I'm doing fine,just really miss you
1
ฉันเคยคิดว่าความรักคือการคิดถึงใครสักคนเวลาเราอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ฉันก็เลยโทรไปหาเขาทั้งตอนก่อนสอบ และตอนหลังสอบ
โทรไปเพื่อบอกว่า "เราสอบไม่ผ่านนะ"
เขาบอกว่า "เพี้ยนรึเปล่า สอบไม่ผ่านจะโทรมาทำไม"
ตอนนั้นฉันแค่หัวเราะไปส่งๆ

ตอนนี้ฉันพอจะรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ความรักหรอก
มันแค่ความเห็นแก่ตัวที่แต่งตัวคล้ายกับความรักเท่านั้นเอง



2
"แม่เราเสียแล้วนะ"
เขาบอก ฉันนิ่งไป ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ฉันเข้าใจได้ดีที่สุดก็ตาม
ฉันจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานศพอยู่แล้ว ก็เลยต้องอยู่ในที่ของตัวเอง คอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ

แล้วไม่นานต่อจากนั้นเขาก็หายไป
หายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่จริง
ฉันพยายามติดต่อเขาทุกช่องทาง แต่ไม่เคยมีการตอบรับจากอีกฝ่าย บางครั้งฉันสงสัยว่าตัวเองพูดอะไรไม่ดีใส่เขาไปหรือเปล่า พอลองถอยหลังกลับมองให้กว้างแล้วก็เห็นว่าเขาไม่ได้หนีหายไปจากชีวิตฉันคนเดียว แต่หนีไปจากชีวิตของทุกคน

พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเราก็ต้องยอมรับถ้าหากใครสักคนไม่อยากจะอยู่ในชีวิตเราแล้ว
เราต้องแฟร์พอ เราต้องเข้าใจว่าเขาตัดสินใจอย่างนั้น ไม่ต้องถามหาเหตุผลอะไรอีก

ถึงเราจะคิดถึงเขาทุกครั้งเวลาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ตาม




3
"ชั้นว่าความรักมันก็แตกต่างไปในทุกช่วงวัยล่ะ อย่างประถม ความรักอาจเป็นการที่เรายอมให้คนยืมดินสอแท่งที่สวยที่สุดของเราก็ได้"

"แล้วตอนนี้ล่ะ" ฉันถามย้ำเพื่อนสนิทลงไปอีกครั้ง เหมือนเธอจะตอบไม่ค่อยตรงประเด็นเท่าไหร่

"ตอนนี้ก็แค่คนที่อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ คนที่เรายอมจะปรับตัวให้เขา" นางพูดด้วยท่าทีของคนมีประสบการณ์ความรักอย่างดี เห็นแล้วต้องกลั้นขำเลยล่ะ "แต่ไม่ใช่ยอมเขาไปหมดเลยนะเว้ย อย่างนั้นก็บ้าตาย แค่ไม่ใช่จะไม่ยอมทุกอย่างเลยแบบแกอ่ะนะ"

คำพูดของเธอฝังอยู่ในใจฉันจนกระทั่งพนักงานร้านกาแฟเอาโกโก้มาเสิร์ฟ
เพื่อนรักสั่งกาแฟ เธอเริ่มดื่มกาแฟเป็นตอนไหน ถึงอายุป่านนี้ฉันก็ยังไม่เคยคิดจะดื่มกาแฟเลย-ฉันอยู่กับโกโก้มาทั้งชีวิต มันเป็นความเคยชินอย่างหนึ่ง

ฉันคิดว่าการมีเขาอยู่ในชีวิตก็เป็นความเคยชินเช่นเดียวกัน
ความใส่ใจและความอบอุ่นเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย ขาดมันไปก็เหมือนบางอย่างในใจมันแหว่งๆ คล้ายกับเพลงที่แรปเปอร์คนนึงเอามาร้องในรายการ the rapper ทุกประโยคที่เขาแรปออกมาทำให้ฉันอินตามไปด้วย สื่อความหมายออกเป็นใจความได้ว่า "ขาดเธอไปก็อยู่ได้ ยังสบายดี แต่คิดถึง เหมือนกับชีวิตขาดเข็มทิศไป"

ไม่รู้จะเดินไปทางไหนโดยไม่มีเขา แต่ก็เดินต่อไปได้
ก็ยังสบายดี แต่ถ้ามีคนๆนึงอยู่ด้วยกันตอนนี้ก็จะดีกว่ามาก







4
ฉันมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใครก็ได้
เพราะติดต่อไปกี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยจะตอบกลับมา- นั่นเป็นเหตุผลหลัก

แต่เหตุผลอีกประการนึงก็คือถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ เราจะสามารถก้าวข้ามผ่านทุกอย่างในชีวิตได้

สักพัก ความไม่สบายใจก็จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เข้ามาแล้วหายไปเหมือนกัน
มีคำพูดของคนๆนึงที่ฉันชอบ เขาบอกว่า "เราฝึกคิดลบมาทั้งชีวิตแล้ว ฝึกรู้สึกแย่มาตลอด -ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฝึกรู้สึกดีกับตัวเองบ้าง"

ฉันบอกทุกคนที่เข้ามาว่ามันเป็นเรื่องของความเคยชิน เราเลียนแบบกันโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับการบ่นและความคิดลบๆ เราดูถูกคนอื่น และดูถูกตัวเราเองไปพร้อมๆกัน เราควรจะรับฟังว่าจิตใจเราต้องการจะบอกอะไรกันแน่ เป็นความต้องการของใจจริงๆ ที่ไม่มีใครบงการอยู่ในนั้น

แล้วพอความคิดที่ตีกันในหัวเริ่มสงบลง
ภาพของคนๆหนึ่งก็เด่นชัดขึ้นกลางใจ









5
"ผิง--"
เขาตกใจเล็กๆเมื่อเห็นฉัน เสื้อกีฬาบนร่างสูงเปรอะเปื้อนด้วยเหงื่อ เขาเพิ่งเล่นเทนนิสเสร็จและกำลังจะกลับบ้าน "...คิดว่าวันนี้จะไม่มาแล้ว-นี่เขาเล่นกันเสร็จหมดแล้ว จะกลับบ้านแล้วเนี่ย"

"เพิ่งลงจากเครื่อง" ฉันบอกเขาไปตรงๆ จนเริ่มกังวลนิดหน่อยว่าตรงเกินไปรึเปล่า "ช็อกโกแลตของที่นั่นอร่อยมากเลย ก็เลยเอามาฝาก"

"อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?"-ขนาดที่ต้องเอามาให้กลางดึกเลยเนี่ยนะ- เขาคงอยากถามแบบนั้น

"อืม แบบละลายในปาก นุ่มกำลังดี ถึงจะเป็นคนที่ไม่ชอบของหวาน ก็จะต้องรู้สึกว่ามันอร่อยแน่ๆ"

"ขายของเยอะขนาดนี้ ได้ค่านายหน้ารึเปล่า"
อีกฝ่ายแซว ฉันยิ้มบางๆ

"อุตส่าห์มาแล้ว จะเล่นสักหน่อยมั้ย" เขาโบ้ยไปที่สนามเทนนิส ฉันตาโตกับคำชวนนั้น

"ชุดเราไม่ได้ใส่มาเพื่อเล่นกีฬาเลย"

"เอาชุดเราก็ได้" รอยยิ้มของอีกฝ่ายเปล่งประกายกว่าไฟนีออนข้างทางที่แยงตาฉันอยู่ตอนนี้เสียอีก "หุ่นเราก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอก ใช่มะ"

แล้วฉันก็ไปเปลี่ยนชุดของเขาเพื่อมาเล่นเทนนิสด้วยกันอย่างไม่เกี่ยงงอน
เราเล่นกันไปไม่นานก็ได้เวลาปิดคอร์ท เลยเดินไปด้วยกันถึงรถไฟฟ้า พูดคุยเรื่อยเปื่อยไร้สาระ ระหว่างทางเขาหยิบช็อกโกแลตขึ้นมากินด้วย ชมใหญ่ว่าอร่อยมากๆ 
ฉันบอกว่า "ใช่มั้ยล่ะ คิดแล้วเชียวว่าต้องชอบ"
-เพราะตอนที่ฉันได้ชิมคำแรก ฉันก็นึกถึงแต่เรื่องนี้ 
นึกถึงเรื่องที่ว่าเขาต้องชอบมันเหมือนกันแน่ๆ อยากให้เขามาอยู่ด้วย แล้วกินมันตรงนี้เลย




ย้อนกลับไปที่ร้านกาแฟ ตอนนั้นเพื่อนถามกลับว่าแล้วความรักสำหรับฉันควรจะเป็นแบบไหน ถ้าไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวแบบที่เคยเป็นมาตลอด
ฉันบอกเธอไปแบบไม่คิดว่า "เวลาที่เรากินของที่เราชอบ ก็อยากให้เขามากินด้วยกัน ถึงนั่นจะแปลว่าเราจะได้กินของอร่อยนั้นน้อยลงกว่าเดิมก็ตาม"



เพื่อนหัวเราะแล้วบอกว่า สมเป็นคำตอบของคนอ้วนจริงๆ


















SHARE
Written in this book
 Into the Past
in love, we're all drunk

Comments

Bluebaby
1 year ago
💙
Reply
Girlwearsblue
1 year ago
💜💛💚❤💙
niji
1 year ago
น่ารัก
Reply
Girlwearsblue
1 year ago
:3
itsokifitsend
1 year ago
น่ารักจังเลยค่ะ
Reply
Girlwearsblue
1 year ago
ขอบคุณนะคะ :)