วันก่อน-ตอนนี้-ในอนาคต
เมื่อตอนเด็ก...เคยถูกถามว่า "โตขึ้นอยากเป็นอะไร?"

ผมตอบว่า “อยากเป็นครูที่โรงเรียน” แต่พออายุ 10 ขวบผมก็อยากเป็นนักเขียนเพราะเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น ปีสุดท้ายของโรงเรียนตอนนั้นอายุน่าจะ 15 ปีก็อยากเป็นนักกฎหมายเพราะเห็นคุณลุงเพื่อนของพ่อแล้วรู้สึกว่ามัน “เท่”

อันที่จริงนักเวทย์ก็น่าสนใจแต่ตอนเด็กไม่มีใครเคยบอกว่ามีอาชีพนี้อยู่ในโลกด้วย น่าน้อยใจยิ่งนัก... หากผมมีลูกหลานในอนาคต ความหวังของผมคิือจะสามารถแนะแนวอาชีพให้อันหลากหลาย ให้ได้มากกว่าที่ผมเคยได้รับ แต่นั่นก็เป็นวันที่ยังไม่มาถึง มองก็ยังไม่เห็นและห่างไกลเกินกว่าที่อายุปัจจุบันของผมจะไปถึง จึงขอเก็บความคิดนี้ใส่กล่องและส่งไปในอนาคตด้วยบริการส่งจดหมายถึงตัวเองในอนาคตของ “บริษัทเวทย์มนต์ฟิวเจอร์โพส จำกัด” 

ปัจจุบันผมเป็นนักดาบระดับ 1 ตัวเลขหนึ่งไม่ได้หมายถึงเก่งเป็นที่ 1 หากเป็นตัวเลขระบุระดับชั้นซึ่งไล่ตั้งแต่ 1 - 12 ตัวเลข 1 ที่ผมเป็นอยู่นั้นคือ "ขั้นแรกสุดในสายอาชีพนี้" แน่นอนหล่ะผมสามารถอ้างได้ว่าผมเพิ่งจบการศึกษาจาก “โรงเรียนนักดาษแห่งเมืองนอร์ท” ได้ไม่ถึง 2 เดือน และการได้รับเข้าทำงานกับกองทัพประจำเมืองทันที ซึ่งอันที่จริงหากสามารถเรียนจบได้เหล่านักดาบรุ่นใหม่เช่นพวกเรานี้สามารถเลือกประจำการตามเมืองต่างๆตามที่เมืองนั้นจำกัดโควต้าไว้ให้ โดยสิทธิ์การเลือกจะเริ่มต้นที่ลำดับผลการเรียนตั้งแต่เก่งที่สุดไปห่วยที่สุด โชคดีว่ารุ่นผมมี 41 คนและผมได้เลือกเป็นลำดับที่ 24 ประจวบเหมาะกับตำแหน่ง ณ เมืองนอร์ทแห่งนี้ก็เหลือโควต้าอยู่ที่ 1 ตำแหน่งพอดิบพอดี ผมจึงได้อยู่ประจำที่เมืองนี้อย่างฉิวเฉียด...

ความมืดกำลังใกล้เข้ามา...

ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าบอกถึงเวลาค่ำคืนได้มาถึงแล้ว ที่นี้สงบสุขและไร้การรุกรานมาเป็นเวลานานแล้ว สงครามใหญ่จะมีอยู่ก็แค่บันทึกในประวัติศาสตร์เท่านั้น ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ก็คือทำงานแล้วหลับแล้วตื่นมาทำงานในอีกวันตามแต่หน้าที่และความสนใจของแต่ละบุคคล นักดาบระดับ 1 เช่นตัวผมนี้ก็เช่นกัน การเดินตรวจตราทั่วเมืองถือเป็นหน้าที่หลัก ไล่ตั้งแต่ประตูเมืองด้านเหนือ วนไปทางทิศตะวันออกสู่ประตูใหญ่ทิศใต้ แล้วอ้อมไปทางประตูทิศตะวันตกจากนั้นจึงกลับมาฝึกวิชาดาบที่ค่ายซึ่งอยู่ในเขตประตูทิศเหนือ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินตรวจตรานั้นคือราว 2 ชั่วโมงต่อ 1 รอบ ใน 1 วันต้องทำทั้งหมด 2 รอบ นั่นสร้างความลำบากให้กับไฟในการทำงานของนักดาบระดับ 1 ทุกคนเป็นอย่างมาก ยกเว้นตัวผมเอง...

