ฉัน-ในปารีส
ผู้ชายบนเครื่องบินเปลี่ยนความคิดและชีวิตฉันไปตลอดกาล 


ตอนแรกฉันคิดว่าการที่เลิกกับแฟนที่กำลังจะแต่งงานด้วยแล้วมาเรียนด้านแฟชั่นดีไซน์ที่เป็นความฝันเป็นการตัดสินใจที่ผิด 

ตอนแรกฉันกะว่าจะตีตั๋วกลับไทยทันทีที่ฉันถึงที่นี่ด้วยซ้ำแต่คำพูดของเขาบนเครื่องบินคนนั้นทำให้ฉันเลือกที่จะเดินก้าวออกไปจากสนามบินด้วยความมั่นใจ

ผมที่ฉันเคยปล่อยมาตลอดเพราะแฟนเก่าฉันต้องการให้ฉันเป็นผู้หญิงในแบบของเขา ถูกมัดรวบขึ้นทำให้ฉันคนใหม่ดูกระฉับกระเฉงมากกว่าเดิม

ฉันใส่เสื้อโค้ตสีแดงสดเดินออกจากสนามบินและเข้าตัวเมืองปารีสอย่างภูมิใจ
ใช่ การเลือกความฝันน่ะเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้ว
ฉันยิ้มให้ตัวเองหน้ากระจกบานเล็กๆที่ฉันพกมาก่อนจะทาลิปสติกสีแดงสดเข้ากับสีเสื้อโค้ตของฉันให้เต็มปาก

ฉันไม่เคยได้ทาลิปสติกสีสดๆแบบนี้มาก่อนเลยเพราะแฟนเก่าของฉันคนนั้นชอบคนที่ดูเรียบร้อยและเป็นกุลสตรีตามฉบับไทย ไม่ใช่คนแนวคิดประหลาดแบบฉัน
ใช่ ฉันไม่เหมาะกับเขาเลย
ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเป็นคนอีกคนที่แฟนเก่าต้องการแต่ไม่ใช่ตัวฉันเลยซักนิด 

ฉันเพิ่งมาเห็นตัวตนจริงๆของฉันเมื่อไม่นานมานี่เอง...ในภาพสะท้อนของดวงตาเขาบนเครื่องบินคนนั้น

นั่นคือฉันที่ฉันเป็นและเป็นตัวตนของฉันจริงๆ


สุดท้ายฉันก็ทิ้งความทรงจำของแฟนเก่าคนนั้นทั้งหมดบนเครื่องบินและกลับออกมาพร้อมกับความทรงจำใหม่ที่มีหนังสือHamletเป็นเครื่องเตือนในการใช้ชีวิต


ฉันเดินทางไปที่หอไอเฟล สัญลักษณ์แห่งกรุงปารีสเป็นที่แรก 

สถานที่ที่ซึ่งเคยไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คนแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นประจำเมือง

เหมือนกันชีวิตคน...เคยโดนรังเกียจจากสังคมเพราะเพียงแค่คิดต่าง แต่สุดท้ายความคิดนั้นอาจจะกลายเป็นแรงบันดาลใจหรือแรงผลักดันของหลายๆคน

ฉันหาร้านกาแฟที่อยู่บริเวณนั้นก่อนจะซื้อช็อกโกแลตร้อนที่หวานหอมมาจิบพลางชมหอไอเฟลไปพลาง 

ไม่เพียงแต่แค่นั้น ฉันยังกวาดตามองทุกอย่างของเมืองนี้ไม่ว่าจะทั้งต้นไม้ ท้องฟ้า รถที่เคลื่อนไปตามถนน ผู้คนและนักท่องเที่ยวมากมาย ชาวปารีเชียงที่เดินเล่นอยู่บริเวณนี้หรือแม้กระทั่งโจรที่พยายามจะหลอกนักท่องเที่ยวด้วยการผูกข้อมือ

หลายอย่างจริงๆที่ต่างจากที่ๆฉันจากมา ทั้งวัฒนธรรมประเพณี คนหรือแนวคิดต่างๆ

ต่อจากนั้น ฉันก็ไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ฉันไม่ได้ไปเพราะจะดูงานศิลปะหรือดูผลงานอะไรหรอก เพียงแต่ว่ามันเป็นสถานที่ที่เขาว่ากันว่าใหญ่โตจนเดินทั้งวันก็ไม่หมด

ฉันค่อยๆเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์โดยที่ไม่รู้อะไรเลย เดินไปเรื่อยๆโดยไม่มีจุดหมายและไม่มีแผนที่ในมือ

สุดท้ายฉันก็มาหยุดหน้าภาพที่ฉันคุ้นตาดี ภาพนั้นถูกใส่กรอบและมีกระจกกันไว้อีกชั้น แถมยังกั้นให้คนห่างออกจากตัวภาพประมาณ2เมตร

โมนาลิซ่า

โชคดีที่ตรงหน้าภาพโมนาลิซ่ามีแค่ฉันกับชายอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีคนเยอะมากเหมือนอย่างในวันหยุด

ฉันเดินเข้าไปเพื่อที่จะดูภาพนั้นชัดๆ แต่ก่อนที่สายตาฉันจะมองไปที่ภาพวาดอันเลื่องชื่อนั้น สายตาฉันก็สะดุดเข้ากับชายคนนั้น

คุณ...บนเครื่องบิน
ฉันหันไปทักเขาด้วยสรรพนามที่น่าจะดูประหลาดในสายตาของคนอื่น

“อ้าวคุณ”

เขาคนนั้นหันมาสบตาฉัน เป็นเวลาอยู่นานที่เราสองคนกระอักกระอ่วนไม่พูดอะไรจนเขาคนนั้นกระแอมขึ้นมาเบาๆ

“คุณมาดูโมนาลิซ่าหรอครับ”

“ไม่ได้ตั้งใจจะมาดูหรอกค่ะ”

คุณคงไม่รู้ตัวสินะว่าคุณน่ะมีเสน่ห์มากกว่าภาพโมนาลิซ่านี่อีก
“คะ?”

“ผมตั้งใจจะมาดูภาพนี้แต่ทันทีที่คุณเดินเข้ามา สายตาของผมดันตั้งใจมองคุณมากกว่า”

ฉันตกใจกับคำพูดของเขาคนนั้นไปซักพักและมองเขาอย่างประหลาดใจ

“เอ่อ...ฉันทำตามสัญญาของคุณแล้วนะคะ”

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณจะทำตามสัญญาของคนไม่รู้จักอย่างผม”
คุณก็คงจะไม่รู้สินะคะว่าคำพูดของคุณมีอิทธิพลต่อคนอื่นมากแค่ไหน...อย่างน้อยก็ต่อฉันคนนึงนี่แหละค่ะ
มือของเราสองคนค่อยๆประสานกันอย่างช้าๆ ก่อนที่เราทั้งสองคนจะหันมาสบตากันด้วยสายตาที่ไม่เคยเป็นกันมาก่อน

ไม่มีใครรู้หรอกว่าหลังจากนั้นฉันและเขาคนนั้นทำ พูดหรือใช้สายตาแบบไหนในการสื่อสารการยกเว้นเราสองคนเอง อ้อ ไม่ใช่แค่เราสองคน...

แต่มีภาพโมนาลิซ่าที่เห็นทุกอย่างและเป็นพยานในการขึ้นบทใหม่ของเรื่องราวของเราไปด้วยกัน

จากสองคนที่ไม่รู้จักกันแม้กระทั่งชื่อ ไม่เคยพบเจอ แต่ความบังเอิญและโชคชะตาก็มักจะแกล้งสนุกให้พวกเราได้เจอกันและสนิทใจกันมากกว่าที่คิดไว้

แหวนที่สลักอักษรSกับหนังสือHamletเล่มเล็กต่างเป็นของประจำตัวทั้งของฉันและเขาคนนั้นที่จะติดตัวและเตือนใจอยู่ตลอดไป

ในความทรงจำของฉันที่ถือหนังสือเล่มเล็กของเขา





SHARE
Written in this book
Blue Story

Comments