นิทานมหัศจรรย์ พ่อมดแห่งออซ
      
แม้เรื่องราวที่อาจดูธรรมดาเรียบง่าย ก็อาจจะเป็นเรื่องราวที่ประดับใจน่าจดจำที่สุดก็ได้ 
        ณ ที่โรงเรียนประธมแห่งหนึ่ง ครูสาววิชาภาษาอังกฤษประจำชั้นประธมหก จะสอนหนังสือให้เสร็จก่อนเวลาเลิกเรียนสิบนาทีทุกครั้ง เพราะนั่นเป็นเวลาที่เด็กนักเรียนทุกคนต่างตั้งตายิ้มรอคอย เมื่อครูสาวหยิบหนังสือนิทานขึ้นมาให้เห็นหน้าปกอยู่หน้าชั้น พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตรที่กล่าวว่า “นักเรียนทุกคนเรียนเสร็จแล้ว อยากฟังนิทานสนุกๆไหมจ๊ะ” เมื่อนั่นเหล่านักเรียนเด็กก็พากันส่งเสียงตื่นเต้นไปทั่วห้องเรียน รบเร้าให้อ่านเรื่องที่สนุกๆบาง ชักถามว่าจะเล่าเรื่องอะไรบาง แล้วเสียงเซ็งแซ่ทั่วทั้งห้องก็เงียบลง เมื่อครูสาวเริ่มกางหนังสือให้เด็กๆเห็น และเล่านิทานด้วยน้ำเสียงสดใสกังวานและมีจังหวะจะโคนที่ไพเราะราวกับต้องมนต์ “นิทานที่ครูจะเล่าในวันนี้คือ “พ่อมดแห่งออซ” นะจ้ะ ทุกคนรู้จักกันหรือเปล่า” นิทานเรื่องนี้ต้องเคยผ่านหูผ่านตาอยู่แล้ว เรื่องราวของโดโรธีกับเจ้าหมาโตโต้และเพื่อนมหัศจรรย์ทั้งสามที่ร่วมออกเดินทางตามหาพ่อมดแห่งออซ และพบว่าเขาเป็นเพียงนักมายากลที่หลอกลวง ถึงกระนั้นแม้เรื่องราวที่อาจดูธรรมดาเรียบง่าย ก็อาจจะเป็นเรื่องราวที่ประดับใจน่าจดจำที่สุดก็ได้

        หนู C เป็นคนขี้อาย ไม่มีเพื่อนไม่รู้จักใคร ตอนนี้กำลังเดินบนข้างถนนกลับบ้านหลังโรงเรียนเลิกอย่างโดดเดี่ยว ท้องฟ้ายามเย็นมืดครึ้มไม่ต่างจากหัวใจเธอ ทันใดนั้นเอง จู่ๆท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็กลายเป็นสีฟ้าสดใส รอบตัวปรากฏป่าไม้ต้นไม้ตระง่านสูงใหญ่ และพื้นที่เหยียบอยู่ก็กลายเป็นทางเดินอิฐสีเหลือง หนู C รู้สึกอัศจรรย์ใจเหลือบรรณยาย แต่ตื่นตระหนกเหลือเกินเช่นกัน แม้รู้สึกกลัวว่าที่ต้องหลงทางคนเดี่ยว เธอก็มุ่งหน้าเดินตามทางอิฐสีเหลืองราวกับยังเป็นทางเดินกลับบ้านตัวเอง และเธอก็ยังไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะยังได้พบกับเพื่อนน่ารักสามคนระหว่างทาง พบหุ่นไล่กาน่าสงสารถูกแขวนบนเสา จึงช่วยเขาลงมาตามคำขอร้อง พบหุ่นดีบุกยื่นแข็งทื่ออย่างทรมาน จึงหยิบเอาขวดน้ำมันใกล้มือหยดตามข้อต่อให้ขยับได้อีกครั้ง และแม้กระทั่งพบสิงโตขี้ขลาดที่ขู่คำรามใส่เธอและเพื่อนๆจนตัวเองตะโกนต่อว่าใส่ ทั้งที่ตัวเองไม่เคยทำกับใครมาก่อน พอเห็นมันหมอบตัวสั่นเถา จึงลูบหัวเป็นการปลอบให้หายกลัว ถึงหนู C ถามพวกเขาเรื่องทางกลับบ้านแต่พวกเขาไม่สามารถตอบได้ นอกจากว่าพ่อมดแห่งออซผู้ปกครองนครมรกตจะต้องช่วยเหลือพวกเธอได้แน่นอน เพื่อนใหม่ทั้งสามยินดีร่วมทางเป็นเพื่อนด้วยกับหนู C ด้วยความหวังว่าเขาจะทำให้ตัวเองสมปรารถนา หุ่นไล่กาต้องการสมอง หุ่นดีบุกต้องการหัวใจ และสิงโตต้องการความกล้า

        เวลาผ่านไปรวดเร็วราวเพียงชั่วครู่ แล้วพวกเขาทั้งสี่ก็มาถึงนครมรกตที่สุดทางเดินอิฐสีเหลือง แล้วยังได้พบกับพ่อมดแห่งออซ ซึ่งเป็นชายชราร่างเตี้ยท่าทางใจดี สวมชุดสูทและหมวกทรงสูงคล้ายนักมายากล เขาตั้งเงื่อนไขว่าจะทำให้ทุกคนสมปรารถนา เมื่อพวกเขาปราบแม่มดดำชั่วร้ายทางทิศตะวันตกให้จงได้ บางอย่างเกี่ยวกับเขาทำให้หนู C รู้สึกคุ้นเคยคล้ายได้ยินผ่านหูมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออกว่าคืออะไร หนู C และพ้องเพื่อนจึงเดินทางมาถึงปราสาทสีดำทะมึนของแม่มดดำทิศตะวันตก ซึ่งสูงตระงานท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด พวกเขาทั้งสี่ต้องเผชิญหน้ากับลูกสมุนร้ายของแม่มดดำที่ส่งมาโจมตีขัดขวาง นางส่งฝูงผึ้งมารุมโจมตี หุ่นไล่กาดึงเอาฟางจากร่างตัวเองมาปกคลุมหนู C กับสิงโตเพื่อป้องกันไม่ให้เหล็กในทิ่มแทงผิวหนัง นางส่งฝูงหมาป่ามาขับไล่ หุ่นดีบุกกวัดแกวางขวานตัดหัวพวกมันทุกตัวอย่างรวดเร็ว นางส่งกองทหารมาจัดการ สิงโตคำรามเสียงดังลั่นอย่างดุร้ายจนพวกเขาพากันตกใจและวิ่งหนีแตกกระเซ็น แต่เมื่อนางปรากฏตรงหน้าพวกเขา แล้วหยิบหมวกทองวิเศษใช้แสกฝูงลิงติดปีกออกมาจำนวนมากมาย พวกมันรุมฉีกร่างหุ่นไล่กาเป็นชิ้นๆ ทุบตีหุ่นดีบุกจนบุบบีบบู๊บี และช่วยกันจับสิงโตโยนเข้าไปในกรงเหล็ก เหลือแต่หนู C ตัวคนเดี่ยว สิ้นหวังหมดหนทาง เพื่อนร่วมทางที่ช่วยเหลือเธอจนถึงตอนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายและไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย จากนั้นพวกเธอทุกคนต้องจะแพ้ 

        “ไม่!” หนู C ตะโกนร้องในทันใดนั้นเอง ตรงกลางแผ่นหลังเธอมีปีกสีเหลืองอร่ามสง่างามงอกออกและสยายออกกว้างใหญ่กว่าร่างเธอสองเท่า ปีกคู่นั้นยกตัวหนู C ลอยสูงขึ้นเหนือพื้น แล้วกระพือปีกแรงๆเพียงหนึ่งครั้ง ส่งคลื่นแสงกระจายเป็นวงกว้าง สาดใส่ลิงติดปีกทั้งฝูงจนสลายเป็นผุยผงเหลือแต่ธาตุอากาศ ท่ามกลางความตกตะลึงของแม่มด แล้วด้วยความพลังอันแรงกล้าที่ไม่เคยมีมาก่อน ปีกของเธอก็กระพือซ้ำ ๆอย่างมุ่งมั่นมีความหวัง แปล่งแสงสว่างเจิดจ้าใหญ่สวยงาม สาดส่องแม่มดดำจนทั่วทั้งร่างต้องแสง พร้อมใบหน้าที่บิดเบี้ยวร้องโหยหวนทรมาน และร่างกายของนางก็ละลายเป็นน้ำจนระเหยเป็นไอ และทันใดนั้นเอง ปราสาทสีดำน่ากลัวก็พลันเปลี่ยนเป็นปราสาทสีเหลืองอร่ามสวยงาม ท้องฟ้าที่มืดสนิทก็แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสดใสมีสายรุ้งที่วาดผาด และทุกสิ่งในอาณาจักรรอบนอกปราสาทก็กลับมาสงบสุขและรื่นเริงอีกครั้ง จากนั้นหนู C จึงสยายปีกออกเพื่อเปล่งแสงไล่อาบเพื่อนทุกคน ช่วยหุ่นไล่กาที่ถูกฉีกกระจายให้กลับมาร่วมตัวเป็นร่างกายที่สมบูรณ์ ช่วยหุ่นดีบุกในสภาพบุบบีบเสียหายได้รับการซ่อมแซมจนกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม และช่วยปลดปล่อยสิงโตที่ถูกขังในกรงเหล็กให้ออกมาเป็นอิสระ
  
เส้นทางกลับบ้านของเธออยู่บนท้องฟ้านี้แหละจ๊ะ
        ณ ปราสาทที่กลับคืนสู่อิสรภาพจากอำนาจของแม่มดทิศตะวันตก หนู C หุ่นไล่กา หุ่นดีบุก และสิงโตเดินออกมาอยู่หน้าปราสาท ประชาชนมากมายออกมารออยู่ข้างทางเดินปราสาท กล่าวต้อนรับแสดงความยินดีต่อเธอและเพื่อนๆที่ต่างปลื้มปิติดีใจ แล้วพวกเขาต้องแปลกใจพบว่าตรงหน้าพวกเขา คือพ่อมดแห่งออซยืนรออยู่ด้วยรอยยิ้มยินดีชื่นชม “ขอแสดงยินดีด้วย ที่สามารถปราบแม่มดชั่วร้ายเพื่ออิสรภาพให้กับอาณาจักรทิศตะวันตกสำเร็จ แต่ฉันมีเรื่องหนึ่งที่พวกเธอไม่รู้” วินาทีนั้นร่างของพ่อมดก็เปล่งแสงเจิดจ้า ประจักษ์ต่อสายตาที่เหลือเชื่อของหนู C และเพื่อนๆ แล้วจากชายแก่คนหนึ่งก็เปลี่ยนกลายเป็นผู้หญิงใจดี ไว้ผมยาวสีแดงเข้ากับดวงตาสีฟ้า และสวมชุดกระโปรงสีขาวสวยงามระยิบระยับ “ฉันคือแม่มดทิศใต้ ยินดีที่ได้รู้จัก” นางกล่าว “แม้ฉันจะมีพลังวิเศษนานัปการ แต่แม่มดดำทิศตะวันตกนั้นชั่วร้ายเกินกว่าจะเทียบเคียงได้ นอกจากคุณงามความดีเท่านั้น แต่ยังต้องการหลายสิ่งหลายเพื่อเติบโตงอกงาม ที่ฉันต้องขอบคุณจริงๆก็คือหนู C นี้แหละจ๊ะ เธอเก่งมากที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่เพียงใด” จากนั้นแม่มดขาวก็มอบรางวัลสมควรตามข้อตกลง นางมอบม้วนคัมภีร์ให้หุ่นไล่กาสอดเข้าไปในหัวตัวเอง นางมอบสร้อยคอจี้รูปหัวใจให้กับหุ่นดีบุกคล้องใส่ และนางมอบขวดน้ำยาแห่งความกล้าให้กับสิงโตดื่ม “แล้วของหนูล่ะค่ะ หนูได้กลับบ้านไหม” หนู C ถามอย่างกังวล “อย่ากังวลไปเลย เส้นทางกลับบ้านของเธออยู่บนท้องฟ้านี้แหละจ๊ะ ดูที่หลังบนเธอสิ” หนู C หันมองดูหลังตัวเอง ปีกสีเหลืองคู่ใหญ่ยังคงสยายออกกว้างพลางขยับเบาๆ “เธอมีพลังเป็นของตัวเองแล้ว จากนี้ไปเธอจะต้องบินขึ้นท้องฟ้าให้สูงที่สุดด้วยตัวเอง และขอแค่เชื่อมั่นในพลังของเธอ สิ่งนี้ก็จะนำทางให้เอง” และแล้วหลังจากที่หนู C ได้กล่าวอำลาเพื่อนทั้งสามที่ร่วมเส้นทางเดี่ยวกับเธอ หนู C สูดลมหายใจลึกพร้อมกางปีกให้กว้างที่สุด ก่อนจะกระพือปีกพุ่งทะยานขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว และก็บินสูงเรื่อยๆเหมือนไร้ที่สิ้นสุด แต่พร้อมด้วยใจที่เต็มเติมด้วยอุ่นไอแผ่ซ่านเป็นพลังโชติช่วง

        หนู C รู้สึกว่าทุกอย่างมืดมืดไร้เสียง ก่อนจะค่อยๆขยับเปลือกตาจนลืมขึ้นมา พบร่างตัวเองนั่งบนโซฟาในห้องนอนของเธอ ปกติหนู C จะแอนตัวนั่งโซฟาที่ประจำทุกครั้งที่กลับจากบ้าน แต่ตอนนี้เธอจำไม่ได้เลยว่านั่งพลอยหลับตั้งแต่เมื่อไหร่และนานแค่ไหน ยิ่งนึกเท่าไหร่ก็มีแต่ความทรงจำเลือนรางคล้ายความฝัน เหลือแค่ความรู้สึกอบอุ่นในใจเธอ เมื่อใช้สองฝ่ามือแตะที่กลางอก ก็พบว่ามันสว่างไสวไม่แผ่วจาง จนรู้สึกถึงพลังที่ลุกโซนจากภายใน


 
SHARE
Writer
PennyTales
Writer
ความฝันคือชีวิตจริงที่เป็นอยู่ ยิ่งเป็นที่น่าจดจำเท่าไหร่ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

Comments