ปัจฉิมบท : La dernière classe

ปัจฉิมบท
จากเรื่องเล่าของเด็กหนุ่มชาวอาลซัส

       เช้าวันนั้นเอง เวลาก้าวไวกว่าขาของผมที่มุ่งตรงไปยังโรงเรียนด้วยใจหวั่นว่าจะถูกตำหนิเพราะคุณ อาแมลได้บอกไว้ว่าจะถามพวกเราเกี่ยวกับการผันกริยาซึ่งผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับไวยากรณ์เลย ณ ขณะหนึ่งความคิดที่จะโดดเรียนผุดขึ้นมาในหัวของผม ครั้งนี้ขาของผมก้าวไวกว่าความคิด มันพาผมมุ่งหน้าไปสู่ทุ่งกว้าง

       บรรยากาศสุดแสนพิสมัย

       เสียงนกไพรขับขานกังวานมาจากชายป่า และในทุ่งหญ้าริปแปร์แห่งนี้ภาพการซ้อมรบของทหารปรัสเซียถูกซ่อนไว้หลังโรงเลื่อยไม้ ผมไม่ละอายที่จะกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ดึงดูดใจมากกว่าไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเศสเป็นไหนๆ แต่แล้วสมองของผมก็สั่งการให้ขาออกวิ่งอีกครั้ง มุ่งหน้ากลับไปยังห้องเรียน

       ในขณะที่ผมเคลื่อนตัวผ่านศาลาเทศบาล พลันปรากฏภาพฝูงชนเนืองแน่นเบียดเสียดกันอยู่หน้าป้ายประกาศ บริเวณนี้เองที่ซึ่งพวกเราทุกคนจะได้รับรู้ข่าวร้ายตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งสงคราม การเรียกร้อง และข้อบังคับจากผู้บัญชาการทหาร ความคิดเหล่านี้แล่นไหลไปพร้อมๆกับการก้าวของผม จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นเพื่อท้วงถาม

       “จะรีบไปไหน”

       คงเพราะความเร่งรีบของผมทำให้คุณวอร์ชเทอร์ ช่างตีเหล็ก ที่ง่วนอยู่กับการอ่านประกาศพร้อมกับลูกน้องของเขาต้องร้องทัก

       “ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ โรงเรียนจะถูกปิดแล้ว เธอจะไปถึงกี่โมงก็ได้ เด็กน้อย”

       ผมรู้ทันทีว่าเขาพูดประชดและในที่สุดผมก็มาถึงห้องเรียนของคุณอาแมลพร้อมด้วยอาการหอบเหนื่อย

       ในแต่ละวัน ก่อนเริ่มการเรียนการสอนห้องเรียนมักเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ที่ดังไปจนถึงถนนด้านนอกโรงเรียน เสียงลิ้นชักโต๊ะที่ถูกเปิดและปิดสลับกันไปมา เสียงการท่องจำบทเรียนพร้อมกับการเอามืออุดที่หูเพื่อให้จำได้ดียิ่งขึ้นและปิดท้ายด้วยเสียงฟาดไม้บรรทัดลงบนโต๊ะของคุณครู

       “เงียบ!”

       ผมได้แต่หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผมมุ่งตรงไปจนถึงโต๊ะของตัวเองโดยไม่เป็นที่สังเกตนัก แต่วันนี้ทุกเสียงกลับเงียบสงัดราวกับเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมมองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไป เพื่อนร่วมชั้นทุกคนประจำที่ของตัวเองอย่างเรียบร้อย และคุณอาแมลที่เดินงุ่นง่านพร้อมกับไม้บรรทัดเหล็กของเขา ผมจำต้องเปิดประตูและเข้าไปในห้องท่ามกลางความเงียบสงัดนั้นด้วยความอายและความกลัวเกินกว่าจะบรรยายได้

       “รีบไปนั่งที่ของเธอซะ นายฟรองซ์ เธอเกือบมาไม่ทันแล้ว เรากำลังจะเริ่มเรียนกันพอดี”

       ผมก้าวขาข้ามเข้าไปยังม้านั่งและเข้าประจำที่ของตนเองทันที หลังจากความตระหนกบรรเทาลง ผมจึงตระหนักได้ว่าคุณครูของพวกเราสวมเสื้อเรอแดงโกต (redingote) สีเขียว ผ้าจาโบ (jabot) ที่พับจีบอย่างประณีตและหมวกกาลอตต์ (calotte) ปักด้วยไหมสีดำ ซึ่งเสื้อผ้าเหล่านี้เขาจะสวมใส่เฉพาะงานสำคัญอย่างการมอบรางวัลหรือพิธีการตรวจตราเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นชั้นเรียนทั้งชั้นดูแปลกไปแต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องประหลาดใจอย่างสุดขีดคือการเห็นชาวบ้านหลายต่อหลายคนนั่งอยู่หลังห้อง ที่ๆเคยว่างเปล่ากับดูแน่นขึ้นอย่างถนัดตา ชายชราโอสแซร์ที่สวมหมวกทรีกอร์น (tricorne) ท่านอดีตนายกเทศมนตรี บุรุษไปรณีย์ผู้เกษียณตำแหน่งไปแล้ว รวมทั้งผู้คนอีกมากหน้าหลายตา ทุกคนต่างดูเศร้าสลด คุณโอสแซร์นำหนังสือฝึกคัดตัวอักษรเล่มเก่าที่ขอบขาดหลุดลุ่ยมาด้วย เขาวางมันไว้บนตักและสอดส่ายสายตาผ่านแว่นอันหนาเตอะไปบนหน้ากระดาษ

       ในขณะที่ผมกำลังตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น คุณอาแมลได้ก้าวขึ้นไปบนแท่นพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลและหนักแน่นเช่นเดียวกับที่ผมจดจำได้เสมอมา เขากล่าวว่า

       “นักเรียนทุกคน นี่คือคาบเรียนสุดท้ายที่ฉันจะได้ทำหน้าที่ของตัวเอง มีคำสั่งมาจากกรุงเบอร์ลินให้ยกเลิกการสอนทุกอย่างในเขตอาลซัสและลอแรนน์ โดยให้สอนเพียงภาษาเยอรมันเท่านั้น ครูคนใหม่ของพวกเธอจะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ วันนี้คือบทเรียนภาษาฝรั่งเศสสุดท้ายของพวกเธอทุกคน ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียน”

       คำพูดไม่กี่คำของคุณอาแมลกลับทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวด อา! ข่าวร้ายนั่นเอง เรื่องนี้สินะที่ติดประกาศไว้ที่ศาลาเทศบาล

       บทเรียนภาษาฝรั่งเศสสุดท้ายของผม!...

       นักเรียนอย่างผมที่ยังเขียนไม่ได้ศัพท์! ผมจะไม่มีโอกาสได้เรียนอีกแล้ว! ทุกอย่างจะต้องจบลงตรงนี้!... ผมโกรธตัวเองเหลือเกินที่ไม่เคยตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ผมมัวแต่วิ่งเล่น เก็บไข่นก หรือลื่นไถลไปบนแม่น้ำซาร์ที่หนาวเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง ตำราเรียนที่แสนน่าเบื่อและหนักอึ้ง บทเรียนเรื่องไวยกรณ์ ชีวประวัติของนักบุญ สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเพื่อนเก่าของผมในตอนนี้ที่ยากจะลืมเลือน เช่นเดียวกับคุณอาแมล ความรู้สึกที่ว่าเขาจะจากที่นี่ไปและผมจะไม่ได้พบกับเขาอีกได้ลบเลือนภาพของบทลงโทษรวมทั้งรอยฟาดจากไม้บรรทัดที่เขาเคยฝากไว้

       ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน คุณอาแมล!

       เพื่อเป็นเกียรติให้กับคาบเรียนสุดท้าย เขาแต่งตัวเต็มยศและผมเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกๆคนในหมู่บ้านถึงได้มารวมตัวกันในวันนี้ ราวกับว่าพวกเขาเสียใจที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับโรงเรียนแห่งนี้เท่าที่ควร รวมทั้งเป็นการขอบคุณคุณอาแมลสำหรับการอุทิศตัวกว่า 40 ปีเพื่อมอบความรู้ให้กับหมู่บ้านแห่งนี้และแสดงออกถึงความเคารพต่อบ้านเกิดเมืองนอนที่มิได้เป็นของพวกเขาอีกแล้ว

       ในขณะที่ผมกำลังใคร่ครวญเรื่องราวทั้งหมดอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเอง คราวนี้เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องท่องบทเรียนของวันนี้ จะทำอย่างไรหากผมไม่สามารถท่องกฎการผันกริยาทั้งหมดนี้ได้ด้วยน้ำเสียงที่ดัง ชัดเจน และถูกต้อง แน่นอนว่าผมพูดผิดตั้งแต่คำแรก ผมยืนแข็งทื่ออยู่เช่นนั้นที่โต๊ะของตัวเอง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ผมไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา แต่คุณอาแมลกล่าวกับผมว่า

       “ฉันไม่ตำหนิเธอหรอกนะ นายฟรองซ์ เธอถูกลงโทษมามากพอแล้ว” ไม่ผิดไปจากที่เขากล่าว ทุกๆวันเรามักจะบอกกับตัวเองว่า “โถ่! ยังมีเวลาเรียนอีกถมเถไป” “ตั้งใจเรียนพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย” และคุณก็คงจะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้... โอ้! นี่คือปัญหาใหญ่แห่งแคว้นอาลซัส เรามักผัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอ ราวกับกำลังบอกกับเราว่า “คุณแน่ใจแล้วหรือที่จะอ้างว่าตนเองเป็นชาวฝรั่งเศส ทั้งๆที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาฝรั่งเศสได้” ในบรรดาทุกคน เธอไม่ได้เป็นคนที่เลวร้ายที่สุดหรอก นายฟรองซ์ เราต่างก็มีสิ่งที่ต้องตำหนิตนเองกันทั้งนั้น

       “พ่อแม่ของพวกเธอมิได้ตระหนักว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาอยากให้เธอทำงานตามท้องไร่ท้องนาหรือทอผ้าเพื่อหาเงินเล็กๆน้อยๆ ฉันเองก็เช่นกันที่ต้องตำหนิตัวเอง ฉันมิใช่หรือที่สั่งให้เธอให้ไปรดน้ำต้นไม้อยู่บ่อยๆแทนที่จะได้เรียนหนังสือ และทุกครั้งที่ฉันอยากจะไปตกปลา ฉันก็ให้พวกเธอได้หยุดเรียนมิใช่หรือ...

       ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปเสมอ คุณอาแมลเริ่มพูดถึงภาษาฝรั่งเศสโดยเขาบอกว่า นี่คือภาษาที่ไพเราะที่สุดในโลก มีลักษณะชัดเจนและเข้มแข็ง พวกเรามีหน้าที่ต้องรักษาและห้ามปล่อยให้ภาษานี้เลือนหายไปเด็ดขาด เพราะเมื่อใดที่เราตกเป็นทาส ตราบใดที่เรายังมีภาษาของตนเราจะมีทางออกจากการถูกคุมขังเสมอ จากนั้นเขาหยิบหนังสือไวยกรณ์ขึ้นมาและพูดถึงบทเรียนของเรา ผมประหลาดใจมากที่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เป็นอย่างดี ทุกอย่างที่เขาสอนกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผม ง่ายดายเหลือเกิน ผมเข้าใจว่านี่คือครั้งแรกที่ผมตั้งใจเรียนและเป็นครั้งแรกที่คุณอาแมลใช้ความตั้งใจที่มีทั้งหมดของเขาอธิบายบทเรียน ประหนึ่งว่าเขาต้องการถ่ายทอดความรู้ที่มีทั้งหมดให้กับทุกคนและอยากให้เราจดจำสิ่งเหล่านั้นได้ก่อนที่เขาจะจากไป

       จากไวยกรณ์เราก้าวข้ามมาสู่การเขียน ในวันนี้คุณอาแมลเตรียมแบบฝึกหัดชุดใหม่มาให้เรา มันถูกเขียนด้วยลายมือที่สละสลวย ฝรั่งเศส อาลซัส ฝรั่งเศส อาลซัส ข้อความเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนผืนธงที่ผูกติดไว้กับโต๊ะและโบกสะบัดไปทั่วทั้งห้องเรียน คุณต้องไม่เชื่อสายตาตนเองเพราะทุกคนล้วนตั้งใจเรียนและห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด! เราไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงครูดของปากกาที่จรดลงไปบนหน้ากระดาษ ขณะหนึ่งมีตัวด้วงบินเข้ามาในห้องแต่กลับไม่มีใครให้ความสนใจเลย แม้กระทั่งเด็กเล็กที่กำลังคัดตัวอักษรด้วยสมาธิและความตั้งอกตั้งใจ เสมือนว่าพวกเขาได้เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสเช่นกัน บนหลังคาห้องเรียนนกพิราบส่งเสียงร้อง อูกๆ ผมกลับคิดขึ้นได้ว่า

       “นกพิราบพวกนี้จะถูกบังคับให้ส่งเสียงร้องเป็นภาษาเยอรมันหรือไม่นะ”

       บางครั้งบางคราวผมเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดและพบว่าคุณอาแมลยืนนิ่งอยู่บนแท่นและจ้องมองไปยังสิ่งของรอบตัวเขาราวกับว่าจะนำเอาของพวกนี้ติดตัวไปด้วยได้... ไร้ข้อกังขา! ระยะเวลากว่า 40 ปี เขายังคงอยู่ตรงนั้นที่ประจำของเขา มีห้องเรียนเป็นภาพประจันอยู่เบื้องหน้าและการเรียนการสอนที่เหมือนเดิมเสมอตลอดมา มีเพียงม้านั่งและโต๊ะที่ถูกใช้งานจนขึ้นเงา ต้นไม้ในสนามที่เติบโตขึ้นและพืชพันธ์ต่างๆที่เขาได้หว่านเมล็ดไว้จนเติบใหญ่ปกคลุมไปทั่วทั้งอาคารเรียน น่าใจหายที่บัดนี้ชายผู้นี้ต้องทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังพร้อมกับเสียงพี่สาวของเขาจากห้องด้านบนที่สาละวนอยู่กับการเก็บข้าวของ! เพราะเขาต้องออกจากที่นี่ทันทีในวันรุ่งขึ้น ออกจากดินแดนแห่งนี้ไปตลอดกาล

       แต่กระนั้นเขากลับมีใจเข็มแข็งเพื่อมอบความรู้ให้กับทุกคนจวบจนวาระสุดท้ายมาถึง หลังจากวิชา การเขียนจบลง เขาสอนวิชาประวัติศาสตร์และเด็กเล็กก็ฝึกสะกดคำอย่างพร้อมเพรียงกัน บอ-อา-บา บอ-เอ-เบ -บอ-อี-บี บอ-โอ-โบ บอ-อู-บู ชายชราโอสแซร์ที่นั่งอยู่ท้ายสุดของห้องกำลังสวมแว่นตาพร้อมกับถือหนังสือ ก. ข. ค. ไว้ด้วยสองมือ เขากำลังสะกดคำอยู่เช่นเดียวกัน เสียงสั่นเครือของเขาทั้งชวนหัวและชวนให้เราเสียน้ำตาไปในคราวเดียวกัน อา! ฉันจะจดจำคาบเรียนสุดท้ายนี้ไว้ตลอดไป

       ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงย่ำระฆังดังก้องมาจากโบสถ์เพื่อบอกเวลาเที่ยงตรงพร้อมกับเสียงสวดมนต์ยามบ่าย ในขณะนั้นเองเสียงเป่าแตรของทหารปรัสเซียที่ดังขึ้นเป็นสัญญาณเลิกซ้อมรบได้เล็ดลอดสอดแทรกตามสายลมมายังห้องเรียน... คุณอาแมลยืนขึ้น ณ ตำแหน่งเดิมของเขาด้วยสีหน้าซีดผืด เขาช่างดูยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

       “พี่น้องทุกคน ฉะ... ฉัน...” เขากล่าว

       แต่ราวกับมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ เขาไม่สามารถกล่าวจนจบประโยคได้

       เขาจึงหันหน้าเข้าหากระดาน หยิบแท่งชอล์กขนาดเล็กขึ้นมาและบรรจงเขียนตัวหนังสือให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี

“ฝรั่งเศสจงเจริญ!”
 
       เขายืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้น ศีรษะค้ำยันอยู่กับกำแพง ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดใด มีเพียงมือที่ทำเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า

       “คาบเรียนนี้จบลงแล้ว... พวกเธอไปได้”

SHARE

Comments