To The Land Of Neverdiscover II
เฟลส เรนนี

   ชื่อของดินแดนแปลกประหลาดที่ผมไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร อาทิตย์ครึ่งเสี้ยวกับหอคอยคู่ปล่อยลำแสงสีม่วงทะลุฟ้า โลกปกติคงไม่มีของพรรค์นี้

   พลบค่ำในเฟลส เรนนี ผมถามทุกอย่างจากสาวดวงตามรกต เธอมีชื่อว่า'เวอร์เด' เราสนทนากันอย่างยืดยาวจนมาถึงป่านนี้ คำถามมากมายโยนใส่เธอ น่าแปลกที่เธอยินดีตอบทุกอย่าง 

   เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผมไม่ได้เกี่ยวเธอมาจากผับที่ไหน ความจริงมันแย่ไปกว่านั้นอีก เธอบอกว่าผมเองเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่นี่ เรารู้จักกันมานานมาก เธอไม่แน่ใจนักว่าเริ่มต้นเมื่อไหร่ แต่เราเป็นเพื่อนสนิทกัน!  มาถึงขั้นนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมหรือเธอที่บ้ากันแน่ หากเธอเสียสติกุเรื่องขึ้นมาแล้วดินแดนประหลาดนี่คืออะไร ส่วนถ้าเธอพูดเรื่องจริง ความเป็นจริงที่ผมประสบมาตลอดชีวิต ความทรงจำกว่ายี่สิบสี่ปีของผมเป็นเรื่องโกหกอย่างนั้นหรือ

   หอคอยคู่ดึงดูดความสนใจผมได้มากที่สุด ดูเหมืิอนไม่มีใครรู้ที่ไปที่มาของมัน และไม่สามารถเข้าถึงได้ ภูเขาชันที่รายล้อม ไม่มีใครออกจากกำแพงปราการธรรมชาตินี้ได้มาก่อน ที่สำคัญกว่านั่นไม่มีใครคิดจะออกด้วย 

   ชาวบ้านถือตะเกียงสรรจรกันอย่างเบาบางบนถนนอิฐสีเทา ตรอกซอยดั่งเขาวงกต หากมาคนเดียวไม่มีเวอร์เดมาด้วย ผมคงไม่ได้กลับไม่ถูก ผู้คนในบ้านเรือนจุดไฟตะเกียงส่องแสงนวลอุ่นผ่านช่องหน้าต่าง ส่วนใหญ่ไม่ได้ปิดม่าน สามารถมองเห็นกิจกรรมในยามพลบค่ำของชาวเฟลส เรนนี บางคนนั่งจิบชาสบายอารมณ์ตั้งวงสนทนาในครอบครัวไม่ก็เพื่อนฝูง เด็กๆได้รับนมร้อนที่ต้มในเตาผิง ไอนมลอยหมุนเป็นเกลียวเห็นชัด ผมถึงกับได้กลิ่นหอมแม้จะอยู่ข้างนอกนี่ รอยยิ้มน้อยใหญ่ประทับอยู่บนใบหน้าชาวบ้าน ทุกคนช่างมีความสุขเหลือเกิน คงดีไม่น้อยที่ผมจะมีส่วนร่วมในภาพที่เห็นผ่านกรอบหน้าต่าง

   เวอร์เด เพื่อนสนิทผมบ๊อบสีบรอนด์เงินที่ผมไม่เคยรู้จัก บอกเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้หลายต่อหลายอย่าง แต่ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย อาจเป็นเวลาเหมาะสมแล้วก็ได้ ท่ามกลางแสงไฟตะเกียงของสองข้างถนน

   "เวอร์เด เธอไม่กลับบ้านไปหาครอบครัวเหรอ ดูเหมือนเวลานี่จะเป็นเวลารวมพลนะ" ผมถาม

   "ฉันไม่มีใครให้กลับไปหรอก" สีหน้าเธอหมองลงเล็กน้อย

   "เราก็เหมือนกันสินะ ผมอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่อายุสิบสอง ทั้งพ่อและแม่ก็เสียไปหมดแล้ว" 

   "ฉันรู้ ยังดีที่นายยังไม่ลืมเรื่องนั่น" เธอตอบ ให้ตายเถอะแม้ในโลกนี้ผมก็ยังตัวคนเดียวหรือนี่ การมีตัวตนของผมช่างน่าเศร้ายิ่งนัก

   "ถ้างั้นเราก็อยู่ด้วยกันสองคนตลอดงั้นเหรอ" 

   "ไม่ สามต่างหาก" 

   เอาละ ชีวิตของตัวผมในอีกโลกหนึ่ง ดูเหมือนจะดีกว่าเป็นไหนๆ ความโดดเดี่ยวเคยเป็นเพื่อนสนิทที่แย่มาตลอด การได้รู้ว่ามีใครอีกสองคนร่วมผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาด้วยกัน ทำให้อุ่นใจอย่างที่สุด
มากันแล้วหรือ
   เสียงแหบแห้งของชายแก่มาจากด้านหลัง ผมหันตามสัญชาตญาณ ปรากฎร่างชายสูงอายุในชุดยามรักษาการยุคล่าอาณานิคม เสื้อคลุมยาวลุ่มล่ามสีกรมท่าสวมทับด้วยเกราะเหล็กบางบู้บี้ มือสองข้างถือหอกและตะเกียงอย่างละข้าง ผมยังเห็นหน้าเขาไม่ถนัดนัก

   "สวัสดีคะ ลุงเฮิร์บ" เวอร์เดเดินตรงเข้าหายามชรา "ดูสิว่าเธอจะจำเขาได้มั่ย" เธอหันกลับมาพูดกับผม แน่นอนผมจำเขาไม่ได้ ส่ายหน้าตามระเบียบ

   "เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ? " ลุงที่ชื่อเฮิร์บถาม

   "เขาความจำเสื่อมคะลุง ตอนนี้จำอะไรไม่ได้เลย น่าเป็นห่วงมาก" เวอร์เดพูด

   "จริงหรือนี่! " ผู้เฒ่าแสดงท่าทีแปลกใจ เขามองพินิจเป็นการณ์ใหญ่ เดินช้าๆเข้ามา ตาหรี่เล็กเพ่งมอง ลุงเฮิร์บเหมืิอนชายแก่โดยทั่วไป ใบหน้าเรียวยาวที่เหี่ยวย่นกะอายุได้ราวเจ็ดสิบปี คุณสามารถสัมผัสได้ถึงจิตใจที่ดีงามผ่านใบหน้านี้ได้เลย เขาเหมือนกับซานต้าที่ผอมกะหร่อง "ไหนบอกลุงหน่อยสิ ว่าความจำล่าสุดของเธอคืออะไร"

   "ผมไปดื่มที่บาร์ใกล้กับที่พักตามปกติ" ผมพยายามพูดให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ที่จริงผมจำได้ว่าผมดวดไฮเนเก้นคนเดียวเป็นโหล นั่งฟังเพลงคลาสสิคร๊อคสลับกับบลูส์ ตามแบบฉบับร้านของไบค์เกอร์ที่มีเจ้าของเป็นฝรั่ง แต่ถึงจะอธิบายไปพวกเขาก็ไม่น่าเข้าใจในรายละเอียด 'เดือน'ยังไม่รู้จักเลย "ดื่มเยอะมาก จนเมาไม่ได้สติ ตื่นมาก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ไหน" ผมพูดให้รวบรัดที่สุด

   "เธอแน่ใจนะว่านั่นคือทัั้งหมดทีี่เธอจำได้" ลุงเฮิร์บมองผมอย่างพิจารณามากเป็นพิเศษ

   "ครับ ทุกอย่างที่จำได้"

   "เธอจำได้ว่าเมื่อคืนเธอไปทำอะไรมา แต่จำพวกเราไม่ได้อย่างงั้นหรือ? " 

   "ผมจำได้ทุกอย่าง ยกเว้นเฟลส เรนนีและทุกคนที่นี่" 

   ลุงเฮิร์บเกาเคราใต้คางอย่างครุ่นคิด สีหน้าเป็นกังวล "ต้องเป็นฝีมืิอเงาเร่ร่อนแน่ๆ"

   "เงาเร่ร่อน! "อะไรอีกละเนี่ยะ มีสิ่งที่ผมไม่เข้าใจมากเกินไป ชื่อของมันไม่น่าฟังเอาซะเลย

   "นั่นสินะ! ต้องเป็นมันเท่านั้น"เวอร์เดพูด"ฉันเดาว่าเธอคงไม่รู้ละสิว่ามันคืออะไร" เธอหันมาหาผม

   "มันเป็นร่างเงาที่หลอกหลอนผู้คนในเมืองยามค่ำคืน เวลาเที่ยงคืนตรงมันจะปรากฎตัวอยู่ทั่วมุมของหมู่บ้าน บ้างก็มาคนเดียวบ้างก็มาเป็นกลุ่มเล็กๆ มันจะคอยจ้องพวกเราทุกคนอยู่ไกลๆ จ้องอยู่อย่างนั่นไม่ไปไหน ในเวลาตกดึกจะไม่มีใครออกมาข้างนอกเด็ดขาด จนเมื่อตะวันฉายแสง พวกมันจะหายไปเอง" ลุงยามชราภาพเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง มันจะฟังดูเหลวไหลมาก ถ้าผมอยู่ในโลกปกติ แต่ตอนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้

   "พวกมันมาทำอะไรครับ? " ผมถาม

   "ไม่มีใครรู้แน่ชัด บ้างก็บอกว่ามันมาเพื่อเอาตัวเราไป บ้างก็บอกว่ามันมาหาคนมาอยู่แทนมัน หลายคนเชื่อว่ามันมาเพื่อขับไล่เราจากหมู่บ้าน มีคดีคนหายอยู่มากในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมัน" ลุงเฮิร์บตอบ ขณะนี้ทั้งผมและเวอร์เดสันหลังเย็นวาบ 

   "ไม่รู้ว่านายโดนอะไรหรือเปล่านอกจากทำให้ลืม "สาวสวยข้างผมสันเทาน้อยๆ เธอหันมามองผมอย่างห่วงใย เราคงสนิทกันมาก


   "เขากลับมาได้ก็ดีแล้วละ นอกจากเขาแล้วไม่มีใครกลับมาได้" ลุงเฮิร์บพูด

   คำว่า 'ไม่มีใครกลับมาได้' มันกวนใจผมเหลือเกิน อะไรทำให้ผมพิเศษกว่าคนอื่นถ้ามองในแง่ผมเป็นคนของที่นี่ เจ้าเงาเร่ร่อนที่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการมาของผมก็ได้ถ้ามองในแง่ตามความจริง

   ทั้งลุงเฮิร์ตและเวอร์เดยิงคำถามชุดใหญ่กระหน่ำผมไม่หยุดหย่อน คำตอบส่วนใหญ่ก็มีแต่ 'ผมไม่รู้' ไม่ก็ 'ผมจำไม่ได้' เวลาล่วงเลยไปไวเหมือนโกหก กว่าจะรู้ตัวหมอกก็เริ่มลงจัดแล้ว



   "หมอก!" ทั้งสองพูดออกมาเกือบจะพร้อมกัน หน้าถอดสีอีกคนสันเทา ผมเดาประโยคต่อไปได้เลย
เงาเร่ร่อนกำลังจะมา! 

                 Journey Continue... 





SHARE
Written in this book
To The Land Of Neverdiscover
Writer
GreenBaron
Writer
I wish i could write as mysterious as a cat

Comments