเชื่อคนวิจารณ์ว่าผลงานคุณดี 
ถ้าอย่างนั้น ตอนเขาว่างานคุณห่วย ก็แปลว่างานคุณห่วยจริงๆ งั้นซิ?



3. อีโก้ vs ความสงสัยฝีมือของตัวเอง (self-doubts)

คนทำงานสายสร้างสรรค์ มันต้องมีอีโก้ประมาณหนึ่ง ไม่งั้นก็คงไม่กล้าเผยแพร่งานให้สาธารณชนร่วมรับรู้ เจ้าอีโก้ที่มีพอดีๆ ก็จะทำให้กล้าก้าวลงสนาม ส่วนเจ้าความสงสัยในฝีมือของตัวเอง คุณ Pressfield ก็จัดเป็น Resistance อย่างหนึ่ง สำหรับเขา ถ้าเกิดสงสัยความสามารถของตัวเองขึ้นมาปุ๊บ ก็จะฟันฉับ และบอกมันไปเลยว่า “ฉันไม่เชื่อ”

เจ้าเสียงวนเวียนในหัวประเภทว่า 
“ฉันเป็นใครกันเหรอที่จะมาทำงานชิ้นนี้” 
“ฉันไม่เก่ง ฉันไม่ดีพอหรอก” 
“ฉันไม่ได้จบเฉพาะทางด้านนั้นมาซะหน่อย” 
คนจะชอบเข้าใจผิดว่านั่นคือตัวเขา (self)
 
ไม่. 
ไม่ใช่.
Resistance ก็คือ Resistance 
Resistance ไม่ใช่กระทั่งความคิดของเรา มันคือ Resistance

หนึ่งในทัศนคติของมืออาชีพคือ เมื่อมืออาชีพเกิดความสงสัยฝีมือของตัวเองขึ้นปุ๊บ 
เขาจะคิดว่า “ไม่ ฉันจะไม่ยอมเสียเวลาเต้นเร่าๆ ไปตามเจ้าความคิดพวกนั้นสักนาที เพราะถ้าเผลอฟังเมื่อไร ต้องคล้อยตามและเสร็จมันแน่”

นักกีฬาก็ทำแบบนี้
ถ้าก่อนแข่ง ตอนนักวิ่งเข้าประจำที่ ดันมีความคิดว่า “ฉันไม่ดี ฉันไม่เก่ง ฉันวิ่งสู้คนอื่นไม่ได้” 
คือยังไม่ต้องรอออกตัวสตาร์ทหรอก แค่นั้นการแข่งขันมันก็จบแล้ว

ดังนั้น เวลาเกิดความคิดแบบนั้น มีเสียงพวกนั้นในหัว ก็ปัดๆ มันไปด้วยการนั่งลงเริ่มทำงาน มีแต่การลงมือทำงานเท่านั้นที่ขจัดเจ้าเสียงรบกวนพวกนั้นออกไปได้ 

4. นิยามความสำเร็จ
Q: คนอื่นจะมองคุณ Steven Pressfield ว่าเป็นนักเขียนโด่งดัง ประสบความสำเร็จแล้ว 
แล้วในมุมมองของตัวคุณ Pressfield เอง อะไรคือนิยามความสำเร็จ?

A: คุณจะรอดูกระแสตอบรับของตลาดมากำหนดว่าคุณสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ได้หรอกนะ งานดีคนไม่ชอบก็ถมไป สุดท้ายแล้วเราก็ต้องกลับมาเป็นคนตัดสินผลงานของตัวเอง

พอผมกลับมามองงานของตัวเอง ผมค่อนข้างจะชัดเจนนะ 
ผมบอกได้ว่าตรงนี้ไม่เวิร์ค ตรงนี้ไม่ดี ตรงนี้น่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ 
หรือถ้าตรงไหนที่มันดีจริงๆ ผมก็บอกได้ว่าตรงนี้เวิร์คมาก ดีจริงๆ เลยที่ถ่ายทอดมันออกมาแบบนั้น

มันเป็นกระบวนการสอนตัวเองไปเรื่อยๆ 
คือสอนตัวเองให้ตัดสินงานของตัวเองอย่างเป็นกลางไปเรื่อยๆ 
ผมคิดว่าการตัดสินตนเอง(Self-validation) เป็นคุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของการเป็นมืออาชีพ

คือโลกนี้มันกว้างใหญ่ ถ้าวันนึงคุณเขียนงานออกมา แล้วมองดูมันแล้วบอกตัวเองได้ว่า “สตีฟ งานดี ทำได้ดีมากวันนี้” ผมก็ไม่สนใจว่าใครหน้าไหนจะพูดยังไง ผมไม่แคร์ด้วยว่าใครจะเข้าใจผมไหม แต่ “สตีฟ นายทำดีแล้ว”



5. ความกลัวว่าตัวเองจะถูกสังคมมองไม่ดี
Q: คุณยังเจ็บปวดจากความกลัวว่าตัวเองจะถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไหม?

A: ไม่นะ ไม่แล้วล่ะ เมื่อก่อนน่ะใช่ แย่มาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่ละ
ผมคิดว่า Self-censorship เป็น Resistance ชนิดหนึ่ง

คนบางคนไม่กล้าที่จะเขียน ไม่กล้าที่จะก้าวล่วงเข้าไปเพื่อเขียนสิ่งที่เปราะบาง เพราะกลัวว่า ถ้าคนมาอ่านแล้วจะมองว่าตัวเองไม่ดี กลัวว่าจะมามองว่าเราเป็นคนแบบนั้นแบบนี้

มันก็มีหลายครั้งที่นั่งลงเขียนเมื่อวันอังคารอ่านแล้วก็รู้สึกแย่ชะมัด ก็เลยเอาวางทิ้งไว้ก่อน 
พอกลับมาอ่านอีกทีวันพฤหัส 
เฮ้ย! งานชิ้นเดิมแท้ๆ ทำไมตอนนี้อ่านแล้วมันดีงามขนาดนี้ล่ะเนียะ... นี่ก็เป็น Resistance

มันเป็น Resistance ชนิดที่บิดเบือนการตัดสินผลงานของตัวเองแล้วทำให้เรามองมันไปเป็นอย่างอื่น Self-censorship เป็นนิสัยแบบมือสมัครเล่น ต้องกำจัดออก




ขอพูดอะไรหน่อย จะหาว่าผมเป็นตาแก่ช่างสอนก็ได้ 
แต่ผมคิดว่านักเขียนจำนวนมาก กระทั่งนักเขียนที่ได้ตีพิมพ์แล้วและประสบความสำเร็จ 
คนพวกนี้มีจิตใจไม่เข้มแข็งพอ

ที่พูดนี้ผมไม่ได้หมายความว่าฝีมือเขาไม่ดี ไม่ใช่อะไรพวกนั้น 
ผมหมายถึงการจัดการสภาวะอารมณ์ 
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ตกอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย 
และผมก็ต้องตบๆๆ ตัวเองให้ตื่น 
ต้องเตือนตัวเองให้ทำตัวเป็นนักรบถึงจะเป็นนักเขียนได้
 
ด้วยหลายๆ เหตุผลนะ เป็นศิลปินมันยากกว่าเป็นนักรบเสียอีก 
เพราะที่สุดแล้วคุณก็ตัวคนเดียว 
คุณไม่ได้มีโครงสร้างองค์กร คุณไม่มีผู้บัญชาการสั่งให้คุณหันไปทางไหนทำอะไร 

ผมหมายความว่า 
ลองคิดดูสิว่าทุกเช้าที่ตื่นนอนขึ้นมา 
ไม่มีใครจ่ายเงินจ้าง 
ไม่มีใครลูบหลังให้กำลังใจ 
ไม่มีใครเอาแส้ฟาดหวดเราให้ไปทำงาน 
ไม่มีใครทำอะไรให้เราเลย 
และก็ไม่มีใครสนับสนุนให้เราก้าวหน้าด้วย 
คือครอบครัวก็คงช่วยด้วยส่วนนึง 
แต่คุณคงเข้าใจ ไม่ว่าใครจะใจดีกับเรามากแค่ไหนมันก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ 
ผมรู้ว่าคุณเข้าใจว่าผมพูดถึงอะไร

พอหมดวัน มันไม่มีใครมาชมว่า 
“เก่งมาก เยี่ยมไปเลย” 
“แกเจ๋งว่ะ ฉากนั้นเขียนโคตรยากเลย เขียนออกมาได้ดีชะมัด” หรือ 
“วันนี้ก็เปลี่ยนกระดาษเปล่าให้เป็นลายมือเขียนเต็มหน้าได้อีกวันนึงแล้วนะ เก่งมาก” หรือ 
“นี่ขนาดมีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว แต่ยังทำออกมาได้แจ่มขนาดนี้ นายมันเจ๋งว่ะ”

มันไม่มีหรอกนะ สิ่งเหล่านี้ 
เพราะสุดท้ายแล้ว ที่มีก็คือการอยู่กับตัวเราเอง 
ผมน่ะคิดเสมอเลยว่า การเป็นศิลปิน เป็นนักเขียน มันยากมากๆ 
ยากกว่าที่ใครเขาคิดไว้ไปเยอะเลย

คนก็จะคิดว่า "อ๋อ ก็พวกใช้ชีวิตงี่เง่าอยู่ตามบ้านนอก ปลูกกระท่อม นั่งจิบชา แล้วก็ชีวิตดีโลกสวยพวกนั้นไง มีวัวมีหญ้าข้างนอกบ้าน"
 
มันเป็นงั้นซะที่ไหนกันเล่า!

คุณอยู่ตัวคนเดียว เผชิญหน้ากับปีศาจข้างใน 
ผมน่ะค้อมหัวคารวะทุกคนที่ทำและผ่านมาได้ 
ใครก็ตามที่เขียนหนังสือจบและตีพิมพ์มันออกมา หรือทำอะไรในลักษณะนี้ 
พระเจ้าคุ้มครองคุณด้วยเถอะ 
ผมคนนึงล่ะที่ขอคารวะ





*****
พอดีได้ฟังคุณ Joanna Penn กับ Steven Pressfield คุยกันแล้วรู้สึกเป็นยาแรงดีค่ะ ก็เลยตั้งใจว่ายังไงก็อยากจะหยิบเอามาแบ่งปันใน storylog นะ คิดซะว่าเราฟังผู้อาวุโสที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเขาคุยกันแล้วกันนะคะ

สุขสันต์วันศุกร์
Happy Creating ทุกคนนะคะ *(^____^)* 

- Nat
25.05.2018



ป.ล. ใครฟังอยากฟัง Podcast แบบเต็ม เรียนเชิญได้เลย:
The Lion’s Gate, Fighting Resistance, and Mental Toughness for Writers with Steven Pressfield - June 18th 2014
https://www.thecreativepenn.com/2014/06/18/steven-pressfield/

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

1928
1 year ago
ขอบคุณนะ
Reply
nananatte
1 year ago
ยินดีจ้า :D
HYchicken
12 months ago
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจ Motivation มากๆครับ

Reply
nananatte
12 months ago
ใช่แล้วค่ะ คุณ HYchicken ก็สู้ๆ นะคะ :D