Y O U N G E R  S I S T E R (murmur)
เป็นการพิมพ์บ่นอะไรเล็กน้อยเกี่ยวกับคนในครอบครัวของผม
วกไปวนมา ดูงงๆ จนบางทีคุณๆคนอ่านอาจจะไม่ชอบใจ
ขอโทษนะครับ

ผมมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง
เธออายุน้อยกว่าผมสองปีเศษๆ
เราเป็นพี่น้องที่ดูไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่
และอาจดูไม่ค่อยลงรอยกันด้วยซ้ำไป

เธอชอบบ่นผม
ผมก็ชอบกวนเธอ

เธอเป็นพวกเด็กเรียนดี ทำอะไรก็เก่ง
ส่วนผมมันเด็กระดับกลางเกือบล่างด้วยซ้ำไป

อ่า บางคนที่อ่านคงคิดว่า
โอ้ ผมเอาหนังมาโมเมเป็นเรื่องของตัวเองเหรอ?
ไม่ครับ นี่คือเรื่องจริง

แต่พี่น้องส่วนใหญ่(เท่าที่ผมคิด)มันก็ต้องมีโมเม้นท์นี้กันอยู่แล้วหรือเปล่า
ที่ว่าโดนเปรียบเทียบเรื่องเรียนน่ะ

แต่ก่อนผมกับน้องเราสนิทกันมากนะ ไปไหนไปกัน
น้องสาวติดผมแจเลยล่ะ
ผมจะไปเที่ยวบ้านเพื่อน เธอก็ต้องมาด้วย
ผมไปค้างปีใหม่บ้านเพื่อน เธอก็มาด้วย
วันสงกรานต์ผมไปเล่นกับเพื่อน เธอก็มาด้วย

เราตัวติดกันแบบนั้น

แต่หลังๆมาเราเริ่มห่างกันไป

จากปกติที่ไปด้วยกันเธอก็เริ่มไปกับเพื่อนเธอ

ผมเข้าใจนะว่าเธอโตแล้วมันก็ต้องมีอะไรแบบนี้
ยอมรับด้วยว่าที่จริงผมก็แอบเหงา
ผมมีเพื่อนน้อยคน เพราะงั้นการที่เธอค่อยๆเฟดหายไปแบบนี้ผมก็รู้สึกโหวงๆเป็นธรรมดา

ตั้งแต่เด็กผมมักบอกกับแม่เสมอ

ทำไมต้องมีน้องด้วย

ไม่ชอบน้อง

ผมบอกไปแบบนั้นเพราะผมน้อยใจ
น้องไม่ว่าทำอะไรก็จะมีแต่คนคอยโอ๋ ส่วนผมไม่มีเลย
น้องทำอะไรคนก็ว่าดี ส่วนผมมีแต่คนเฉยชา
น้องสอบได้ที่ดีๆก็พากันไปฉลอง
ในขณะที่ผมสอบได้ที่ดีๆบ้าง เขาก็ถามผมว่าแล้วไงต่อ?

ผมอิจฉาเธอ

แต่แม่ก็มักตอบกลับมาเสมอ

รู้ไหม ถ้าน้องได้ยินน้องเสียใจนะ

แล้วผมไม่เสียใจเหรอ หัวใจผมมันเถียงกลับไปแบบนั้น
แต่สมองสั่งให้เงียบ

เราเป็นพี่ เราต้องรักน้อง

แล้วน้องรักผมบ้างไหม? หรือมองผมเป็นแค่พี่ห่วยๆคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรดีเลยนอกจากวาดรูป เขียนนิยายได้ สอบเข้าห้องโครงการสมัยมอต้นและมอปลายใหม่ๆแต่ได้อันดับกลางเกือบท้าย ต่างจากน้องที่สอบได้ที่ต้นๆ ซึ่งล่าสุดเธอสอบเข้าได้ที่หนึ่ง

ผมอิจฉาเธอที่ไม่ว่าทำอะไรก็ดีไปหมดเลย แต่ผมก็ต้องชะงัก

น้องทำแบบนี้เพราะเรานะ

เพราะผมเหรอ? ผมมองแม่อย่างไม่เข้าใจ
การที่เธอทำมันเพื่อผมยังไง
แม่ก็เล่าต่อไป มือก็เช็ดน้ำตาให้ผมไปด้วย

จนผมก็ได้เข้าใจ

น้องพยายามทำทุกอย่างที่ผมเคยทำ พยายามทำให้มันดีที่สุด
เพราะว่าเธอคิดว่าผมเป็นคนเก่ง
เธอพยายามสอบให้ได้ที่สูงๆเพราะกลัวว่าจะน้อยหน้า และกลัวว่าใครจะมาบอกผมว่า เฮ้ย ทำไมน้องมึงทำไม่ได้ อะไรแบบนั้น
เธอพยายามวาดรูปเพราะอยากทำได้เหมือนผม
เรียนศิลปะการต่อสู้ เพียงเพื่ออยากเรียนเป็นเพื่อนผม
และอะไรอีกหลายอย่าง

แม่บอกแบบนั้น ผมพยักหน้ารับรู้
แต่ผมก็ยังอิจฉาเธออยู่ดี

แม่บอกต่ออีก ผมคือเด็กที่มีพรสวรรค์ ไม่ต้องฝึกฝนอะไรก็ได้รับสิ่งที่ต้องการ
ส่วนน้องสาวของผมเปรียบเป็นดั่งพรแสวง ในเมื่อไม่มีพรสวรรค์เธอก็จะฝึกฝนเพื่อให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการ
จนเป็นดั่งปัจจุบัน

เปรียบง่ายๆคือการที่ผมสามารถเรียนรู้อะไรหลายอย่างได้เร็ว
แต่น้องผมเป็นคนเรียนรู้ช้าจนถึงขั้นช้ามาก

ผมมันเป็นพวกไม่พยายามทำอะไร ว่าง่ายๆคือขี้เกียจ ผมเลยอยู่ไทป์กลางเอนไปทางด้านล่าง
แต่กลับกัน น้องผมเรียนรู้ช้าล่ะอย่างที่บอก แต่เธอมีความพยายามอย่างสูงส่ง จนมันทำให้เธอมาอยู่จุดนี้

ผมนับถือเธอ

อิจฉาเธอ

ได้แต่หวังว่าผมจะทำอะไรให้เธอได้บ้าง
ไม่ใช่เป็นพี่ที่น่าอายให้เธอไปวันๆ

ผมพยายามแล้ว
พยายามทำทุกอย่าง

แต่เหมือนถ้อยคำด้านลบมากมายจากผู้คนรอบข้าง
เพื่อนร่วมชั้น ครูอาจารย์ มีแต่กดให้ผมต่ำลง

จะทำได้เหรอ

อายน้องตัวเองบ้างไหม

และอีกสารพัดสิ่งที่ผมพยายามไม่เก็บมาคิดในหัว

แต่หารู้ไม่ว่าอันที่จริงผมสะสมมันไว้ในใจตลอดมาโดยที่ไม่รู้ตัว
จนในที่สุดก็บู้ม มันระเบิดออก

ระหว่างทางกลับบ้านผมนั่งร้องไห้

เล่าเรื่องราวถ้อยคำดูถูกที่ได้รับให้แม่และพ่อได้ฟัง

สะอื้นฮั่กจนพูดไม่เป็นคำ

แม่ผมโกรธมาก โกรธจนร้องไห้ เมื่อถึงบ้านแล้วเธอคว้าผมมากอดไว้แน่น
ไม่หรอกครับ ไม่ได้โกรธผม
แต่โกรธคนที่พูดจาร้ายๆเหล่านั้น

ถ้อยคำพวกนั้นมันทำให้ผมเป็นสิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้า
ผมพึ่งไปตรวจกับแพทย์เมื่อปีก่อนนี่เอง จากที่มันมีอาการมาตั้งนาน
ผมอาศัยอยู่ในทะเลแห่งความรู้สึกที่มีความลึกมากกว่า 10,911 เมตรจากระดับน้ำทะเลมาร่วมหลายปี ซึ่งปัจจุบันผมก็ยังอยู่ในนั้น

ตอนนั้นผมหยุดร้องไห้ไปแล้ว และผมบอกแม่ว่าไม่เป็นไร ผมชินแล้ว ผมชินชา...
เพราะผมได้ยินคำพูดเปรียบเทียบตัวผมเองกับน้องมาตั้งแต่ผมยังประถมแล้วล่ะ

แต่ยอมรับนะ

อันที่จริงไม่ใช่เลย

ผมไม่ชิน

ทุกครั้งที่ได้ยินผมยังคงรู้สึกเหมือนมีคนเอามีดมากรีดซ้ำๆที่หัวใจ

เจ็บนะ แต่ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มและบอกว่าไม่เป็นไร ผมโอเค

แม้คำพูดของพวกเขาจะเป็นการผลักและไล่ผมให้ฆ่าตัวตายทางอ้อมก็ตาม

จำไว้เลย ถ้าเกิดผมทำก็คงเพราะแรงจากพวกเขานั่นล่ะ


เอาล่ะกลับเข้าเรื่องกันต่อ
หลังจากที่ผมบอกกับแม่แบบนั้นเสร็จ แม่ก็ออกจากห้องไปและบอกกับผมว่าแม่รักผมมากนะ
ผมพยักหน้ารับและบอกตอบ มือกางหนังสือแนวข้อสอบแล้วนั่งทำไปเรื่อย

จนกระทั่งน้องสาวเคาะประตูเพื่อมาดูหน้าผม

เธอถามว่าผมเป็นยังไงบ้าง ถามสารทุกข์สุขดิบ

ผมทำตัวเข้มแข็ง เป็นพี่ห้ามอ่อนแอ
ไม่อย่างนั้นผมจะปกป้องน้องสาวได้อย่างไร

ผมบอกไป ผมโอเค
เธอพยักหน้ารับแต่สีหน้าดูไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่

ซึ่งผมก็ไม่ได้อะไรนักหรอก ช่างมันเถอะ

ความสัมพันธ์ของพวกเรามันก็แบบนี้ล่ะครับ
ดูไม่ค่อยสุงสิงกันเท่าไหร่

ผมเคยคิดว่า ถ้าผมไม่มีน้องผมก็อยู่ได้นะ
ผมไม่รู้สึกอะไรหรอก ก็แค่น้องไม่ใช่เหรอ

พ่อเคยถามผม รักน้องไหม?
ผมไม่ตอบ มีแต่ยิ้มส่งไปและยักไหล่

พ่อเคยถามน้องเช่นกัน รักพี่ไหม?
น้องผมก็ไม่ตอบ ทำเป็นหูทวนลมไม่สนอะไร

ผมเลยคิดว่า โอเค
พวกเราไม่ได้รักกันเลย
คงเป็นแค่พี่น้องในนาม ไม่ได้รักกันอย่างที่ควรเป็น

ผมคิดแบบนั้นนะ

แต่ผมคงคิดผิด

มันมีรับน้องครับ เขามีทุกเที่ยง ผมเป็นพี่ปีสูงสุดเลยไม่ค่อยได้ทำอะไร
ปล่อยให้รุ่นน้องผมปีนึงรับน้องใหม่ไป(น้องใหม่ที่ว่าคือรุ่นของน้องสาวผมเอง)

แต่เพื่อนส่งข้อความมาหาผมตอนที่ผมกำลังกินข้าวอยู่
มันเด้งเป็นChat head แต่ผมยังไม่ได้กดเข้าไป

ข้อความพื้นหลังสีฟ้าเด้งมาทำเอาผมช็อค

มึง
มาดูน้องมึงหน่อย น้องมึงไม่โอเค
หน้าห้องA

คุณรู้ไหมครับ ผมยัดฮอทดอกทั้งไม้เข้าปากตั้งแต่เห็นคำว่ามาดูน้องมึงหน่อยแล้ว
มือรวบถุงลูกชิ้น(นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่าข้าวกลางวัน) รีบเคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากลงคอ
มือคว้าขวดน้ำมาดื่ม สำลักช่างแม่ง น้องกูสำคัญกว่า

พักนึงหลังผมกินเสร็จ ไม่ถึงห้านาที
น้องสาวผมโทรมาหา
น้ำเสียงสั่นเครือจนทำให้ผมรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ ถูกกระชากไปทิ้งที่พื้นแล้วขยี้ซ้ำ

พี่อยู่ไหน?

น้องผมพูดแค่นั้น แล้วสายก็ตัดไปหลังจากที่ผมตอบเธอ พี่กำลังไป
แต่ไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ
มันยิ่งทำให้ผมร้อนรน

มือกระชากหูฟังที่สวมออก
คุณ
ผมทำหูฟังพัง สายหูฟังขาดคามือผมเลย

ผมรีบวิ่งลงจากตึกตัวเองทั้งที่พื้นมันลื่น ขอบบันไดก็เป็นปลายมน
รองเท้าก็ไม่สวม

ตอนนั้นผมรู้สึกแค่ว่า เหี้ย น้องกูเป็นอะไร กูจะไปหาน้อง
ในหัวผมมีแค่นั้น ไม่คำนึงถึงความลอดภัยตัวเองด้วยซ้ำ

ไม่สนว่าตัวเองจะต้องตกบันได หกล้มตามพื้นคอนกรีต
ผมสนแค่ผมจะวิ่งไปหา จะเหยียบน้ำเหยียบดินจนคราบเต็มถุงเท้าผมก็ไม่แคร์

น้องต้องการผมเป็นที่พึ่งในตอนนี้

พอมาถึงผมรีบเดินเข้าไปทันที ผมกวาดสายตามองหาน้องให้เร็วที่สุด พยายามโฟกัสหาน้องให้เจอให้เร็วมากที่สุดเท่าที่คนสายตาสั้นร้อยเกือบสองร้อยที่ลืมสวมแว่นลงมาแบบผมจะทำได้

จนในที่สุดผมก็เจอ

น้องผมนั่งอยู่ตรงพื้นข้างเสา
ใบหน้าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

ผมทรมานที่เห็นน้องเป็นแบบนั้น

เพื่อนทักผมก็ไม่สน ผมรีบเข้าหาน้องแล้วคว้ามากอด
เพียงแค่เราสัมผัสกัน
แค่ผมโอบน้องไว้ แค่น้องเอาหน้าซบไหล่ผม

เธอก็ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน

มันไม่โอเค น้องอยากอ้วก มันอึดอัด

แล้วเธอก็สะอื้นมากกว่าเดิม เสียงที่ได้ยินแต่ละครั้งเหมือนเข็มร้อยมาลัยแหลมๆแทงเข้ามาในใจผมซ้ำๆ
ถ้าน้องร้องไห้เพราะรู้สึกเจ็บ

ผมก็คงรู้สึกเจ็บยิ่งกว่า

เจ็บที่ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากทำหน้าโง่กอดน้องไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่ผมทำได้

มือผมลูบหลังลูบหัวน้องหวังว่าให้น้องหยุดร้อง
แต่ไม่เลย เธอยังคงร้องอยู่แบบนั้น

ผมเจ็บ

แต่ต้องทน

ผมต้องเป็นที่พึ่งให้เธอ เพราะตอนนี้เธอกำลังอ่อนแอ

น้องสาวที่มักแสดงท่าทีแข็งแกร่งให้ผมเห็นกำลังอ่อนแออย่างหนัก
ผมต้องเป็นที่พึ่ง
เพราะที่นั่นตอนนั้น
นอกจากผมแล้วเธอก็ไม่ได้ไว้ใจใครมากพอที่จะร้องไห้หรืออ่อนแอใส่ได้สักคน

ผมพาน้องกลับไปที่ห้องของตัวเอง
เดินไปเปิดพัดลมให้อากาศถ่ายเท ผมรู้ว่าน้องเป็นแบบนี้เพราะเครียด
อาการเหมือนผมเปี๊ยบ ตอนผมอายุเท่าเธอผมก็ได้ทำแบบนั้น และมีอาการแบบนี้เหมือนกัน

แต่ตอนนั้นผมมีคนดูแล
มีพี่ปีสูงกว่าผมรีบตามมาคอยทำนั่นนี่ให้ทันที

แต่กับน้องผมนี่ไม่เลย ไม่มีใครตามออกมา
เพื่อนผมก็ไม่รู้ทำอย่างไร สุดท้ายเลยรีบตามผมที่อยู่อีกตึกมาดู

ผมยังคงกอดน้องเอาไว้ในห้องนั้น
ให้น้องซบลงที่อกผม ส่วนผมก็ก้มพิงน้องไปด้วย
น้องยังคงร้องไห้ไม่หยุด
มือผมก็ยังสั่นไม่หยุดเช่นกัน

ผมได้รับรู้และเข้าใจอีกครั้ง

ผมเข้าใจผิดไปจริงๆ

เราไม่ได้ไม่รักกัน

เรารักกันมากหากแต่แสดงออกใส่กันไม่ถูกวิธีต่างหาก
รวมไปจนถึงอาจจะอายๆกันด้วยที่จะพูดว่ารักกัน

แต่หากสังเกตุดีๆ ผมว่าการกระทำเล็กๆน้อยๆของผมและเธอมันเป็นการบอกรักกันได้อยู่นะ
ยกตัวอย่างก็คงมีที่ว่า

วันที่เธอออกไปข้างนอกและผมนอนอยู่ เธอรู้ผมนอนดึก เธอก็จะแปะโพสอิทบอกถึงสิ่งที่ต้องทำต่างๆโดยไม่ปลุกขึ้นมา ปล่อยให้ผมนอนพักและมาอ่านโพสอิทที่แปะไว้เอง

ส่วนผมเหรอ คงเป็นพวกที่ว่าคอยดูแลห่างๆอย่างห่วงๆมากกว่า
วันไหนที่ผมตื่นเช้าแล้วเราอยู่บ้านกันสองคนโดยที่น้องยังไม่ตื่น ผมจะชอบไปทำข้าวเช้าไว้ให้ เป็นของง่ายๆอย่างพวกไข่ตุ๋นบ้างอะไรบ้าง หรือบางทีก็ซื้อขงเล็กน้อยมาฝากซึ่งเป็นของที่น้องชอบ

การกระทำพวกนี้เป็นการกระทำเล็กๆที่ผมไม่ค่อยสังเกตุมันเลยไม่รู้ล่ะมั้ง

อืม...คงงั้นล่ะ

ผมมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง

เธออายุน้อยกว่าผมสองปีเศษๆ

เราเป็นพี่น้องที่ดูไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่

และอาจดูไม่ค่อยลงรอยกันด้วยซ้ำไป


แต่อันที่จริงไม่ใช่หรอก
พวกเรารักกันดี

แค่ไม่ค่อยแสดงออกใส่กันเท่านั้นเอง
SHARE

Comments

KMbestp-
7 months ago
โห เราก็มีน้องอ่านแล้วจะร้องไห้เลย
Reply