เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า#7 (รถไฟเหาะตีลังกา)
ฉันเคยคิดเสมอว่าฉันเป็นคนแข็งแรง ชอบเล่นกีฬา ชอบว่ายน้ำ ฉันไม่เคยป่วยหนักๆเลย ด้วยความย่ามใจ คิดว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ที่เป็นอมตะ ไม่ตายง่ายๆ ถ้าป่วยจะมีคนมาช่วยหรือเยียวยาตัวเองได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่เลย เราก็แค่มนุษย์เดินดิน ฉันหลงใช้ร่างกายตัวเองอย่างหนักหน่วง

ในสมัยม.ปลาย ฉันเคยอ่านหนังสือเตรียมสอบแบบโต้รุ่ง คือ อ่านตั้งแต่ 6 โมงเย็น แล้วไปสอบเลย 8 โมงเช้า ไม่ยอมนอน อัดกาแฟ และ กระทิงแดง ก็สามารถอยู่ได้ 

ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ทำอีก ไม่ยอมนอน อ่านหนังสืออัดตอนกลางคืนแล้วไปสอบเลย เช้ามาคุยกะเพื่อนไม่รู้เรื่อง พูดอะไรก็ไม่รู้ ส่วนเรื่องการสอบนั้น ฉันเป็นคนความจำดีมาก คะแนนออกมาดีสมดังใจ

จากตอนที่แล้ว ฉันได้เล่าว่าฉันเป็นคนบ้าผลลัพท์ คือ ต้องทำอะไรให้เสร็จ ถึงจะมีความสุข
มันเป็นประโยคเงื่อนไข ที่ฉันถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก ว่าคนเราจะมีความสุขง่ายๆไม่ได้นะ มันต้องทำอะไรบางอย่างก่อน

ฉันไม่เคยรู้ตัวหรอกว่า เป็นคนบ้าผลลัพท์จนกระทั่ง...

ฉันเพิ่งมารู้ตัวตอนที่ทำงานประจำ เมื่อปี 2558-2559
งานที่ฉันได้รับมันเยอะมาก 4-5 โปรเจคใน 1 เดือน
ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คิดเรื่องงานตลอดเวลา
และบางงานก็ถูกแก้ไขไม่จบสิ้น มีช่วงนึงฉันไม่ได้ผลิตงานอะไรออกมาเลย

ฉันเครียด ไมเกรนขึ้น บ้านหมุน คลื่นไส้

ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร
จนไปเจอเพื่อนรุ่นพี่ผู้หญิงที่มีอาการคล้ายเรา เธอชื่อ พี่นัท
พี่นัท เป็นคนรับผิดชอบมาก มาทำงานเช้า และกลับดึกกว่าทุกคนเสมอ
แถมนางยังหอบเอางานกลับไปทำที่บ้านอีก ตอนพักกลางวันก็ไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหาร
และมักจะฝากคนอื่นซื้อข้าวกล่องขึ้นมาให้กินที่โต๊ะทำงานตัวเอง

จนเรารู้สึกว่า ทำไมพี่เค้าไม่หาความสุขใส่ตัวเองบ้าง 
เขาน่าจะปล่อยให้ตัวเองมีความสุขบ้าง พอผ่อนคลายแล้วค่อยกลับไปทำงานต่อ

วันหนึ่งตอนเที่ยง เราเดินไปหาพี่นัทที่โต๊ะทำงาน

เรา : พี่นัทไปกินข้าวกัน เด๋วจะไปกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยข้างๆตึกเรานี่แหละ ไปป่ะ?
พี่นัท : ไปเถอะ..พี่ยังทำงานไม่เสร็จเลย เนี่ยเดี๋ยวบ่ายโมงก็มีประชุม งานนี้ต้องส่งภายในวันนี้ด้วย
เรา : โหย...อีกล่ะ งานพี่อ่ะ แม่งอินฟินิตี้ลูฟ มันเข้ามาไม่มีวันจบสิ้น น้องสัญญาจะรีบกินรีบขึ้นมารับรองมีเวลาปั่นทัน เดี๋ยวน้องช่วย นะ นะ ไปเหอะ
พี่นัท : (หยิบยาหม่องขึ้นมาป้ายจมูก และ ขมับ ทำหน้าหิวข้าว) ไปเถอะ..กว่าจะขึ้นจะลงลิฟท์มันใช้เวลา ....พี่ฝากซื้อเส้นเล็กต้มยำล่ะกัน (นางพูดจบก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เหมือนตัดบทว่าไม่ไปด้วยแน่ๆ)
เรา : พี่นัท...พี่นัทต้องอนุญาติให้ตัวเองมีความสุขบ้างนะ ไม่งั้นพี่ก็จะเครียดไม่จบสิ้น งานไม่เสร็จก็อย่าทำโทษตัวเองด้วยการไม่ออกไปไหนเลยนะ

ตอนนั้นเราพูดไปด้วยความเป็นห่วงจริงๆ เพราะพี่นัทแกเล่น กินข้าวเที่ยงที่โต๊ะทำงานมาตลอด 2-3 เดือน คือไม่ออกไปไหนเลย ภาพที่เห็นชินตา หรือ แกมักจะเอายาหม่องขวดๆ หยิบมาดม ป้ายจมูก ป้ายขมับ เพื่อบรรเทาอาการมึนงานของแก

ก็ไม่คิดว่าอาการมึนงานของพี่นัท มันจะลามมาถึงเรา แต่สิ่งที่แย่กว่าคือ เราเป็นพวกบ้าผลลัพท์แบบสมบูรณ์แบบ ถ้างานไหนยังทำไม่ดีไม่perfect ก็จะไม่ยอมส่ง ทำให้งานมากองอัดอยู่ที่เราเยอะมาก ต่อมาเราเริ่มใช้ชีวิตแบบพี่นัท คือ กินข้าวเที่ยงที่โต๊ะตัวเอง ไม่ออกไปไหน ที่แย่กว่าคือ เราพกข้าวกลางวันมากินเอง ไม่ต้องฝากใครซื้ออีก 555

เราใช้ชีวิตทำงานสุดโต่งมาก เจ้านายรักมาก ให้งานมาทำ อินฟินิตี้ลูฟ เหมือนกัน จนกระทั่ง เราป่วยจนเข้า โรงพยาบาล เหตุเพราะพักผ่อนน้อย ภูมิคุ้มกันต่ำ และ ท้องเสียขั้นรุนแรง เข้าห้องฉุกเฉิน และต้องadmit เข้านอนที่รพ. ตึกที่ไปเตียงก็เต็มไปอีก เลยได้นอนในรถพยาบาล ย้ายไปอีกตึกหนึ่ง

ภาพที่เห็นเหมือนฉากให้หนัง ที่ตัวละครหลักแม่งใกล้ตาย นึกสภาพนอนบนเตียงของ รพ. มีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ข้างๆหัว มีบุรุษพยาบาล เข็นเตียงเราย้ายจากห้องฉุกเฉิน พาไปที่ลิฟท์ เพื่อลงไปที่รถพยาบาล ระหว่างทางที่เตียงถูกเข็นไป เรามองขึ้นไปบนเพดาน เห็นไฟเพดานค่อยๆเลื่อนไป โวะ นี่มันฉากในละครเลยเว้ย ชีวิตกูมาถึงจุดนี้ได้ไง

ภาพแฟนของเราที่เดินตามเตียงมาติดๆ นางทำหน้าจะร้องไห้ (ถ้าเป็นในหนังหรือละครก็ต้องวิ่งตามเตียงและตะโกนว่าอย่าเป็นอะไรนะ ฟื้นสิ ฟื้น!!) แต่อาการตอนนั้นยังไม่ตาย แค่ขี้แตกจนหมดแรง แล้วเดินเองไม่ไหว55 แค่จะยกมือ หรือ พูดยังไม่มีแรงเลย

เมื่อบุรุษพยาบาลเข็นเตียงเราเข้าไปในลิฟท์ เพื่อลงไปอีกชั้น มีคนแปลกหน้าอยู่ในลิฟท์เต็มไปหมด บรรยากาศในลิฟท์ในช่วงเวลา 1 นาทีนั้น โคตรเงียบ และกระอักกระอ่วนใจ คุณยาย คุณลุง สามีภรรยาวัยกลางคน จับจ้องมาที่เรา ที่นอนหมดแรงบนเตียง สภาพเราคือหน้าซีด ปากซีด 
มันโคตรรู้สึกอาย ที่คนอายุน้อยๆดันมานอนบนเตียง แต่คนอายุมากกว่าเรา ยืนรอบๆเตียง ส่งสายตาให้กำลังใจ เป็นตลกร้ายและย้อนแย้งในสถานการณ์สุดๆ

เตียงถูกเข็นมาถึงรถพยาบาล กระบวนการสไลท์เตียงขึ้นรถพยาบาลเป็นไปอย่างนุ่มนวล ในรถพยาบาลนั้น จะมีพื้นที่บนหัวเตียง ให้พยาบาลนั่ง และ มีอีกพื้นที่ให้ญาตินั่ง ในคืนนั้นได้สัมผัสบรรยายของคนใกล้ตายจริงๆ ระหว่างที่รถพยาบาลวิ่งออกถนนใหญ่เพื่อส่งเราไปอีกตึกหนึ่ง เพื่อเข้าห้อง admit

การอยู่ในรถพยาบาลแคบๆ เห็นพยาบาลผู้หญิงถือขวดน้ำเกลือให้ เห็นแฟนนั่งกุมมือตัวเอง สายตาจ้องมาที่เราอย่างห่วงใยและกังวล แรงสั่นจะเทือนของรถ ส่งมาถึงเตียงที่เรานอนอยู่เพราะรถวิ่งผ่านถนนที่ไม่เรียบนัก ความสั่นไหวของเตียง ทำให้เรารู้สึกถึงความไม่มั่นคงในชีวิต

ใจเราก็คิดฟุ้งซ่าน รถคันนี้จะมีคนตายมาแล้วกี่คน?? อาการของคนใกล้ตายมันเป็นยังไง?? 
และ ถ้าเราไม่ใช่แค่ขี้แตกแต่เป็นโรคอื่นที่กำลังจะตายเราจะรู้สึกยังไง?? ถ้าเราหายป่วยแล้วสิ่งแรกที่อยากทำคืออะไร?? และคำถามที่ทำให้เราน้ำตาคลอก็คือ
ทำไมเราปล่อยให้ตัวเองมีสภาพแบบนี้??
เสียงหวอรถพยาบาลดังกึงก้อง มันเป็นเสียงที่เศร้าหมอง เมื่อเรานอนอยู่ข้างในนั้น 
รถพยาบาลวิ่งๆหยุดๆ เพราะถนนใหญ่เต็มไปด้วยรถมหาศาล มันคงหาที่หลบยาก หรือ คนบนท้องถนน ต่างก็รีบไปถึงที่หมายจนลืมไปว่ามีผู้ป่วยอยู่ในรถพยาบาล

ตอนนั้นเราไม่ได้นึกถึงการป่วยของตัวเองหรอกนะ

เรานึกถึงวิญญาณที่ตายในรถคันนี้ ที่ตายเพราะไม่มีใครหลีกทางให้รถพยาบาล

เรานี่ก็แปลก...ตัวเองกำลังแย่ ยังจะคิดถึงคนอื่นไปอีก

เตียงของเราถูกเข็นลงจากรถพยาบาลและพาไปยังห้องที่ถูกเตรียมไว้ เราได้รับการดูแลอย่างดีจากพยาบาล แต่สิ่งที่น่าเบื่อคือ ต้องมาตอบคำถามซ้ำๆ กับพยาบาลที่เวียนเปลี่ยนกะไปเรื่อยๆ รวมถึงหมอที่ผลัดกันมาดู

คำถามที่ถูกถามบ่อยๆคือ 
-ตอนนี้อาการเป็นยังไง
-ถ่ายไปแล้วกี่ครั้ง
-อุจจาระเป็นยังไง เหลว หรือ แข็ง มีีสีอะไร 
-ปวดท้องไหม
-ไปกินอะไรมา

จนมีช่วงนึงแอบหงุดหงิดใจว่า ก่อนคุณเข้ามานี่ ได้อ่านบันทึกของคนเก่าไหมว่ะ ถามกูซ้ำๆ เรื่องเดิม  มันก็อยู่ใน record ที่คุณจดๆไป หรือป่าวว่ะ แล้วถ้าผู้ป่วยมึนยาไม่ได้สติ จะจำได้ไหมว่า ขี้ไปกี่ครั้ง กลายเป็นเราต้องวางกระดาษไว้หัวเตียง แล้วเก็บความถี่ในการขี้เอง แต่ส่วนเรื่องว่ากินอะไรมาขี้แตก แม่งถามทุกคน คนแรกก็จดไปแล้ว ทำไมต้องบอกซ้ำๆ ฟร่ะ 

ถ้าเป็นอาการปัจจุบัน ก็ยินดีตอบนะ แต่ถ้าคำถามที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรค ไม่ต้องทวนซ้ำเนอะ (เสียงแต้วในโฆษณา)

แล้วอีกอย่างถ้าใครคิดว่า การนอนโรงพยาบาล จะได้พักผ่อน คือ ไม่จริงเลย จะมีพยาบาลเข้ามาวัดความดัน วัดไข้ เกือบทุกชั่วโมง มีแม่บ้านมาทำความสะอาดห้อง มีคนมาส่งอาหาร มีหมอเข้ามาถามโน่นนี่ คือ ทุกๆชั่วโมงจะมีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา ไม่ได้นอนหรอกคุณเอ้ย นอนอยู่บ้านสบายใจกว่าเยอะ

หลังจากออกจากโรงพยาบาลเราก็ได้ข้อสรุปว่า

1 กูควรลาออก
2 กูควรอนุญาติให้ตัวเองมีความสุขและได้พักผ่อนแม้ว่างานไม่เสร็จและโดนนายด่า
3 สนุกกับชีวิตระหว่างทาง อย่าไปรอผลลัพท์ เพราะผลลัพท์ที่คาดหวังอาจไม่มีอยู่จริง
4 ควรคบเพื่อนบ้าๆ ที่พาเราไปเจอแนวคิดใหม่ๆ 
5 เตียงโรงพยาบาลจะไม่ว่างเสมอไป ฉะนั้นถ้าเมิงป่วยหนัก น่าจะตายในห้อง ICU หรือ ในรถพยาบาล หนักหน่อยก็ตายในบ้านตัวเอง
6 เมื่อเราแก่มากขึ้น ร่างกายมีแต่แย่ลง ฉะนั้นจงรักร่างกายตัวเอง มากกว่ารักเงิน บางครั้งการบ้าเงินบ้างานก็เป็นสาเหตุของโรค 
7 ความตายอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด
8 เราเป็นผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุด(อายุ 33 ปี)ที่นอนโรงพยาบาลในวันนั้น เพราะเตียงส่วนใหญ่มีผู้สูงวัยจับจอง และกลายเป็นบ้านพักคนชราในท้ายที่สุด

ตลกร้าย : 
1 หาเงิน เพื่อเอาเงินทั้งหมดมารักษาตัวเอง
2 มีเงิน แต่ไม่มีชีวิต
3 เงินประกันชีวิต กูไม่ได้ใช้ ถ้าตายก่อน
4 มีเงินแต่โรงพยาบาลไม่ว่าง เมิงก็ตาย

การตระหนักถึงความตายในวันนั้น ทำให้เรารู้จักตัวเอง และอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่
เราจึงศึกษาธรรมะมากขึ้น ทำบุญมากขึ้น นั่งสมาธิมากขึ้น

มันเลย...ทำให้เราพบเจอเรื่องลี้ลับอีกมากมาย
เอาเป็นว่าถ้าใครตามอ่านอยู่ ก็คิดซะว่า ชีวิตคนๆหนึ่ง
แม่งเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา

มันจะเหวี่ยงเราไปทางไหน..ก็ไม่มีทางรู้ได้
มันจะค้างกลางอากาศ หรือตกลงมาตาย
หรือ กลับลงมาอย่างปลอดภัยก็ไม่มีใครรู้

SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments