เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า#8 ( ใกล้เหมือนไกล )
เสียงฝนตกกระทบหลังคา เสียงรถยนต์บีบแตรไล่รถที่ขับช้า เสียงรถพยาบาลเปิดหวอส่งเสียงดังเพื่อเร่งนำผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาล เสียงเจาะผนังของเพื่อนข้างห้อง เสียงใบพัดของพัดลมมันดังเข้ามาในใจ

ความเบื่อของการเป็นคนป่วยคือ การที่คนรอบข้างพยายามบอกให้เราแดกยาแล้วพักผ่อน นอนยาวไปเลย ช่วงป่วยใหม่ๆ เราเลยอยู่บ้านตลอด เราเริ่มทำงานเป็นฟรีแลนซ์ รับเขียนงานโน่นนี่นั่น เราก็พอมีรายได้เลี้ยงตัวเองบ้าง หลังจากลาออกจากงานประจำมาสัก ปีกว่า เพื่อนเราก็เริ่มห่างหายไปจากชีวิต 

เมื่ออายุ เข้าใกล้เลข4 เพื่อนส่วนใหญ่เริ่มทยอยแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก หลายคนก็มีแฟนเป็นของตัวเอง มันทำให้เพื่อนที่เหลือๆอยู่ มีแต่เพื่อนร่วมงาน เพื่อนที่ทำงาน หรือ เพื่อนกินข้าวกลางวันเสียส่วนใหญ่ การคบกันแบบผู้ใหญ่นั้น บางครั้งที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง เช่นว่าฉันคบแกแล้วฉันได้อะไร คบกันเพราะ connection หรือ คบกันเพราะเงินมันไหลเวียนกันอยู่ในนั้น แบ่งพรรคแบ่งพวก ช่วยกันสนับสนุนในเรื่องงาน แชร์ผลประโยชน์กันไป

ตอนนี้เราเหลือ เพื่อนสนิทอยู่แค่ 2 คน มันคือเพื่อนที่ทำงานที่พัฒนามาเป็นเพื่อนดูหนังและเพื่อนกินหมูกะทะ แม้เราลาออกมานานแล้ว เราก็ยังคุยไลน์กลุ่มกันทุกวัน แม้ว่าเทคโนโลยีจะทำให้คนในยุคปัจจุบันสื่อสารกันง่ายขึ้นแต่บางครั้งเรากลับรู้สึกว่า มันยิ่งไกลกัน

เราอาจคิดไปว่า คิดถึงก็ไลน์หาเดะว่ะ ไม่เห็นต้องขับรถไปหาเลย
แต่เราว่ามันไม่ได้ความรู้สึกเหมือนเจอหน้ากัน นั่งกินข้าวกัน แกล้งกัน กอดกัน

อยากย้อนกลับไปในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ และ อินเตอร์เน็ต
ถ้าคิดถึงเพื่อนต้องไปหาที่บ้าน หรือดักเจอที่ร้านขายขนม หรือ ร้านเกมส์
เทคโนโลยีที่คิดว่าจะทำให้เราใกล้กัน....จริงๆแล้วมันยิ่งทำให้เราอยู่ไกลกัน

ช่วงที่เราเก็บตัวอยู่บ้าน เพราะขี้เกียจออกข้างนอก
ไม่สิ...... จริงๆแล้วคือ ไม่รู้จะไปไหน ไปหาใคร ไปทำอะไร มันไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีสังคม บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองโดนทิ้งให้อยู่คนเดียว หรือ อาจเป็นเราเองที่ปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามาในโลกส่วนตัวของเรา

ตอนนี้คนที่เราเจอหน้าบ่อยสุดคือ แม่บ้าน รปภ. คนส่งอาหาร
เราเจอพวกเขาทุกวัน แต่ไม่เคยได้คุยเป็นประโยคยาวๆสักที

คนที่โทรหาเราบ่อยสุดคือ คนส่งอาหาร เขาโทรหาเราทุกวันช่วงเที่ยงแล้วพูดว่า
"อาหารมาส่งแล้วครับ"
เราก็ตอบไปว่า
"เดี๋ยวไปรับค่ะ"

นี่คือ ประโยคที่เราพูดออกจากปากจริงๆ นอกนั้นคือ พิมพ์ไลน์เพื่อสื่อสารกะคนอื่น

เราไม่ได้โทรหาใครเลย เพราะไม่รู้จะโทรหาใคร จะโทรไปเล่าปัญหาชีวิตเหรอ ไม่ดีมั้ง
จะโทรไม่เม้าท์เรื่องดารา คงโดนด่ากลับมา

มีบางครั้งเราเองเคยนอยไปว่า สงสัยเราคงไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อใครมั้ง
เขาเลยไม่อยากคุยกะเรา แถมเราไม่มีงานประจำ ไม่มีตำแหน่งที่ใครจะมาพึ่งพาหรือฝากฝังได้
ก็คงไม่รู้จะคุยอะไรด้วยล่ะมั้ง

คิดไปก็นอย เปิดเฟสบุคก็นอย อ่านไลน์กลุ่มอื่นๆบางครั้งก็นอย เห็นคนอื่นๆคุณกันในเรื่องที่เราไม่รู้ นัดเจอแบบไม่บอกเรา ก็รู้สึกไปอีกว่าตัวเองไม่สำคัญ

สิ่งที่เราทำคือ ออกจากกลุ่มไลน์เพื่อนที่ไม่สนิท แล้วก็นั่ง unfriend คนที่เขาไม่เคยคุยกับเรา

มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ หลายเดือน 

จนเราเริ่มเข้าใจว่า ทำไมผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ถึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย
เพราะลึกๆแล้วเขารู้สึกว่าไม่เหลือใคร
มันแย่ตรงที่ พอบอกคนอื่นว่าป่วย มันจะมีปฏิกริยาหลายอย่างที่ไม่ชอบ เช่น

-แสดงความสงสารเกินเหตุ
-พยายามพูดปลุกกำลังใจเว่อร์ๆ
-หรือพยายามกดดันให้หายไวๆ
-พยายามหาสาเหตุของการป่วย หาคนรับผิดชอบของการป่วย
-คนที่เป็นสาเหตุ(ต้นเหตุ)เสือกไม่ยอมรับความจริง และ ไม่ยอมแม้แต่จะขอโทษหรือรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

เราว่าเมืองไทยยังห่วย มีการปฏิบัติต่อผู้ป่วยจิตเวชได้แย่มาก 
คนในสังคมไม่อยากแม้กระทั่งรับรู้ หรือ เรียนรู้ที่จะช่วยคนป่วยด้านจิตเวช

เราเคยเข้าไปอ่าน comment ใต้ข่าวของคนที่ฆ่าตัวตาย
มันเหี้ยมากจริงๆ ที่ 80% ของ comment พยายามพูดว่า อ่อนแอก็ตายไปเหอะ
มึงสมควรตาย  ไปตายที่อื่นอย่ามาตายแถวบ้านกู

เมืองไทยที่เคยเป็นประเทศที่เห็นอกเห็นใจกันมันคงเริ่มหายไป
มันถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมการเอาตัวรอดแบบตะวันตก
เอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และสนใจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง

ก็คงไม่แปลกที่คนในปัจจุบันจะคอยตามทำร้ายคนอื่นที่ขัดผลประโยชน์
หรือ แม้แต่ฆ่าตัวเองเพื่อหนีปัญหา

ความใกล้ในเทคโนโลยี มันทำให้เราห่างไกลจากความเป็นเพื่อนมนุษย์กันมากขึ้น

กำลังใจผ่านการกอด คงช่วยให้คนฆ่าตัวตายได้น้อยลง

วันนี้คุณเข้าใจผู้ป่วยจิตเวช มากขึ้นหรือยัง??
SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments

chaokhing
2 years ago
อ่าน 8 ตอนรวดเลยค่ะ
Reply
giffly
12 months ago
คิดเหมือนกันเลยค่ะ เวลาเห็นข่างคนฆ่าตัวตายมีแต่คอมเม้นซ้ำเติม
Reply