เพราะบางครั้งขณะที่กำลังตรวจตราอยู่บนถนนเส้นหลัก ผมก็เจอ “เธอ” บางครั้งผมทักเธอก่อน ไม่ก็บางทีเธอก็ทักผมก่อน หรืออันที่จริงบางทีเราอาจจะเดินสวนกันโดยที่ผมไม่รู้สึกตัวเลย และเป็นเวลานานแล้วที่ผมชอบผู้หญิงคนนี้ เริ่มแรกเราเป็นเพื่อนกัน แล้วตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้

ผมก็ได้...ตกหลุม...รัก...

...ฉันรักเธอและอยากให้เธอมีความสุข
...หากเธอชอบฉัน เยี่ยม!
...หากเธอไม่ได้ชอบฉัน โอเค ฉันไม่เป็นไร ฉันแค่อยากให้เธอมีความสุข

มี Master ท่านหนึ่งเคยพูดเอาไว้ น่าจะตอนวันจบการศึกษา ตอนได้ยินครั้งแรกผมคิดว่า ...ประโยคที่บอกว่า “หากเธอไม่ได้ชอบ ฉันก็โอเค ฉันไม่เป็นไร” คำว่า “ฉันไม่เป็นไร” ในที่นี้คือจริงๆแล้วเป็นความรู้สึกที่ไม่ดี อารมณ์ประมาณว่าในใจ “เจ็บ” แต่จะพูดให้คนฟังรู้สึกดี ก็แค่นั้นเอง และผมก็เข้าใจแบบนั้นมาตลอด

ตอนที่เธออยู่กับคนรักของเธอ ตอนที่เธอพูดถึง เพ้อถึงเขา มันสร้างความเจ็บปวดในใจของผมเป็นอย่างมาก แต่ผมก็จะไม่แสดงอารมณ์ว่า “เจ็บ” ออกมาทางสีหน้าเด็ดขาด มีบางครั้งผมหลุดพูดด้วยอารมณ์เจ็บๆให้เธอไปบ้าง นั้นก็มีบ้างเหมือนกัน หรือสรุปได้ว่า “ผมไม่ได้รู้สึกยินดีกับความรักของเธอเท่าไรนัก”

จนมาวันหนึ่งตอนนั้นผมสังเกตุเห็นรอยยิ้มของเธอที่มีความสุข ผมจึงรู้ตัวว่าผมพลาดสังเกตุช่วงเวลาที่ดีของเธอมาตลอด นั่นนับเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มรำลึกถึงคำพูดของ Master ท่านนั้นที่บอกว่า “โอเค ฉันไม่เป็นไร”

ที่มีความหมายอารมณ์ประมาณว่า...

...ตัวฉันเองรู้สึกยินดีและมีความสุขที่เห็นเธอ ไม่ว่าเธอจะอยู่กับใคร เพ้อถึงใคร คุยอยูกับใคร
...ฉันรับรูัถึงความสุขผ่านเสียง สีหน้า คำพูดของเธอได้
...คือว่านะ รอยยิ้มของเธอ ทำให้ฉันมีความสุขจาก
...ใจจริง

มาถึงวันนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าผมเข้าใจความหมายของ Master ท่านนั้นถูกหรือป่าว? และนั้นคงไม่มีคำตอบอย่างแน่นอน ในบางครั้งผมกับเธอก็บังเอิญเจอกันบ้างบนถนนในเมืองและทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนจะกล่าวทักทายด้วยประโยคพูดเล็กๆน้อยๆ จากนั้นพอถึงเวลาก็เป็นการจากลา ผมมักจะพูดในใจเสมอว่า

ขอให้...มีความสุข

...ด้วยรอยยิ้มเล็กๆจากใจจริง : )


SHARE

Comments