Dear, 23-years-old



ตอนนี้ผมอายุ 23 ปี 5 เดือนกับอีกนิดหน่อยตอนแรกก็ตั้งใจจะนับอย่างละเอียดนั่นแหละนะแต่ก็ขี้เกียจขึ้นมาซะแบบนั้น
นับจากวันนี้ไปอีก 8 วันอายุของผมก็จะกลายเป็น 23 ปีกับอีก 6 เดือนผมรู้แค่นั้น

นั่นสิว่าแต่มันเป็นไปตามนั้นจริงๆ หรือเปล่านะ

เราสามารถสรุปความได้จริงๆ หรือว่าแท้จริงแล้วตัวเราในขณะนี้อายุเท่าไหร่
วันๆ นึงตัวผมเองรู้สึกเหมือนได้มีหลากหลายช่วงวัย

ทำตัวเป็นเด็กอายุ 6 ขวบตอนอ้อนคุณนักแบ่งเวลา
กลายเป็นคนคร่ำเคร่งอายุ 30 ปลายๆ ตอนถกประเด็นจริงจังกับพ่อ
แล้วอยู่ๆ ก็กลับไปเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 17 ปลายๆ ตอนเล่นเกมส์มือถือเกมส์เดียวกับน้องชาย

สนุกสนาน มีชีวิตชีวา
ในขณะเดียวกันก็คร่ำเคร่งจริงจังและดุดันได้ไม่แพ้กัน

อืม, ผมรู้สึกเหมือนได้ตัวเองกลับมาหลังจากพบคุณ

สำหรับผมการส่งเสียงดังโวยวายแบบเด็กๆ ก็จำเป็นต่อชีวิตวัยผู้ใหญ่ของผมเช่นกัน
ปรับตัวกับชีวิตงานได้ในระดับที่ค่อนข้างสบายตัวแล้ว, ยกความดีความชอบให้คุณเขาอีกเช่นกัน


เพิ่งเรียนรู้มาเมื่อไม่นานมานี้นี่เองว่าการไปเที่ยวซะบ้างเป็นเหมือนการปลดปล่อยตัวเองออกจากกรงแห่งความเครียด

มันเหมือนกับว่างานที่ทำมาแทบตาย เหนื่อยแสนเหนื่อยจนเหมือนสายตัวแทบขาด
ความเครียดมากมายที่สะสมมาถูกเททิ้งไปจนหมด 
พอกลับไปทำงานโดยที่บ่าทั้งสองข้างไม่มีอะไรกดทับเอาไว้ 
มันโล่งและเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ แต่ว่านะก็แอบมีข้อเสียนิดหน่อย
ตรงที่ว่าติดเบียร์ซะแล้ว, แบบว่ามันอร่อยมากๆ 
แต่ก็ไม่ใช่ทุกแบบหรอกนะ แต่ตกหลุมรักการได้จิบโฮกาเด้นโรเซ่เย็นๆ นั่งในร้านนั่งชิลท์ไปซะแล้วล่ะ

สุดท้ายสำหรับหัวข้อนี้, คุณความเข้าใจสอนให้ลองบุหรี่ครั้งแรกได้แบบไม่สำลัก
มิ้นท์มัลโบโร่เมนทอล, ลองให้รู้นั่นแหละ ไม่ติดหรอกแต่ก็สูบเป็นแล้ว
ได้รับรู้สักทีว่าเวลาพระเอกนิยายสูบบุหรี่ตรงริมระเบียงหลังจากใช้เวลาบนเตียงกับคนรักมันเป็นยังไง ประมาณนี้

คุณความเข้าใจบอกว่าผมเองอยู่ในกรอบมาตลอดชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา
ออกนอกกรอบให้รู้ซะบ้างก็ไม่เลว ยังไงก็โตแล้ว จัดการตัวเองได้แล้ว 
ก็อืม, การอยู่นอกกรอบก็สนุกไปอีกแบบ
แต่ว่านะ ก็ยังชอบการอยู่ในกรอบอยู่ดี
จากนี้ไปก็คงเข้าๆ ออกๆ แหละแล้วแต่โอกาส, สนุกชะมัดเลย


อีกเรื่อง,
มีกล้องฟิล์มเป็นของตัวเองมาพักใหญ่ๆ แล้ว
ตอนนี้กำลังถ่ายฟิล์มม้วนที่สี่, ยังไม่หมดม้วน
คิดว่าจะเอาไปใช้ถ่ายตอนเจอคุณๆ เขารอบหน้า

สองม้วนแรกเสียเพราะความไม่รู้
เสียใจและเสียดายมากเพราะมันเป็นภาพที่ส่วนใหญ่ถ่ายตอนเจอคุณนักแบ่งเวลาครั้งแรก
35 ภาพแรกถูกใช้ไปกับการไปเจอคุณเขาและการไปกทม.ช่วงวันที่ 4-6 เม.ย.ที่ผ่านมา
รอบนั้นได้ทั้งเจอคุณๆ เขาทั้งสามคน ทั้งคุณคอมฟอร์ตโซน คุณความเข้าใจและคุณนักแบ่งเวลา
ได้ไปงานหนังสือ ไปหอศิลป์และได้เจอกับคุณชาโคล คุณแมวสีเทาตัวใหญ่สุดที่รัก

ส่วนภาพที่ 36 ซึ่งเป็นภาพสุดท้ายของฟิล์มม้วนแรกไปจนถึงภาพสุดท้ายของฟิล์มม้วนที่สอง
ถูกใช้ไปกับการไปเที่ยวสิงคโปร์ในช่วง 15-17 เม.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งเสียใจและเสียดายจริงๆ จะระมัดระวังให้มากและจะพยายามถ่ายให้ได้เก่งๆ ไวๆ

อยากเก็บภาพช่วงเวลาแห่งความสุขต่างๆ เอาไว้


ภาพรวมของช่วงนี้เป็นความสุขแหละ
คงต้องยกความดีความชอบให้เหล่าคุณๆ เขาหมดเลย


อย่างเดียวที่ยังเป็นปัญหาคือนิสัยการใช้เงินคิดว่าจะเริ่มต้นที่เดือนนี้แหละ
พูดแบบนี้มาหลายครั้งแล้วและครั้งนี้จะต้องทำให้ได้จริงๆ
แต่ก็นั่นแหละ พอทำงานมาเหนื่อยมากไหร่ก็รู้สึกอยากใช้เงินมากเท่านั้น

แต่ก็จะเก็บแล้วล่ะ
ทริปเชียงใหม่กับทริปเกาหลีที่วางแผนเอาไว้กับคุณคอมฟอร์ตโซนรออยู่
ปักหมุดความตั้งใจเอาไว้แล้วว่ากว่าจะถึงตอนนั้นต้องถ่ายรูปฟิล์มให้ได้เก่งๆ ให้ได้


แล้วก็นะ เขียนเก่งขึ้น
ลำดับจัดการเรื่องราวเก่งขึ้นนิดหน่อย
แบ่งเวลาเก่งขึ้น มีคนสอนดีก็แบบนี้ นี่
ยกความดีความชอบให้คุณนักแบ่งเวลาเขาหมดเลย

อะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป
นำพาเรื่องราวทั้งดีและแย่เข้ามาและพัดผ่านไป
เหมือนคลื่นที่ซัดสาดกระทบฝั่ง เกลียวคลื่นที่เคลื่อนตัวกลับเข้าทะเลและสาดเทกลับมา
วนเวียนอยู่แบบนั้นไม่รู้จบ, ชีวิตก็เป็นแบบนั้น

ตอนนี้มีความสุขก็อยากจะเก็บเอาไว้โชว์ตัวเองในตอนที่มีทุกข์ว่าเนี่ย
ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปนะแล้วสิ่งนี้ก็จะคืนกลับมาอีก
อาจจะในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้คงตัว คนที่ทำให้ยิ้มอาจจะไม่ใช่คนเดิม
แต่ก็ยังยิ้มใช่ไหม ถ้ายังยิ้มก็ถือว่าโอเค
ยิ้มที่ว่านี่หมายถึงยิ้มที่มีความสุขจริงๆ นะไม่ใช่การยิ้มเพื่อการปกปิดหรือเพียงเพราะต้องการจะซ่อนอะไร

แล้วก็นะเรียบง่ายเข้าไว้, ยังบอกตัวเองทุกวัน
เพราะรู้ รู้ว่าตัวเองน่ะซับซ้อนเก่งซะยิ่งกว่าอะไร

มีหลายๆ บทสนทนาหลายเรื่องราวที่อยากจะเก็บใส่กล่องความทรงจำเอาไว้
เพราะแบบนั้นการถ่ายรูปและการเขียนถึงได้เป็นหนึ่งในเรื่องที่เราดีใจมากที่ตัวเองทำได้
ไม่อยากลืมนี่นา, ผมพูดกับตัวเองแบบนั้นเลยพยายามแบบสุดๆ

อยากจะเก็บเอาไว้อวดตัวเองในอนาคตว่าเคยมีช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ตอนอายุเท่านี้นะ
มีคุณคนนี้ที่นิสัยแบบนี้อยู่เคียงข้างในตอนนี้นะ


ขออีกเรื่อง,
วันนี้เป็นวันที่เปิดรูปเก่าๆ ดูแล้วไปเจอควอทหนึ่งที่เคยเซฟมาทำเป็นเฮดเฟสบุ๊ค
จำไม่ได้ว่าเอามาจากที่ไหน แต่ชอบมากจนต้องเขียนเก็บเอาไว้


เนื้อความว่า "ฉันแค่ต้องการใครสักคนมารักฉันแบบที่ตัวฉันเป็น ใครสักคนที่ซื่อสัตย์และใจดีอยู่เสมอ, ใครสักคนที่ไม่แคร์ว่าฉันจะแต่งตัวแบบไหนหรือแต่งหน้าหรือไม่ คนที่สามารถเต้นกับฉันในที่สาธารณะ, ร้องเพลงเสียงดังลั่นรถไปด้วยกัน, นั่งมองดาวแล้วพูดเรื่องชีวิตไปด้วยกัน, ใครสักคนที่กอดฉันเอาไว้ รู้ว่าเราใกล้กันมากเท่าไหร่และเรารักกันมากแค่ไหน ฉันแค่ต้องการใครสักคนมารักฉันในแบบนั้น" 


เหมือนช่วงเวลาตอนนั้นที่เขียนจะเขียนทั้งน้ำตาและรู้สึกปวดใจ
แต่ตอนนี้ที่ได้อ่านมันซ้ำอีกหน ข้อความเหล่านี้กลับทำให้ผมยิ้มออก
ก็แบบว่าอืม, เหมือนจะเจอแล้วคนนึงที่ทำให้คิดแบบนั้น


คนนั้นที่จำเรื่องราวที่เราเคยเล่าได้อย่างดีเยี่ยมและเซอร์ไพรส์เก่งที่หนึ่ง
คุณเขาเป็นที่หนึ่งในหลายอย่าง ละเอียด ดูแลใส่ใจหรือแม้แต่การหวงและการห่วงคุณเขาก็ยังเป็นที่หนึ่ง

เอาล่ะ, วกกลับมาที่คุณเขาอีกแล้ว
ไม่เบื่อกันนะ แบบว่าอยากเขียนเก็บไว้จริงๆ

คือว่านะเคยเล่าให้คุณเขาฟังว่าอยากได้ตุ๊กตาปลาฉลามอีเกีย อยากได้มากๆ
คือเวลามันก็ผ่านมานานแล้วตั้งแต่อยากได้แรกๆ หลายปีแล้วล่ะแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังอยากได้อยู่
ตอนที่ไปเจอเมื่อครั้งก่อนคุณเขาก็จะพาไปอีเกียแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป
แต่ว่านะ, วันนี้ที่คุณเขาไป เขากลับหิ้วเจ้าตุ๊กตาฉลามอีเกียกลับมาด้วย

วันนี้ก็เพิ่งบอกคุณเขาไปว่ารู้สึกยังไงตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ผลัดกันดีใจไปมาเก่ง
ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยทำแบบนั้นกับใคร หมายถึงการบอกไปว่ารู้สึกยังไงกับความสัมพันธ์
รู้สึกแบบไหนตั้งแต่เจอ อาจจะเคยบอกแต่ไม่่ทั้งหมด ไม่หมดเปลือกเหมือนครั้งนี้ที่ทำ

ถ้าถามว่าเพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะกลัวไงล่ะ รู้อะไรไหมการที่ใครที่ไหนก็ไม่รู้รู้เรื่องของเราอย่างหมดเปลือกน่ะก็ไม่ต่างอะไรกับการแบจุดอ่อนให้เขาเห็นได้ง่ายๆ และเราไม่มีทางรู้ว่าการที่เขารู้เนี่ยจะนำพาอะไรมาให้เราบ้าง จริงไหม 

อืม, ก็อย่างที่บอกตัวผมซับซ้อนเก่ง

ให้ตายสิ ผมไม่อยากอวดคุณให้ใครฟังหรอกนะแต่มันก็อดไม่ได้นี่นา
"เราคงอิจฉาถ้ามีใครมีแฟนเป็นเรา ถ้าฟังจากที่คุณบอกน่ะนะ" คุณบอก
 
จริงๆ คุณเขาก็เก่งตั้งแต่ที่สามารถเดินเข้ามาในอยู่ในบ้านเราได้แล้ว 
ทั้งที่คนอื่นไม่มีโอกาสได้เห็นหลังคาด้วยซ้ำไปเพราะบ้านของเราก็คือโลกของเราที่ถูกบดบังเอาไว้ด้วยผืนป่าผืนใหญ่ ล้อมรอบไว้ด้วยกำแพงแน่นหนาและมหาสมุทรกว้างใหญ่

มันไม่ง่ายกับการเชื่อใจใครสักคน, มันไม่เคยง่าย
แต่นั่นแหละคุณเขาอยู่ในนี้แล้ว, เป็นหนึ่งเดียวที่ทำได้

นั่นล่ะ ช่วงนี้ประมาณนี้ :-)
SHARE
Written in this book
Dear, Diary
Me Myself & I
Writer
ibearinmind
Sea
Everything around myself.

Comments