เศรษฐศาสตร์การฟังเพลง


จุดเริ่มต้นที่อยากจะเขียนเรื่องนี้มาจากการที่ได้อ่านหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มนึง แล้วก็ไปเจอประเด็นเกี่ยวกับรสนิยมการฟังเพลงที่น่าสนใจ(อาจจะวิชาการนิดๆนะ)
.
.
ในหนังสือบอกว่าเพลงที่เราฟังหรือชอบเปิดให้คนอื่นฟังจริงๆแล้วอาจจะไม่ใช่แนวเพลงที่เราชอบหรืออินกับมันมากที่สุด แต่เราฟังมันเพราะมันแสดงตัวตนหรือ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมบางอย่างเกี่ยวกับเรา(ศัพท์ยากเนอะ)ออกมา และอาจจะทำให้ปิดกั้นเพลงบางประเภทที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราอยากแสดงออกตัวอย่างเช่น คนผิวสีในอเมริกาชอบ Rap แต่เกลียด Justin Bieber
ถ้าจะให้เห็นภาพแบบไทยๆ ลองจินตนาการถึงตอนที่เราต้องเรียกแท็กซี่ พอรถจอดเทียบฟุตบาท
เราก็เปิดประตูแล้วบอกจุดหมายเรา ...เสียงแรกที่ดังออกมาก่อน "รถติด แก๊สหมด ต้องไปส่งรถ"
คือเสียงเพลงที่มาจากวิทยุ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นเพลงลูกทุ่ง เพื่อชีวิต หรือไม่ก็เพลงภาษาท้องถิ่น
ไม่เคยเจอพี่คนขับเปิด UrboyTJ, Kodaline, วงร็อคเก๋าๆอย่าง Linkin Park หรือแม้กระทั่งเพลงไทยท็อปชาร์ตเลย มีแค่บางครั้งที่เราขึ้นไปแล้วเขาใจดีเปลี่ยนช่องให้
ทำไมพี่คนขับเขาไม่ลองฟัง BNK48 ออกจะดัง อาจจะได้เป็นโอชิใครซักคนก็ได้?สงสัยเหมือนกันว่าเราหรือเขาๆที่ยกตัวอย่างมา ชอบศิลปินคนนั้นจริงๆ อินกับเพลงจริงๆเพราะมันเข้ากับบริบทในชีวิตที่เจอ หรือเพราะเราต้องการจะบอกว่าเราเป็นคนแบบไหนผ่านรสนิยมการฟังเพลงกันแน่ ทั้งบอกกับตัวเองและแสดงออกให้คนอื่นเห็น

ในหนังสือยังบอกต่อว่าแนวเพลงที่เราไม่ชอบจริงๆแล้วเราไม่ได้เกลียดขนาดนั้นแต่เราแค่ต้องการต่อต้านเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจที่จะควบคุมอะไรบางอย่างได้ หรือปิดกั้นไม่ให้คนอื่นมองว่าเราอยู่ใน Stereotype ของคนส่วนใหญ่ที่ฟังเพลงนั้นๆ
ไม่ชอบ Heavy Metal เพราะรู้สึกว่าถ้าฟังแล้วจะดูดิบหยาบ
ไม่ชอบเพลงยุคพ่อแม่จีบกัน เพราะรู้สึกว่ามันเอาท์ เสี่ยว!!
ข้อจำกัดพวกนี้ทำให้เราไม่เปิดใจยอมรับแนวเพลงใหม่ๆ แม้ว่ามันจะเป็นแนวเพลงที่ดีและเราจะอินกับมันมากๆก็ตาม พูดมาถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงตัวเอง เพราะเมื่อก่อนเป็นคนที่ฟังเพลงอยู่ไม่กี่แนว แล้วก็มีแนวเพลงที่แอนตี้อยู่เยอะจนกระทั่งลองเปิดใจฟังเพลงตาม เพื่อน พ่อแม่ และพวกเพลย์ลิสต์ที่ไม่เคยคิดจะฟัง สุดท้ายแล้วก็ได้เจอเพลงดีๆวงเจ๋งๆ แล้วก็ได้เปิดโลกของดนตรีขึ้นไปอีกขั้นนึง
เมื่อก่อน ไม่ชอบ Heavy Metal เพราะรู้สึกว่าถ้าฟังแล้วจะดูดิบหยาบ
แต่ตอนนี้เป็นติ่ง Guns N' Roses ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
เมื่อก่อน ไม่ชอบเพลงยุคพ่อแม่จีบกัน เพราะรู้สึกว่ามันเอาท์ เสี่ยว!!
แต่ตอนนี้ในเพลย์ลิสต์มีแต่เพลง อัสนี วสันต์ กับ พี่เบิร์ด
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ อาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สามารถแบ่งคนออกจากรสนิยมการฟังเพลงเพราะมันทำให้ง่ายต่อการจัดกลุ่มประชากรที่จะซื้อเพลง แต่ในมุมมองของคนที่ชอบเสียงดนตรีมันไม่สามารถแบ่งได้ว่าคุณชอบเพลงแบบนี้แล้วคุณต้องเป็นคนแบบนั้น ทุกๆเพลงมีความเพราะในแบบฉบับของตัวเอง เพลงที่ดูไม่เหมาะกับเราอาจจะเป็นเพลงที่ดีที่สุดในชีวิตเราก็ได้
ขยายความกว้างในการฟังเพลงกันเถอะครับ แล้วจะไม่ผิดหวังแน่นอน.


ขนาดพี่แนปยังกลายเป็นโอตะ นับภาษาอะไรกับหัวใจ(ในการฟังเพลง)
SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าของฉัน
เรื่องเล่าสบายๆสลับกับเรื่องเล่าหนักๆในบางครั้ง ตามอารมณ์ของผู้เขียน

Comments