ชายหนุ่มผู้วาดไฟไว้บนฟ้า
       ค่ำคืนที่บรรยากาศมืดสนิทหลายคนอาจเคยได้แหงนมองบนท้องฟ้าในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองต่างๆ และคงได้เห็นไฟระยิบระยับหลากสีสันและเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องที่สร้างความตราตรึงใจไปตราบนานเท่านาน แม้ว่า‘พลุ’นั้นจะพาตนเองขึ้นไปอวดสายตาประชาชนที่เฝ้ารอเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น แต่กว่าที่มันจะกลายมาเป็นดาวที่เจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้าจะต้องผ่านการรังสรรค์โดยผู้ที่เชียวชาญในการทำพลุเพราะหากสังเกตให้ดีข่าวที่มักจะมาพร้อมกับพลุคือการระเบิดที่ไม่คาดฝันจนก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิตได้ เนื่องจากพลุเป็นอุปกรณ์ในหมวดหมู่วัตถุระเบิดชนิดหนึ่ง ลักษณะของพลุประกอบด้วย เสียง แสง ควัน และเถ้า ซึ่งพลุถูกออกแบบให้เผาไหม้และจุดระเบิดที่แสงสีต่างๆ ในกระบวนการผลิตนั้นสารเคมีแต่ละชนิดสามารถเข้ากันได้ (Chemical compatibility) บางอย่างก็เข้ากันไม่ได้ (Incompatible chemicals) ซึ่งหมายความว่าถ้านำมาผสมกันแล้วอาจจะทำให้เกิดอันตรายหรือเมื่อถูกกระทบกระเทือนก็สามารถทำให้ระเบิดได้ สารบางประเภทเมื่อนำไปเก็บรวมกันอาจจะทำปฏิกิริยาต่อกันจนลุกติดไฟขึ้นมาได้เอง ซึ่งเป็นอันตรายมากหากเก็บไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าสารเหล่านี้จะติดไฟได้เองเสมอไปแต่ก็ควรระวังไว้ก่อน และเป็นที่แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนคงต้องหันหลังให้กับอาชีพนี้เพราะการประกอบธุรกิจอื่นๆ เช่น การจำหน่ายสินค้าหรือธุรกิจอาหารกล่องเพื่อสุขภาพผ่านระบบ social network นับว่าเป็นงานที่ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเช่นนี้ แต่ยังมีนักศึกษาหนุ่มผู้หลงใหลในการเนรมิตฝุ่นผงให้สุกสกาวเป็นดาวประดับท้องฟ้า อะไรคือแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่คนนี้ ‘ชายหนุ่มผู้วาดไฟไว้บนฟ้า’

       เมื่ออายุประมาณ 20 ต้นๆ เชื่อว่าชีวิตของใครหลายคนคงอยู่ในช่วงของการค้นหาตัวเองว่าเราอยากจะทำอะไรกันแน่ บางคนเลือกที่จะคิดเฉยๆ บางคนอาจจะเริ่มทำบ้าง ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีเป้าหมายอย่างจริงจัง แต่ก็มีคนอีกประเภทหนึ่งที่คิดและทำอย่างจริงจังตั้งแต่ต้น เพื่อหวังว่าชีวิตของเขาจะได้ทำในสิ่งที่รักที่สุด และต้องเป็นสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้ด้วย “ยศกร จันต๊ะวงค์” หรือ “โย่ง” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือหนึ่งในนั้น ในวัยเด็กเขาเติบโตมากับความชื่นชอบที่ได้เห็นการแข่งขันจุดพลุในหมู่บ้านหนึ่งของจังหวัดน่านและได้เรียนรู้จากบุคคลในครอบครัวอย่างพ่อและตา รวมถึงผู้รู้ในหมู่บ้านซึ่งเคยบวชเรียนมา เพราะหน้าที่ของสงฆ์มิได้มีเพียงการสืบทอดพระพุทธศาสนาเท่านั้นหากต้องสืบทอดภูมิปัญญาไปสู่คนรุ่นหลังด้วย เขาสั่งสมประสบการณ์ด้วยอาศัยไปช่วยงานผู้อื่นจนกระทั่งอายุ 17 ปี จึงได้มีโอกาสแปรเปลี่ยนความหลงใหลที่อยู่ภายในจิตใจให้กลายเป็นผลงาน ซึ่งความชอบนี้มักจะถูกห้ามปราบโดยครอบครัวอยู่เสมอเนื่องจากสิ่งที่เขากำลังคลุกคลีอยู่นั้นเต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่คาดคิด แต่เขากลับมีใจที่มุ่งมั่นเพื่อที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งนี้สามารถยึดไว้เป็นหลักในการหาเลี้ยงชีพของเขาได้

       ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ทดลอง และพิสูจน์ตัวตนกว่า 11 ปีของเขาต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นที่ไม่ตรงกันกับสมาชิกในครอบครัว จนต้องเว้นช่วงการทำพลุไปพักใหญ่ แต่ด้วยความรักและมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนทำให้เขาไม่เคยคิดย่อท้อหรือคิดที่จะไปเริ่มต้นใหม่กับสิ่งอื่น ในปัจจุบันนี้มีวัยรุ่นอีกมากมายที่หันมาประกอบธุรกิจเพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองโดยใช้ช่องทาง social media ต่างๆขายสินค้าและบริการที่รองรับกับกระแสนิยมของผู้คนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้านำเข้าจากต่างประเทศ อาหารเพื่อสุขภาพ หรืออุปกรณ์เสริมของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับพวกเขาเป็นกอบเป็นกำ แต่ช่างทำพลุคนนี้กลับมองว่า การทำสิ่งเหล่านี้ให้กำไรได้เช่นกัน แต่การจะจับเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาทำนั้นต้องขึ้นอยู่กับหลักสำคัญ คือ เรามีความชอบ ความถนัดผนวกกับภูมิความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น อีกประการหนึ่งคือหากต้องเริ่มต้นทำในสิ่งใหม่จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ การสั่งสมประสบการณ์ และการสร้างกิจการของตนให้เป็นที่รู้จัก เขามองว่าการทำงานโดยพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีมากเกินไปมีความเสี่ยง เพราะเมื่อเราขาดตัวกลางนี้ไปปัญหาที่เกิดขึ้นคือเราไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือเกิดความล่าช้าในการจัดการ อีกทั้งเขามีลักษณะนิสัยที่ชอบการได้สัมผัสลงมือทำงานจริง มากกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ เพราะจะยิ่งช่วยสร้างความคุ้นเคยและทำให้เรารู้จักตัวตนของงานชิ้นนั้นมากยิ่งขึ้น

       โย่งเล่าว่ากว่าจะเป็นพลุที่เราได้เห็นกันอยู่บนท้องฟ้านั้น การทำพลุหนึ่งลูกต้องผ่านขั้นตอนที่ต้องสาธยายกันยาวเหยียด เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำพลุ การผสมสารเคมีจากผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอัตราส่วนของการผสมสารเคมี ลักษณะของสารเคมี รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดจากสารนั้นๆ เนื่องจากสารเคมีแต่ละชนิดจะทำปฏิกิริยาในสภาพที่แตกต่างกันรวมถึงให้สีสันแปรผันไปตามสารที่ใช้ เช่น สทรอนเซียมคาร์บอเนต (SrCO3) ให้สีแดง แบเรียมคลอเรต (BaClO3) ให้สีเขียว คอปเปอร์ซัลเฟต (Cu2SO4) ให้สีฟ้า และแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ให้สีเหลือง เป็นต้น ทั้งนี้ในการนำส่วนประกอบแต่ละชนิดมาผสมกันต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ช่างทำดอกไม้ไฟต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญ

       รู้จักสารเคมีแต่ละตัวอย่างดี และการนำสารประกอบมาผสมกันด้วยอัตราส่วนที่มีการคำนวณอย่างถูกต้องตาม ชนิด ขนาด และรูปแบบที่ต้องการ จากนั้นช่างจะมีการปั้นส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นก้อนเล็กๆ หรือใช้เครื่องมือในการปั๊มออกมาเป็นก้อนลักษณะกลมๆ เรียกว่า “เม็ดดาว” สำหรับวัตถุดิบในการประกอบขึ้นเป็นดอกไม้ไฟ ได้แก่ ภาชนะบรรจุ, เม็ดดาว, เชื้อปะทุระเบิด และ ชนวน โดยขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุดที่จะทำให้ดอกไม้ไฟออกมาเป็นรูปร่างแบบไหนหรือสีใดนั้น คือ การเลือกเม็ดสีให้ได้สีตามที่ต้องการและนำมาเรียงลงในเปลือกดอกไม้ไฟซึ่งทำจากกระดาษแข็งจนเต็มตามรูปแบบนั้นๆ ขั้นตอนสุดท้ายคือการจุด ในอดีตมักจุดชนวนด้วยมือและวิธีการนี้ยังสามารถพบเห็นได้ในงานเล็กๆของหมู่บ้าน แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น การต่อวงจรไฟฟ้าเข้ากับสายชนวนที่ต่อออกมาจากลูกพลุเข้ากับตัวรับสัญญาณซึ่งควบคุมการทำงานด้วยแผงควบคุม รีโมต หรือคอมพิวเตอร์ เมื่อกดปุ่มส่งสัญญาณแล้วระบบจะเริ่มปฏิบัติการจนกระทั่งเราได้เห็นการทำปฏิกิริยาทางเคมีที่สว่างไสวอยู่บนฟากฟ้า

       ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าการดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยเงินเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากความชอบแล้วรายได้ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจของเขา แต่การลงทุนทำพลุเกิดขึ้นครั้งเดียวเมื่อเริ่มดำเนินกิจการเท่านั้น เมื่อมีอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆที่ครบครันก็สามารถรับจ้างเป็นอาชีพได้ อัตราค่าจ้างนั้นขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างที่จะกำหนดงบประมาณมาให้ หลังจากที่รับข้อเสนอมาคนจุดพลุจะต้องสอบถามรายละเอียดของสถานที่ เวลาและข้อจำกัดต่างๆ นำมาผ่านกระบวนการคิดคำนวณแล้วจึงสามารถเริ่มเตรียมการได้ บ่อยครั้งที่มีการเสนอค่าจ้างสูงเกินกว่าที่เขาจะสามารถบริหารจัดการเพียงผู้เดียวได้ จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายมาช่วยจุดพลุ ซึ่งเครือข่ายที่ว่านี้จะติดต่อกันผ่านทางกลุ่มผู้ที่สนใจในการทำพลุ รวมถึงผู้ที่ชำนาญในการทำพลุที่เขาเคยได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์มา มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้เองแสดงให้เห็นว่า ในการดำเนินธุรกิจใดใดก็ตามเราไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้ การได้รู้จัก การติดต่อกันจะส่งผลดีให้กับเราอย่างแน่นอน ผู้คนที่ประกอบอาชีพจุดพลุนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือคนที่ทำพลุและจุดพลุ กับคนที่รับจุดพลุเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเภทที่สองนี้สามารถสั่งพลุจากคนทำพลุได้ ไม่ต้องผลิตเองจึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าประเภทแรกอย่างมาก แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยคือคนจุดพลุไม่สามารถจัดพลุให้ตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้างได้ ต้องแก้ไขปัญหาโดยการเสนอทางเลือกอื่นให้กับลูกค้าซึ่งถือว่าเป็นการตลาดของผู้ทำอาชีพนี้ ประสบการณ์หรือความน่าเชื่อถือเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆในการตัดสินใจของผู้ว่าจ้างแต่กลยุทธ์ที่สำคัญซึ่งโย่งได้เปิดเผยกับเรา คือราคา รูปแบบ หรือเทคนิคต่างๆ คล้ายกับการบริโภคสินค้าและบริการอื่นๆซึ่งเมื่อมีทางเลือกใหม่ ผู้ใช้บริการก็มีสิทธิในการทดลอง หากได้ผลลัพธ์ที่ดีก็จะก่อให้เกิดการจ้างงานต่อไป เงินที่ได้รับมาจากการทำงานนั้นไม่สามารถนำไปใช้โดยขาดการไตร่ตรองได้ เพราะการดำเนินงานแต่ละครั้งจำเป็นต้องควักเงินในกระเป๋าออกไปใช้ก่อนแล้วจึงนำรายรับมาจัดสรรปันส่วนให้กับผู้ร่วมงานและใช้หนี้ตนเองอีกครั้งหนึ่ง กำไรที่ได้มาจึงมีไว้เพื่อนำไปต่อยอดผลงาน ขยายกิจการต่อไป

       ผู้ปกครองหลายคนมักห่วงเรื่องการจัดการเวลาของลูกหลานที่ทำงานในวัยเรียน สำหรับโย่งแล้วการเรียนก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำในสิ่งที่ตนรัก เขามักรับงานในช่วงปิดเทอม วันหยุดหรือช่วงสุดสัปดาห์ แต่หากจำเป็นต้องทำงานในวันเวลาที่มีการเรียนการสอนก็จะมีการเข้าไปพูดคุยกับอาจารย์ผู้สอนเพื่ออธิบายถึงเหตุผลหรือความจำเป็นพร้อมด้วยเอกสารรับรองจากผู้ว่าจ้าง ผู้ปกครองของเขาเองมักจะสอบถาม คอยติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอด้วยอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่เขาก็ได้พิสูจน์ตัวตนด้วยผลงาน ทำให้คนรอบข้างเห็นว่าสิ่งที่เขาชื่นชอบไม่ได้ส่งผลเสียต่อชีวิตการเรียนแต่อย่างใด หลังจากสำเร็จการศึกษา การทำพลุอาจไม่ได้เป็นอาชีพหลักของเขาเนื่องจากไม่ได้มีงานรื่นเริงเกิดขึ้นทุกวันแต่เขายืนยันอย่างแน่วแน่ว่าสิ่งนี้จะมีความสำคัญไม่แพ้สิ่งที่เขาใช้เพื่อหาเลี้ยงชีพ เพราะเป้าหมายของช่างทำพลุคนนี้มิได้หยุดอยู่เพียงแค่การได้พิสูจน์ตัวตนจนเป็นที่สำเร็จหากแต่คือการมีชื่อเสียง ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในวงการคนทำพลุและกลุ่มผู้ใช้บริการ เมื่อมีงานเพิ่มมากขึ้นก็หมายความว่ารายรับก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งนี้เองคือสิ่งที่ตอบสองความต้องการของเขา

       แรงผลักดันสำคัญที่ช่วยประคองเขาไว้ตั้งแต่หัดคลาน เริ่มเดิน จนวันนี้เขาสามารถวิ่งไปด้วยขาที่มั่นคง สิ่งเหล่านั้นคือรอยยิ้ม เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องหลังจากฝุ่นผงที่ดูไร้ค่าไร้ราคาได้ผ่านกระบวนการคิด การผลิตร่วมหลายเดือนจนถูกจุดและลอยสู่กลางท้องนภา ความเหนื่อยยากที่สั่งสมมาทั้งหมดถูกปลดเปลื้องออกไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที มันกลายเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าสำหรับเขา เพราะพลุไม่เพียงแต่พุ่งตรงไปสู่จุดหมายของมันคือท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ แต่มันยังทำหน้าที่พุ่งตรงไปสู่เป้าหมายของคนจุดพลุด้วยนั่นคือ กลางใจของเราผู้ได้พบเห็นแสงไฟที่ถูกวาดไว้อย่างวิจิตรบรรจง
SHARE

Comments