Young Blood - เลือดหนุ่มสาวและวัยเยาว์ที่โหยหา
มีเรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับหญิงสูงศักดิ์คนหนึ่งชื่อ Countess Erzsébet ในฮังการี ในช่วงปีเวลาระหว่าง 1585 - 1610 เธอได้ทรมานและฆ่าชีวิตผู้หญิงสาวเพื่อนำเลือดมาดื่มและอาบ เธอเชื่อว่านั้นคือยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยชะลอความชราภาพให้ตัวเอง หลายแหล่งข่าวบอกว่าจำนวนหญิงสาวผู้โชคร้ายเชื่อว่าสูงถึง 650 คน ศพนับไม่ถ้วนที่ถูกซ่อนไว้ในปราสาทถูกค้นพบเมื่อเธอถูกจับตัว จนหลายคนตั้งฉายาให้เธอว่า Countess Dracula ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เธอทำนั้นเป็นเรื่องโหดเหี้ยมและขนลุกสยดสยอง แต่ถ้าสมมุติเธอมาเกิดในยุคของเราตอนนี้ แค่เพียงมีเงิน $8000 (ประมาณ 290,000 บาท) เธอก็สามารถเข้ารับเลือดของคนหนุ่มสาววัยรุ่นเข้าร่างกายผ่านกระแสเลือดได้ทันที ที่สำคัญเธอจะไม่ถูกจับในฐานะฆาตกรเลือดเย็นอีกด้วย

Jesse Karmazin เป็นนักลงทุนที่ทำให้การทดลองครั้งนี้เกิดขึ้น โดยริเริ่มการทดลองทางคลีนิคเพื่อทดสอบถึงศักยภาพของ “young blood” (เลือดคนหนุ่มสาว) ผ่านบริษัทสตาร์ทอัพของตัวเองชื่อ Ambrosia (มาจากชื่อเรียกอาหารของเทพเจ้ากรีกที่ทำให้เป็นอมตะ) โดยเขาบอกว่าภายในเวลาหนึ่งเดือน ผู้เข้าร่วมการทดลองส่วนมากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่เข้ารับการให้น้ำเลือด (plasma - ส่วนของเลือดที่เป็นของเหลว) ในปริมาณสองลิตรเข้าทางเส้นเลือด

มีกระแสต่อต้านกันมากมายกับการทดลองครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนบอกว่ามันถูกออกแบบมาเป็น scam เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากกลุ่มคนรวยที่ยอมทุ่มเงินมหาศาล พยายามทุกหนทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความอ่อนเยาว์ที่ยืนยาว โดยไม่ได้มีหลักฐานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยว่าการรับเอาเลือดหนุ่มสาวเข้าไปจะช่วยย้อนเข็มนาฬิกาชีวิตได้จริงมากน้อยแค่ไหน และถึงตอนนี้มีอาสาสมัครพร้อมใจจ่ายเงินเพื่อเข้ารับการทดลองจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 600 คน คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 4.8 ล้านเหรียญเลยทีเดียว (ประมาณ 160 ล้านบาท)

การยึดถือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มียังไม่มีหลักฐานสรุปแน่ชัด เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของการทดลองทางคลีนิคของ Karmazin ลดลง โดยเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า parabiosis ซึ่งมันเป็นการเอาหนูสองตัวมาผ่าตัดเชื่อมต่อกันทางด้านข้างของลำตัวใช้ระบบหมุนเวียนเลือดร่วมกัน (นี่มันเริ่มคล้ายหนังสยองขวัญเข้าไปทุกที)โดยหลังจากผ่านไป 4 สัปดาห์ หนูตัวที่แก่กว่านั้นแสดงออกถึงสภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น การรับรู้กลิ่นที่ดีขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจที่ดีขึ้น ความทรงจำและการเรียนรู้เร็วขึ้น โดยรายงานที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์ cell.com ส่วนประกอบตัวหนึ่งของ young blood ชื่อว่า GDF11 (Growth Differentiation Factor 11) คือตัวแปรที่ทำให้กล้ามเนื้อต่างๆแข็งแรงมากขึ้น แต่ปัญหามันติดอยู่ตรงที่ว่านักทดลองอื่นๆได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงกัน แถมยังไม่พอยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการรับเลือดเข้าสู่ร่างกายด้วย เพราะการทดลองในหนูนั้นใช้เวลาร่วมเดือน แต่การทดลองทางคลีนิคของ Ambrosia นั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ถึงจะเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ ยังมีการทดลองทางคลีนิคอีกหลายแห่งที่พยายามทดสอบว่าเลือดของหนุ่มสาวนั้นมีประโยชน์จริงๆรึเปล่า การทดลองหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย University of California, San Francisco เพื่อตรวจดูว่าการรับเลือดแบบนี้จะช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคก้านสมองเสื่อม (progressive supranuclear palsy) ได้ไหม อีกที่หนึ่งในประเทศจีน นักทดลองกำลังพยายามศึกษาว่าน้ำเลือดของหนุ่มสาวสามารถบรรเทาอาการเสื่อมถอยทางระบบประสาทของผู้ป่วยเส้นโลหิตในสมองแตกอย่างเฉียบพลันได้รึเปล่า

แน่นอนว่าความเสี่ยงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงในการทดลองทางคลีนิคแบบนี้ แต่ด้วยไอเดียที่เราสามารถชะลอความแก่ตัวและคงความอ่อนเยาว์ไว้ช่างยั่วยวนเกินต้านทาน ไม่แปลกใจที่หลายคนพร้อมจะเอาตัวเข้าไปทดลองโดยแทบไม่ชั่งใจถึงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดตามมาภายหลังเลยสักนิด ถึงแม้ว่าการให้เลือดจะเป็นขั้นตอนที่ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการมันจริงๆ แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะมีโอกาสที่ร่างกายต่อต้าน เกิดอาหารแพ้รุนแรง หรือถึงขั้นติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นการเพิ่มความเสี่ยงแก่สุขภาพของคนที่ร่างกายแข็งแรงปกติดีถือเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์

แต่ถ้าวันใดก็ตามที่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าการถ่ายเลือดหนุ่มสาวมีผลทำให้นาฬิกาชีวิตหมุนวนกลับมา ร่างกายกลับมาเป็นหนุ่มสาวปึ๋งปั๋งกันอีกครั้ง รับรองเลยว่าต้องมีความต้องการซื้อขายเลือดวัยรุ่นในราคาที่สูงมากในตลาด และยิ่งความต้องการมากเท่าไหร่สิ่งที่ตามมาคือผู้ที่พยายามแหกกฏหมายหากำไรเข้ากระเป๋าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถึงตรงนี้พอนึกภาพออกไหมครับว่าเครือข่ายค้ามนุษย์จะโหดเหี้ยมขนาดไหน อาจจะเห็นการทำฟาร์มมนุษย์เลี้ยงเพื่อเอาเลือดไปขาย พอหมดอายุขัยที่สร้างประโยชน์ได้ก็ถูกฆ่าทิ้งเหมือนผักปลา ถึงตอนนั้นเรื่องราวของ Countess Dracula อาจจะไม่ได้สยดสยองชวนขนลุกอีกต่อไปแล้ว
SHARE
Written in this book
Nerd Talks
Talk nerdy to me
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments