เธอ-บนเครื่องบิน
จะมีใครซักกี่คนที่จำเรื่องของตัวเองกับคนแปลกหน้าที่แม้กระทั่งชื่อก็ไม่รู้จักได้ คงฟังดูแปลกแต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือผมคนนึงแหละที่จำเรื่องราวของเธอคนนั้นได้อย่างไม่มีวันลืม

12ชั่วโมงจากกรุงเทพไปปารีส 12ชั่วโมงที่นั่งอยู่แต่ในเครื่องบินโดยสาร ฟังดูยาวนานและน่าเบื่อ แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากนั้นผมได้อะไรมามากมายภายในเวลา12ชั่วโมงกับคนแปลกหน้าคนหนึ่ง

ผมเดินทางไปปารีสเพื่อไปเรียนต่อด้านกฎหมาย เครื่องบินเป็นเครื่องบินขนาดเล็ก ที่นั่งที่ติดริมหน้าต่างของผมเลยมีที่สำหรับผู้โดยสารอีกแค่คนเดียวนั่งข้างๆ

ผมจัดแจงหนังสือที่ผมเตรียมมาเสียบไว้ที่กนะเป๋าหน้าที่นั่งเรียบร้อยก่อนจะหยิบแว่นตาออกมาจากกระเป๋าถือของผม

ผมนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ซักพักใหญ่ก่อนที่ผู้โดยสารคนข้างๆผมจะมา 

เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้สูงมากแต่ดูสง่าราศีจับ ผมสีน้ำตาลอ่อนธรรมชาติถูกมัดรวบไว้และใส่เสื้อโค้ตสีแดงสดดูเป็นเอกลักษณ์

เธอเก็บสัมภาระของเธอก่อนจะนั่งลงแล้วข้างผม โดยที่มีผมเผลอมองทุกกิริยาท่าทางของเธอ 

เธอคงรู้ตัวเลยหันมายิ้มบางๆให้ผมทีนึงก่อนที่เธอจะหยิบหนังสือเล่มเล็กออกจากกระเป๋าด้านในของเสื้อโค้ตสีแดงตัวนั้นและถอดเสื้อโค้ตออกมาคลุมขาเธอแทน

หนังสือเล่มนั้นมีสันและขอบหน้าปกที่มีสีแดงเหมือนสีเสื้อโค้ตของเธอ 
Tuesdays with Morrie...คุณเคยอ่านมั้ยคะ

นี่คือประโยคแรกที่เธอพูดกับผม ผมส่ายหน้าแต่เธอก็ไม่ได้ตอบอะไรผมกลับอีก

หลังจากที่เครื่องออกซักประมาณหนึ่งชั่วโมง แอร์โฮสเตสก็มาบริการน้ำและอาหารเย็น ผมในตอนนั้นทั้งใส่หูฟังและจดจ่อกับหนังสือในมือของผม ผมเลยไม่ได้สังเกตรอบตัวว่าได้เวลาอาหารแล้ว

“คุณ”

เธอสะกิดผม ผมถึงจะเงยหน้าขึ้นและหันไปบอกเมนูอาหารที่ผมต้องการจะทานไป 

“คุณอ่านHamletด้วยหรอคะ”

“อ้อนี่หรอครับ 555ครับ ผมชอบอ่านแนวนี้”

“หายากนะคะ คนที่ยังอ่านหนังสือประเภทนี้”

หลังจากนั้นผมกับเธอก็คุยกันตลอดช่วงทานอาหาร เรื่องหนังสือที่พวกเราอ่านนี่แหละ 

เธอเป็นคนที่มีเสียงอ่อนหวานแต่ทุ้มลึกน่าฟัง ดูแล้วเธอไม่น่าใช่คนไทยแท้ๆแต่น่าจะลูกครึ่งแถบยุโรป ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าก็น่าจะฝรั่งเศสแหละ

หลังจากมื้ออาหารที่เราสนทนากันครั้งแรกจบลง ทั้งผมและเธอก็ปรับเก้าอี้นอนลงตามไฟที่ดับมืดลงของเครื่องบิน

ผมตื่นมาอีกครั้งเมื่อผมได้ยินเสียงใครบางคน...กำลังร้องไห้


ผมหันไปมองที่นั่งข้างๆผม ปรากฎว่าเป็นเธอจริงๆ ผมแอบมองเธออยู่ซักพักใหญ่ ก่อนที่เธอจะรู้ตัวและหันมามองผมกลับ


“คุณ...เป็นอะไรมั้ยครับ”


ความฝันกับความรักมันไปด้วยกันไม่ได้ คุณว่ามันจริงมั้ย
ผมนิ่งไปซักพัก ผมเคยได้ยินคำพูดนี้อยู่บ้างเพียงแต่ผมไม่เคยเข้าใจมัน เพราะผมไม่เคยมีความรักหรือมีแฟนสาวอะไรกับคนอื่นหรอก

ผมเลือกความฝันนะ ต่อให้เราจะต้องเจ็บจากการลาจากความรักแค่ไหนก็ตาม
เธอเช็ดน้ำตาและดวงตาสีน้ำตาลเหลืองที่เป็นประกายของเธอสะท้อนกับแสงดาวจากหน้าต่างเครื่องบิน 

เธอเล่าเรื่องราวของเธอ...เธอบอกว่าเธออยากมาเรียนด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ปารีสแต่แฟนของเธอที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยกลับไม่ยอม

สุดท้ายจนแล้วจนรอดเธอก็ตัดสินใจที่จะทิ้งความรักแล้วเดินตามความฝันของเธอ ตอนนี้เธอเลยเสียใจว่าเธอตัดสินใจผิดรึเปล่า
การตัดสินใจเลือกความฝันมันไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดหรอก
ผมพูดแล้วส่งยิ้มให้เธอ เธอมองผมด้วยสายตาที่ผมเดาไม่ออก 

จริงๆแล้วเธอก็เหมือนกับภาพวาดโมนาลิซ่า ไม่ได้ดูสวยงามแต่ดูแล้วน่าหลงใหล ไม่ได้มีอะไรที่เป็นจุดเด่นแต่ก็ตราตึงใจ ที่สำคัญคือรอยยิ้มของเธอที่ยากที่จะทายถูกว่าเธอกำลังมีความสุขหรือเศร้าเสียใจอยู่

เธอถอดแหวนออกจากนิ้วนางข้างซ้ายของเธอแล้ววางไว้บนโต๊ะทานข้าว เธอมองมันอย่างเศร้าสร้อยแต่เหมือนว่าเธอจะตัดสินใจดีแล้วที่ถอดแหวนวงนั้นออกสัญญากับผมได้มั้ย เมื่อคุณก้าวออกจากเครื่องบินลำนี้แล้วคุณจะใช้ชีวิตใหม่ตามความฝันของคุณ

ผมมองเธอ เหมือนผมต้องมนต์สะกดของเธอที่ทำให้ผมสามารถมองเธอได้อย่างไม่เบื่อหน่าย

“เป็นคำขอที่แปลกดีนะคะ”

เธอหัวเราะออกมาเบาๆ

“ค่ะ ฉันสัญญา”

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอยิ้มได้อย่างมีความสุข ปราศจากความเศร้าสร้อยในใจ

12ชั่วโมงบนเครื่องบินที่ดูเนิ่นนานสำหรับคนอื่น กลับเป็น12ชั่วโมงที่ผมคิดว่ามันผ่านไปเร็วที่สุด 

เมื่อเครื่องบินจอดที่สนามบินชาร์ล เดอ โกของปารีส เธอคนนั้นก็ปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วสวมเสื้อโค้ตสีแดงเหมือนอย่างตอนเธอมา

“คุณลืมแหวนของคุณ”

ผมหยิบแหวนที่เธอถอดไว้จากโต๊ะทานข้าวหน้าที่นั่งของเธอแล้วยื่นให้เธอที่เตรียมเดินออกจากตัวเครื่องบิน

ฉันให้คุณละกันค่ะ มันไม่มีความหมายอะไรสำหรับฉันแล้วแต่ฉันอยากให้มันมีความหมายสำหนับคุณตอนนั้นผมยื่นหนังสือHamletที่ผมถืออยู่ให้เธอ เธอทำสีหน้าประหลาดใจ
ผมก็อยากให้นี่มีความหมายสำหรับคุณเหมือนกัน

เธอรับไว้แล้วเก็บใส่กระเป๋าถือของเธอ ผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอในตอนนี้ถูกปล่อยสยายกลางหลังต่างจากตอนเราเจอกัน

“ฉันจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้นะคะ”

แถวผู้โดยสารเริ่มขยับ ผู้โดยสารคนด้านหน้าค่อยๆเคลื่อนออกจากตัวเครื่องบิน ผมมองเธออย่างอาลัย น่าเสียดายที่เรามีเวลารู้จักกันแค่12ชั่วโมง

“ผมขอรู้ชื่อคุณหน่อยได้มั้ยครับ”
คนเราจะรู้จักกันโดยไม่รู้ชื่อได้มั้ยคะ
เธอส่งยิ้มให้ผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวเดินออกจากตัวเครื่อง ผมยืนมองเสื้อโค้ตสีแดงที่ค่อยๆไกลจากสายตาผมไปเรื่อยๆ และคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้เจอเธอ

จากคนสองคนที่เป็นคนแปลกหน้า กลับสนิทใจและรู้จักกันอย่างลึกซึ่งภายในเวลา12ชั่วโมง และหลังจาก12ชั่วโมงนั้นก็กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ทั้งคู่ต่างเป็นคนแปลกหน้ากันอีกครั้ง

แต่ความทรงจำในระยะเวลาอันสั้นๆนี้จะถูกประทับในใจของทั้งผมและเธอ แหวนที่เธอให้ผมจะเป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง...ผมได้เจอโมนาลิซ่าในชีวิตจริง

ผมยิ้มให้กับเธอในเสื้อโค้ตสีแดงที่เดินลับสายตาผมไปในขณะที่หัวแม่มือผมเผลอลูบตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ถูกสลักไว้บนแหวนของเธอ

เธอจะอยู่ในความทรงจำผมตลอดไป...S
SHARE
Written in this book
Blue Story

Comments

Zyrupx
3 years ago
😭
Reply
phnx
3 years ago
โคตรโรแมนติกเลย ชอบจัง :-)
Reply
charli
3 years ago
ดีใจที่ชอบนะคะ^^
yellowp_
3 years ago
ฮือ โรแมนติกมากเลยค่ะ
Reply
charli
3 years ago
ขอบคุณมากค่ะ
ts_5025
3 years ago
แอบเศร้านะคะ แต่!! มีรอยยิ้ม

Reply
charli
3 years ago
;)