ณ เส้นขอบฟ้า
ไม่มีใครเคยไปถึงเส้นขอบฟ้า เราทำได้แค่เหม่อมองมัน
     ทิวทัศน์ที่ผมชอบที่สุดคือเส้นตรงซึ่งตัดระหว่างผืนฟ้ากับท้องทะเล มันเป็นองค์ประกอบของธรรมชาติที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ ให้ความรู้สึกมั่นคงและอ่อนไหวไปพร้อมๆ กัน ทุกครั้งที่เดินทางมายังชายฝั่งอันดามันแห่งนี้ ผมจะใช้ช่วงเวลากลางวันอยู่ในห้องพัก เก็บตัวอ่านนิยายที่เตรียมมา ตราบเมื่อแสงอาทิตย์อ่อนแรงลง ผมจะถือสมุดประจำตัวเล่มเล็กๆ และปากกาหนึ่งด้ามออกมานั่งตรงขอนไม้บนชายหาด
     รับกลิ่นเค็มของทะเลและสายลมที่ปะทะใบหน้า สัมผัสความละเอียดของเม็ดทรายด้วยเท้าเปลือยเปล่า ฟังเสียงสาดซัดของคลื่นกระทบฝั่ง เหม่อมองตะวันซึ่งค่อยๆ ลดองศาลง เหล่มองเรือนร่างของหญิงสาวหลากเชื้อชาติด้วยหางตา
     การปลดปล่อยความคิดในบรรยากาศกลมกล่อมแบบนี้ จะทำให้สาระสำคัญตกตะกอนออกมาเสมอ ผมจะจดมันลงไปในสมุดเล่มนั้น บันทึกการเดินทางของความคิดตัวเอง เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นวัตถุดิบของเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่งในอนาคต

"ถ้าแกเป็นนักปฏิวัติไม่ได้ก็ลองเป็นนักเขียนสิ"
     ผมมองหน้าเจนอย่างไม่เข้าใจ "มันเกี่ยวกันยังไง"
     "การเขียนมันเป็นวิธีสื่อสารที่ดีนะ ขัดเกลาความคิดคนได้ เป็นเหตุเป็นผลเจืออารมณ์น้อยกว่าคำพูดจากปาก" เธอพยักหน้าสองครั้งหลังเอ่ยจบ ยืนยันความมั่นใจนั้น
     ผมหยุดคิดพักหนึ่ง "เราว่าโลกนี้ไม่ได้ต้องการนักเขียนเพิ่มอีกแล้วนะ... สมัยนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกอย่างอยู่แล้ว เขียนไปมันก็เป็นแค่การผลิตความคิดเดิมซ้ำ จับนู่นผสมนี่ออกมาให้ดูน่าสนใจ แค่นั้นเอง"
     ริมฝีปากของเธอเคลื่อนไหวกำลังจะพูดบางสิ่ง แต่ผมชิงกล่าวต่อ "อีกอย่างหนึ่ง... ทั้งงานศิลปะและวรรณกรรม หลายครั้งชื่อเสียงของผู้สร้างจะสำคัญกว่าตัวผลงาน"
     "มันก็ส่วนหนึ่งแหละ ไม่ว่าจะทำอะไร ชื่อเสียงมันก็ดึงดูดคนได้เสมอ"
     "แกรู้จักเฟอร์นานโด มาร์กอสไหม"
     เธอส่ายหน้า
     "เขายึดอาชีพนักเขียนตั้งแต่อายุสิบแปด เขียนงานคุณภาพแต่มีคนอ่านแค่หยิบมือ แน่นอนว่าไส้แห้งไม่มีเงินเลี้ยงดูครอบครัว โดนเมียหอบลูกทิ้งไปตอนอายุยี่สิบเจ็ด ชะตาเล่นตลกได้รางวัลศิลปินแห่งชาติตอนสามสิบแปด กลายเป็นชายวัยกลางคนที่มีทั้งเกียรติและทรัพย์สิน ผู้คนไล่ตามอ่านงานของเขาย้อนหลังอย่างบ้าคลั่ง แต่สายไปแล้ว ความสัมพันธ์กับคนที่เขารักไม่มีทางย้อนเป็นเหมือนเดิม"
     เธอจับจ้องที่ผมและฟังอย่างตั้งใจ เรานั่งคุยกันตรงริมน้ำจุดประจำ ท้องฟ้าฤดูร้อนเวลาหกโมงเย็นถูกย้อมด้วยแสงสีส้ม ปราศจากสายลมอากาศอบอ้าวร้อนเหนอะหนะ ผมรู้สึกได้ว่าเหงื่อออกที่แผ่นหลังและหน้าอก ทว่าความน่าอึดอัดของบรรยากาศถูกกลบด้วยความรื่นรมย์ในการสนทนากับเธอ
     "แล้วรู้ไหมหลังจากนั้นเขาทำยังไง"
     เธอส่ายหน้าซ้ำ
     "เปลี่ยนจากคนเก็บตัวเป็นนักท่องราตรี เสพยา มั่วผู้หญิง ไขว่คว้าหาความสุขภาพนอกทุกอย่างที่เงินซื้อได้... แต่ก็ยังเขียนงานอย่างสม่ำเสมอ เขาเปลี่ยนรูปแบบการเขียนของตัวเอง จากการเขียนด้วยประสบการณ์ชีวิตและความช่างสังเกต กลายเป็นการใช้สัญลักษณ์ให้ผู้คนตีความ... แล้วทุกคนก็ชื่นชมเขายิ่งกว่าเดิม บอกว่าเขากล้าที่จะเปลี่ยนเพื่อหาแนวทางใหม่ ไม่กลัวความล้มเหลวแม้จะประสบความสำเร็จแล้ว"
     ผมหยุดพักมองดูริ้วน้ำที่เคลื่อนไหว ท้องฟ้าเริ่มมืดลงจนมองเห็นดาวดวงแรกที่ปรากฏอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนนั้น ผมหันไปมองเธออีกครั้งเพื่อเล่าให้จบ
     "ก่อนสิ้นใจเขาให้สัมภาษณ์ว่าสัญลักษณ์ในงานเขียนพวกนั้น มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย... ไม่มีสักนิด"
     เจนเบิกตากว้างและเผยอปากเล็กน้อย ผมหันไปมองดูทิวทัศน์รอบตัวอีกครั้ง รอเวลาให้เธอขบคิดเรื่องนี้จนเสร็จ
     "เขาหักหลังทุกคนเลยนะ"
     ผมยิ้มและสั่นศีรษะ "เขาชี้ให้ทุกคนเห็นต่างหากว่าภาพลวงตามันเหมือนจริงได้ขนาดไหน ถ้าเรามีอคติ"
     เธอจมลงไปในความคิดของตัวเองอีกครั้ง เราต่างนิ่งเงียบไม่พูดอะไรกัน
     แล้วจู่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นมา "เพราะแบบนี้ไงแกถึงต้องเขียน"
     "หืม"
     "มันน่ากลัวนะที่ภาพลวงตาใกล้เคียงกับความจริงได้ขนาดนั้น แกบอกว่ายุคนี้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แต่มันยากมากเลยที่จะบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน สิ่งที่เราอ่าน ถ้าแกไม่มีหลักยึดที่แน่นพอ ง่ายมากเลยนะที่แกจะหลงทาง... แกดูสิว่าผู้คนสับสนกับชีวิตตัวเองขนาดไหน ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายแบบนี้"
     "อืม" ผมเป็นฝ่ายนิ่งเงียบไปบ้าง
     เจนไม่ได้พูดอะไรผิด มันเป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ทั้งในสื่อ ในหมู่เพื่อน ในครอบครัว... รวมถึงในชีวิตของผมเอง
     เราต่างรับความคิดของใครต่อใครเข้ามาในชีวิต จนบางครั้งลืมหยุดทบทวนว่าจริงๆ แล้วตัวเองต้องการอะไรกันแน่
     เหตุผลที่เธอมอบให้เป็นเหตุผลที่ดี ดีจนผมแปลกใจว่าทำไมจึงมองข้ามมุมนี้ไป... ใบหน้าของอาจารย์เอ็มปรากฏขึ้นมาในความคำนึง หากยังเอาแต่ตัดสินสิ่งต่างๆ และยึดติดกับความเห็นส่วนตัวแบบนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ผมจะถอยออกมาจนเห็นภาพกว้างทั้งหมด
     ผมส่ายหน้าไปมา... การจมอยู่ในความคิดตัวเองมากเกินไปก็ไม่ต่างอะไรกับการยึดติดกับโลกวัตถุภายนอกมากเกินควร
     "แกทำให้เราอยากเขียนนะ แต่เราไม่แน่ใจว่าจะมีใครอ่านมัน" ผมหันไปมองพร้อมสังเกตเห็นหยาดเหงื่อที่ไรผมของเธอ
     "เราคนหนึ่งแหละจะอ่าน" เธอพูดอย่างหนักแน่นและใช้ดวงตาช่วยสื่อความรู้สึก... ผมรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยขึ้นมาในชั่วขณะนั้น ราวกับตัวเองเป็นเด็กหัดเดินที่มีคนคุ้นเคยคอยจูงมือนำทาง "แกแต่งเป็นเรื่องสั้นได้ไหม"
     "ทำไมต้องเรื่องสั้นล่ะ"
     "มันสวยงามและกระชับดี แกมีสารที่อยากจะสื่ออยู่แล้ว เป็นสารที่ดีเรามั่นใจ... แกเอามันมาผสมกับจินตนาการของตัวเองได้ มันกลมกล่อมดีนะ เราอยากเห็นโลกที่แกสร้างขึ้นมา"
     ผมพูดอะไรไม่ออกหลังจากนั้น น้อยครั้งที่ชีวิตอันวางเฉยของผมจะมีความอบอุ่นเช่นนี้ผ่านเข้ามา ทุกความรู้สึกจะดีหรือร้ายมันก็เป็นสิ่งชั่วคราว ผมพยายามไม่ยึดติดกับมัน มันเป็นความเปลืองเปล่าและไม่ใช่สิ่งจีรัง
     ทว่าผมกลับพบความเปลืองเปล่าที่สวยงามเสมอเมื่อใช้เวลาร่วมกับเจน

อาทิตย์กำลังจมดวงลงทางทิศตะวันตก เป็นอีกครั้งที่ผมทิ้งปัจจุบันขณะและดิ่งลงไปในความทรงจำเก่าๆ
     ผมหลับตาลงและหยุดความคิดคำนึงทุกอย่าง กลิ่นเฉพาะตัวของทะเลยามใกล้ค่ำ สัมผัสของลมจากท้องสมุทร เสียงคลื่นสาดซัด เสียงหัวเราะของใครบางคนริมชายหาด เม็ดทรายละเอียดที่สัมผัสผิวเท้า นี่คือจุดที่ผมกำลังดำรงอยู่
     ปัจจุบันขณะคืออะไรกัน ผมตั้งคำถามกับตัวเอง รูปกายของผมอยู่ตรงนี้ แน่นอนนี่คือปัจจุบันของมัน หากจิตของผมมันเคลื่อนย้ายไปจากตรงนี้ได้ไหม
     ความเชื่อแต่เดิมของทุกศาสนา เราแยกจิตออกมาจากกาย มันหดหู่เกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่ ที่จะคิดว่าทุกอย่างหายลับไปเมื่อเราหมดลมหายใจ เราเชื่อในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะเชื่อ มันเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าในการคิดแบบนั้น
     ทว่าสำหรับคนที่ต้องการค้นหาสัจธรรม จิตคืออะไรกัน ยังมีคนอีกกลุ่มที่ต้องการรู้ความจริงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ช่าง
     จิตคือกระแสสำนึกและความทรงจำ สองอย่างนั้นหล่อหลอมเป็นตัวเรา และมันเป็นสิ่งที่ขอบฟ้าความรู้ของมนุษย์ยังไปไม่ถึง เราอธิบายกลไกการทำงานขององค์ประกอบต่างๆ ในร่างกายได้อย่างเข้าใจ เว้นแต่สมองในศีรษะ
     เรารู้ว่าความทรงจำถูกเก็บไว้ในนั้น หากไม่มีใครเข้าใจว่ามันถูกบันทึกลงไปแบบไหน และดึงกลับขึ้นมาทบทวนอย่างไร กระแสสำนึกยิ่งยากไปกว่านั้น มันหายไปตอนเรานอนหลับและกลับมาทันทีเมื่อเราลืมตาตื่น เรารู้เพียงว่ามันมาพร้อมกับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งไปทั่วสมอง หากไม่เข้าใจแม้สักนิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
     แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในหัวของเรา ณ วันหนึ่งวิทยาการของมนุษย์อาจทำความเข้าใจมันได้ แต่ไม่ใช่วันนี้
     นั่นคือความหมายของจิตที่ผมเลือกจะเชื่อ จิตเป็นเพียงองค์ประกอบทางกายภาพที่ซับซ้อนก็เท่านั้น มันไม่ได้อยู่เหนือกาลเวลาและคงอยู่นิรันดร์ เมื่อเราหลับตาเป็นครั้งสุดท้ายจิตก็จะสิ้นสุดลงพร้อมรูปกายภายนอก
     จิตก็เป็นสิ่งชั่วคราวเหมือนกับกาย

เรื่องแบบนั้นทำให้ผมตระหนักว่าการรู้ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด บ่อยครั้งที่มันมาพร้อมกับความทุกข์ซึ่งมากเกินจะรับ อย่างไรก็ตามเมื่อเรารู้อะไรบางอย่างที่กระทบความรู้สึกแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะย้อนกลับไปหาความไม่รู้อันไร้เดียงสา
     พุทธองค์เคยเปรียบชีวิตเหมือนเรือกระดาษที่เกยอยู่ริมหาด เราหวังจะล่องออกไปสู่ท้องสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล หารู้ไม่ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เราดิ้นรนอย่างเปลืองเปล่าเพื่อจะถูกคลื่นซัดกลับมาสู่จุดเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า
     หนทางที่จะออกจากวัฏจักรนี้ก็คือการยอมรับว่าเรือลำนั้นไม่ใช่ของเรา เลือกที่จะเป็นฝ่ายเฝ้ามองดูความเป็นไปของเรือลำนั้นแทน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ปัจเจกคนหนึ่งจะไปได้ถึงจุดนั้น เพราะมันคือแดนของอรหันต์
     อรหันต์คือผู้เฝ้ามองดูความเป็นไปของชีวิต โดยยอมรับว่าชีวิตไม่ใช่ของตัวเขาเอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์ของเหตุที่มีมาก่อน เขาเข้าใจและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีของมัน นั่นคือรากฐานแห่งความสงบและปราศจากอคติ
     ไม่มีใครตำหนิการกระทำของพวกเขาได้ กระทั่งพุทธองค์ก็ยอมรับการจบชีวิตตนเองของอรหันต์

ผมลืมตาขึ้นและมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่ปราศจากดวงตะวัน ผู้คนรอบข้างจากไปแล้ว สายลมก็แผ่วเบาลง เหลือเพียงคลื่นที่สาดซัดเข้ามาอย่างไม่รู้จักเหนื่อยหน่าย
     การทบทวนเรื่องราวทั้งหมดนั้น ทำให้ผมเรียนรู้ว่าตนเข้าใจความหมายของปัจจุบันขณะผิดไป ที่ผ่านมาผมทุ่มเทความพยายามให้กับการหยุดคิดถึงเรื่องราวในอดีตและอนาคต เพียรอย่างหนักที่จะมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ผมหลงยึดมั่นว่านั่นคือปัจจุบันขณะที่ผมตามมา
     "ทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลงแกแค่ต้องเคลื่อนไปกับมัน"
     เจนเคยบอกผมไว้แบบนั้นและผมก็เคยเถียงเธอกลับไปอย่างรุนแรง ผมอยากจะขอโทษเธอและยอมรับว่าตัวเองหยิ่งผยองและมั่นใจจนกลายเป็นความโง่เขลา
     ผมอยากจะบอกเธอว่าคำตอบอาจอยู่ตรงกลางระหว่างความคิดของเราสองคน ทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลง เราควรเป็นฝ่ายเฝ้ามองดูความเป็นไปของมัน การอยู่กับปัจจุบันขณะคือการรับรู้ความคิดและการกระทำของตัวเองอย่างสงบ ไม่ใช่เพียรพยายามกำหนดสิ่งต่างๆ ให้เป็นดังที่ตนต้องการ
     รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผม ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะลับดับไป ผมเปิดสมุดบันทึกและหยิบปากกาขึ้นมาเขียนบางสิ่งก่อนกลับเข้าห้องพัก
     "ไม่มีเรือกระดาษลำใดเคยไปถึงเส้นขอบฟ้า เราทำได้เพียงเฝ้ามองดูการเคลื่อนไหวของมัน"
SHARE
Written in this book
- Jane -
อย่าถามหาเหตุผล จากเรื่องที่ไม่มีวันตกตะกอน
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments