การเดินทางตามหาพระอาทิตย์ตก
‘ลุงเคยไปที่นั่นแล้วเหรอครับ?’

ชายชราบนเก้าอี้เหล็กตัวยาววาดยิ้มบาง

‘ใช่ เมื่อนานมาแล้ว’ เสียงของคู่สนทนาสั่นไหวไปตามตัวเลขอายุ ผมขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักก่อนจะตัดสินใจถามคำถามสุดท้ายที่เก็บเอาไว้

‘ผมจะได้เจอพระอาทิตย์ตกจริงๆใช่ไหมครับ?’

และบทสนทนาก็จบลง

ผมไม่ได้คำตอบ



เสื้อสุดท้ายถูกพับและจัดใส่ในกระเป๋าเป้อย่างดูดีที่สุดเท่าที่ผู้ชายอย่างผมจะทำได้ เวลาอีกสองสามนาทีต่อมาหมดไปกับการยืนคุยกับตัวเองว่าลืมอะไรอีกหรือเปล่า และหลังจากนั้นผมถึงได้ลงจากชั้นสองและเตรียมตัวที่จะออกเดินทาง

ด้านหน้าของตึกแถวสองชั้นที่ผมอยู่เป็นถนนไม่กว้างนัก ส่วนมากจะมีแต่จักรยานกับคนแถวนี้ที่ใช้มัน ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าผืนเดิมเป็นครั้งสุดท้าย

ท้องฟ้าสีฟ้าหม่นแต้มสีชมพูเล็กๆที่หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น ผมไม่เคยเห็นท้องฟ้าสีอื่น 

เพิ่งจะมารู้ไม่นานมานี้ว่าที่จริงแล้วยังมีท้องฟ้าอีกหลายแบบอยู่ด้วย

ผมส่งยิ้มให้คุณลุงใจดีที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กริมถนนตัวเดิม เขานี่แหละครับที่เป็นสาเหตุในการเดินทางครั้งนี้ของผม

การเดินทางตามหาท้องฟ้าที่ไม่อึมครึมแบบที่เห็นจนชินตา

นอกจากการใช้ชีวิตในแต่ละวันผมก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับอะไรอย่างอื่นอีก ผมรู้ว่าคนเราตื่นมาต้องอาบน้ำ กินข้าว แล้วก็ทำงาน ซึ่งงานของผมก็คือการดูแลแดฟโฟดิล, ดอกไม้ดอกเดียวในกระถางริมหน้าต่างห้องนอน ผมก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไมเหมือนกัน แล้วก็ไม่เคยคิดสงสัยด้วย จนกระทั่งได้มานั่งคุยกับคุณลุงฝั่งตรงข้ามของถนนคนนั้นนั่นแหละ

‘ในกระถางนั่นแดฟโฟดิลหรือพ่อหนุ่ม?’ ผมเงยหน้าจากถุงขยะที่ตัวเองลากออกมาทิ้งพลางมองหาต้นเสียงอย่างงงๆ ก่อนจะพบกับชายชราท่าทางใจดีอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร

‘...ครับ’ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าคำตอบนั้นทำให้คนฟังชะงักไปเล็กน้อย

‘สีสวยดีนะ เห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศตอนเช้าๆ’

‘ตอนเช้า?’ 

ตอนที่ได้ยิน คำนั้นฟังดูแปลกมากสำหรับผม

ผมดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน นั่นเป็นบทสนทนาแรกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ผมจำได้ และหลังจากนั้นการพูดคุยทั้งหมดก็ยิ่งตามมาด้วยคำถาม ผมไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตมีเรื่องน่าสงสัยมากขนาดนี้มาก่อน 

อย่างเช่นผมมาจากไหน

ผมไม่เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง และเมื่ออยากถามก็ไม่พบใครที่พอจะมีคำตอบ ราวกับว่าผมตื่นมาแล้วก็ตกเข้าสู่ลูปชีวิตที่เป็นอยู่ไปโดยอัตโนมัติ

‘เฮ้อ...’ 

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะต้องหายใจเข้าอีกเต็มปอดหลังจากตัวเองเดินมาได้สักพัก เส้นทางที่คุณลุงบอกมายังคงไม่มีอะไรแปลกตา ถนนที่ปูด้วยหินสีดำยังคงทอดยาวไปจนสุดสายตาของผม

‘..?’ 

ทว่าเมื่อเงยหน้ามองขึ้นด้านบน ชั้นบรรยากาศบนนั้นกลับดูเข้มขึ้นอย่างประหลาด และพอไล่มองออกไปตามทางกลับพบว่าในความมืดนั้นมีแสงสว่างเล็กๆประปรายอยู่ตามรอยเมฆ

ผมเดินต่ออย่างไม่รอช้า แม้ว่าความเร็วของเท้าตัวเองจะไม่เท้ากับที่ใจอยากให้เป็น ผมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่คิดอะไรไปมากกว่าสีของท้องฟ้าที่แปรไปทีละนิด 

ความรู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้เกิดขึ้นจนผมหลุดยิ้มออกมา ความสดชื่นแผ่ไปทั่วร่างกายอย่างไร้เหตุผล 

ผมเพิ่งรู้ตัวว่าไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้เลยที่ผ่านมา

สิบนาที ยี่สิบนาที จนเกือบชั่วโมง ผมยังคงเดินต่อ แม้ฟ้าหม่นปนชมพูแบบที่คุ้นชินยังคงมีให้เห็น แต่เฉดใหม่ที่ค่อยๆปรากฏขึ้นเติมความหวังของผมได้เป็นอย่างดี

ผมแน่ใจว่ากำลังเข้าใกล้จุดหมายของตัวเองแล้ว

ซ่า!

เสียงน้ำกระทบกับของแข็งบางอย่างทำให้ผมหยุดชะงักโดยไม่ทันตั้งตัว และเมื่อหันมองหาต้นเสียงก็พบว่า...

โครม!

ภาพแรกที่เห็นคือตึกรอบข้างที่เอียงลงและพื้นที่เข้าใกล้สายตามากขึ้นเรื่อยๆ กระเป๋าเป้ของผมหลุดจากแผ่นหลังและกระเด็นไปที่ไหนสักแห่ง

‘โอ๊ย...’ และเสียงของใครสักคนที่ผมไม่คุ้นหูเอาเสียเลย

ร่างกายของผมกระแทกลงกับพื้นพร้อมกับอีกร่างนึงที่ล้มลงอยู่ไม่ไกล ความสับสนโจมตีอยู่สักพักก่อนที่ผมจะเริ่มตั้งสติได้

เมื่อหันมองคู่กรณี ผมพบดวงตากลมสีเข้มมองมาด้วยความสงสัยอยู่ก่อนแล้ว

และนั่นทำให้ผมไปไม่เป็นยิ่งกว่าเดิม

‘เธอ..?’ ผู้หญิงตรงหน้าทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เงียบลงในตอนสุดท้าย อาการนั้นเกิดขึ้นสลับไปมาอยู่เกือบสองนาที ผมจึงตัดสินใจให้เธอปรึกษากับตัวเองก่อนและหันไปหยิบเป้เพื่อเตรียมจะเดินต่อ

‘มาจากไหนน่ะ?’ 

ในที่สุดคำถามแรกที่ผมแอบลุ้นอยู่เงียบๆก็ถูกถามขึ้นมา

แต่มันกลับเป็นคำถามที่ผมไม่รู้คำตอบเนี่ยสิ

‘เธอล่ะ...มาจากไหน?’ ผมเลือกที่จะย้อนถามกลับไป เธอเม้มรอมฝีปากอย่างใช้ความคิดอยู่สักพักก่อนจะส่ายหน้าออกมา

‘ไม่รู้’ 

คำตอบนั้นทำให้เราทั้งคู่จมลงในห้วงความคิดของตัวเองอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเธอจึงหันมาสบสายตากับผม

‘เธอก็ไม่รู้ใช่ไหม?’ 

ผมพยักหน้ารับอย่างช้าๆ

ซ่า!

เสียงเดิมที่ได้ยินในตอนแรกทำให้ผมสะดุ้งอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเหลียวมองไปในทางที่ผมตั้งใจจะเดินไปในตอนแรกและหันกลับมา

‘เสียงคลื่น ตรงนั้นเป็นชายหาด’ เธอชี้ไปในทิศที่ผมยังมองไม่เห็นเค้าโครงสิ่งที่เธออธิบายเลยแม้แต่น้อย คนตัวเล็กกว่าตัดสินใจหมุนตัวเดินนำหน้า และผมก็เดินตามอย่างไม่ได้ใช้ความคิดอะไรมากนัก

ยังไงก็ไปทางเดียวกันอยู่แล้ว, ผมคิดอย่างนั้น

หลังจากเดินมาได้สักพัก จำนวนตึกและบ้านที่เห็นมาตลอดทางก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ

‘ท้องฟ้าที่นี่...เป็นสีนี้ตลอดรึเปล่า?’ ผมพูดกับแผ่นหลังของคนตรงหน้า 

‘มันมีสีอื่นด้วยเหรอ?’ เธอตอบเสียงเจือหัวเราะ ก่อนจะนิ่งไปเมื่อเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้

ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างเธอ และพบกับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามราวกับว่าผมกำลังมองกระจกส่องตัวเอง

‘สงสัยในเรื่องที่ไม่เคยคิดจะสงสัยมาก่อนใช่ไหม?’ ผมเลิกคิ้วถาม เธอพยักหน้ารับ

‘เราก็เป็น’

ผมทำสัญลักษณ์บอกเธอกลายๆว่าอยากจะเริ่มเดินต่อ 

เราสองคนใช้เวลาไม่กี่นาทีก็มาถึงจุดที่เธอบอก ผมยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้

‘เราคิดถึงท้องฟ้าสีอื่นไม่ออกเลย’

ท้องฟ้าของเธอคือสีม่วงอ่อน มีเส้นขอบฟ้าเบลอๆกั้นไม่ให้มันจมลงไปในทะเลสีคราม ลมเย็นสบายพัดเข้าหาฝั่งอยู่ตลอดเวลา 

‘ที่เราเคยเห็นคือสีฟ้าหม่นปนชมพู’ ผมว่า

‘งั้นมันจะมีท้องฟ้าสีเขียว สีแดง หรือสีดำไหม?’ เธอถามทั้งที่ยังคงทอดมองภาพเดียวกันกับผมอยู่ 

ผมทำได้แค่ยักไหล่อย่างจนปัญญา

‘ไม่รู้สิ รู้แค่ว่าท้องฟ้าที่สวยที่สุดคือตอนพระอาทิตย์ตก’

เธอขมวดคิ้วเหมือนไม่เห็นด้วยเล็กๆ

‘ไปเอามาจากไหน?’

‘มีคนบอกมา’ ผมตอบ เธอหลุดขำออกมาเล็กๆ

‘แล้วเชื่อได้ยังไงว่ามันจริง?’ คนตัวเล็กรวบผมที่ปลิวไปตามลมจนเริ่มมาปรกหน้า

‘ก็เพราะอยากรู้นี่ไงถึงได้เดินมาไกลขนาดนี้’ เธอหันมาสบตาผมอย่างสนใจก่อนจะระบายยิ้มเล็กๆออกมา

‘บางทีเธออาจจะได้เห็นอะไรมากกว่าพระอาทิตย์ตกก็ได้นะ’


SHARE
Written in this book
And the time has stopped...
เมื่อเวลาหยุดหมุน
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments