Internet’s Dark Side - ภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยวของสังคมแห่งเสรีภาพ
Winston Churchill (นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร) เคยกล่าวเอาไว้ในปี 1906 ระหว่างสุนทรพจน์ที่สภาสามัญชนว่า

“Where there is great power there is great responsibility”

หนึ่งเหตุการณ์ช็อคโลกในปีที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นมิสเตอร์ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดหรือเบื้องหลังมีมือที่มองไม่เห็นชักใยอยู่เช่นใด การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของอเมริกาแสดงให้โลกเห็นอยู่สองเรื่อง หนึ่งคืออิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่กลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของผู้สมัครเลือกตั้ง และสองคือข่าวสารมากมายที่พัดโหมด้วยการกดปุ่มไลค์ปุ่มแชร์ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นข่าวจริงเสมอไป จากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัย Stanford ข่าวปลอม (Fake News) ถูกแชร์ไปมากกว่า 30 ล้านครั้งบนโซเชียลมีเดียช่วงระหว่างการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งเป็นข่าวปลอมที่สนับสนุนไปทางมิสเตอร์ทรัมป์ซะเป็นส่วนใหญ่

ไม่ว่าความจริงตื้นลึกหนาบางยังไงทุกอย่างก็เกิดขึ้นไปแล้ว (แต่ในประเทศอเมริกายังมีการตรวจสอบและสืบค้นความจริงกันอยู่นะ) ตอนนี้สิ่งที่โลกควรให้ความสนใจคือต่อไปจะจัดการกับปัญหาข่าวปลอมนี้ยังไง? เพราะรัฐบาลของแต่ละประเทศต่างมีความต้องการที่ต่างกัน มีการร้องขอให้เซนเซอร์ข่าว อาจจะปิดบังบางส่วนหรือทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละที่ คอนเทนท์อันหนึ่งในประเทศหนึ่งอาจจะเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นและเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่สำหรับอีกที่หนึ่งเป็นเพียงข่าวที่ไม่มีใครสนใจ อาจจะจริง อาจจะเท็จ หรืออาจจะทั้งคู่แล้วแต่ว่าใครเป็นคนเล่าและใครเป็นคนอ่าน จุดสมดุลย์ระหว่างอิสรภาพทางการเขียนแสดงความคิดเห็น​กับการเลือกเซนเซอร์คอนเทนท์ต่างๆบนโซเชียลมีเดียกำลังเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ความโปร่งใสในการทำงานและความน่าเชื่อของบริษัทเหล่านี้กำลังถูกตั้งคำถาม เพราะอินเตอร์เน็ตได้ทำลายกำแพงของการแพร่กระจายข่าวสารและข้อมูลจนแทบหมดสิ้นแล้ว แค่สมาร์ทโฟนและคลื่นสี่จีบวกปลายนิ้วคลิ๊ก...ทั้งโลกก็พร้อมจะรับรู้ได้ทันที

โลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียมอบอำนาจให้แต่ละบุคคลอย่างเท่าเทียม มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้แบบเปิดเผย (โดยส่วนมาก) เสรีภาพในการพูดแสดงออกไม่เคยมีมากเท่านี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เริ่มเห็นผลที่ตามมาของอิสรภาพเหล่านี้ ทั้งข่าวสารที่ถูกตบแต่งปลอมแปลง การล่อลวงของผู้ไม่หวังดีเพื่อเอาข้อมูลส่วนตัว ข่าวปลอมที่เต็มหน้าฟีด โฆษณาสินค้าที่ไร้ทางหลีกเลี่ยง ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นผลค้างเขียงที่ตามมาของโลกออนไลน์ที่ไร้ขอบเขต กลายเป็นว่าตอนนี้โซเชียลมีเดียเป็นฝ่ายถูกกดดันให้เริ่มหาทางแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางการเมือง ทางธุรกิจ ทางกฎหมาย หรือแม้เพียงเหตุผลส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่นการโพสต์เหยียดสีผิว ดูถูก หรือมุ่งทำร้ายควรถูกเซนเซอร์ทิ้ง หรืออย่างน้อยควรถูกลดความสำคัญลงและไม่ให้คนเห็นมากนัก

Freedom of Speech (เสรีภาพในคำพูด) เป็นเรื่องที่ประเทศพัฒนาแล้วล้วนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ ความหมายโดยแท้จริงของมันแล้วไม่ใช่เพียงการพูดอะไรก็ได้ตามที่ตัวเองต้องการ แต่เป็นการรับฟังความเห็นของคนอื่น ทั้งที่ชอบและไม่ชอบแบบเปิดอกด้วย แต่ในขณะที่โซเชียลมีเดียกำลังเปิดช่องทางให้ทุกคนมีอำนาจตรงนี้ กลายเป็นว่ามันกำลังจะถูกบังคับให้ปิดกั้นเนื้อหาบางส่วนด้วยสาเหตุจากผลพวงของอิสรภาพที่ได้มา คำถามที่ยากมากที่สุดตอนนี้คือเส้นแบ่งบางๆของการคัดกรองเนื้อหาเพื่อทำตามกฎกับการเซนเซอร์มากเกินความจำเป็นอยู่ตรงไหน? ในภาพกว้างของโซเชียลมีเดียทั่วโลก ในเมื่อความต้องการของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ความแตกต่างเหล่านี้จะมีจุดที่ทุกคนเห็นชอบได้ยังไง?

อินเตอร์เน็ตไม่ต่างอะไรกับกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพของสังคมทั่วโลก มีการคาดคะเนว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกสามารถเข้าถึงได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตอนนี้ที่หลายต่อหลายคนไม่พอใจสิ่งที่เห็นบนกระจกบานนี้ พยายามบอกว่ามันผิดพลาดและบอกให้ซ่อมแซมแก้ไข โดยที่ไม่ได้เข้าใจเลยว่าการซ่อมกระจกไม่ได้ทำให้ปัญหาที่อยู่ในสังคมหายไป เหมือนคนอ้วนฉุที่โทษว่ากระจกไม่ดี เปลี่ยนกระจกไม่ได้ทำให้ผอมลง มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ถ้าเทรนด์การกดดันโซเชียลมีเดียให้คัดกรองคอนเทนท์เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ การแสดงความคิดเห็นแบบเสรีถูกปิดกั้น สิ่งเหล่านี้จะถูกบีบให้ไปอยู่ในพื้นที่อื่นที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น เหมือนด้านมืดของดวงจันทร์ที่คนมักไม่ใส่ใจ สำหรับคนบางกลุ่มแล้วนี่อาจจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไงก็แล้วแต่ความโปร่งใสถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในสังคมที่มีคุณภาพอยู่ดี ถ้าสังคมที่อยู่ป่วยเป็นมะเร็งโดยที่เราไม่รู้มันก็คงยากที่จะรักษาให้หายได้ ในความพยายามของหลายฝ่ายที่จะบิดบังบางส่วนของคอนเทนท์ออนไลน์เราอาจจะบิดเบือนปัญหาของสังคมที่ควรแก้ไขไปด้วยก็เป็นได้

นี่คือปัญหาสำหรับโลกที่เชื่อมต่อถึงกันของเรา ณ เวลานี้ มีหนทางไหนบ้างที่เราสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของโลกใบนี้ในขณะที่ไม่ปิดกั้นอิสรภาพของผู้ใช้และลดทอนความอันตรายของข่าวปลอม ความเกลียดชัง คำด่าทอที่จ้องทำลาย การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ไม่ได้สร้างความเจริญก้าวหน้า และความเชื่อลัทธิศาสนาที่จ้องทำลายล้าง? เป็นไปได้ไหมที่คนในสังคมรุ่นใหม่จะถูกสอนให้รู้ผิดชอบชั่วดี มีสามัญสำนึกและแยกแยะเรื่องเลวร้ายกับเรื่องดีได้ด้วยตัวเอง? ความคิดแบบมีวิจารณญาณจะเป็นเครื่องป้องกันตัวจากภัยอันตรายออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลอันมีค่าได้จริงรึเปล่า?

เหมือนอย่างที่ Winston Churchill กล่าวเอาไว้ ยิ่งอำนาจมีมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเราตอนนี้มีค่าเพราะโลกเห็นและรับรู้ แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่าเราต้องใช้มันอย่างสร้างสรรค์และให้เกิดประโยชน์ เพราะกลุ่มคนที่จ้องโทษแต่กระจกก็มีไม่น้อย พวกเขามีกำลังอำนาจมากพอ โดยไม่ได้สนใจหรอกว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ทุ่มเงินซ่อมกระจกบานแล้วบานเล่า เพื่อได้กระจกที่สะท้อนภาพที่น่าพึงพอใจสำหรับตนเอง ไม่ว่าภาพนั้นจะออกมาบิดเบี้ยวมากแค่ไหนก็ตามที
SHARE
Written in this book
Nerd Talks
Talk nerdy to me
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

MK_18
1 year ago
self-responsibility ง่ายๆคือ common sense คือสิ่งที่ควรมีในโลกออนไลน์
บทความนี้ดีครัย ผมชอบ
Reply
gamepoopoo
1 year ago
บทความนี้ดีและน่าสนใจครับ
Reply
Yusuf
1 year ago
สะท้อน 

Reply