ความรู้สึกในตัวหนังสือ
พุทธศักราช ๒๕๖๑ ประเทศไทย คาดว่าคงจะไม่มีใครที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเครื่องมือสื่อสารอันเล็กจ้อยนี้ก็ดูจะเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนทุกหมู่เหล่า ทั้งความสะดวกรวดเร็วและราคาที่หลากหลาย ขนาดที่ว่ามีทั้งโทรศัพท์ราคาหลักร้อยไปจนถึงราคาหลายหมื่นที่กว่าจะได้มาก็ต้องไส้แห้งไปเกือบปี และทั้งหมดนี้คงไม่ใช่แค่เพราะติดต่องานง่าย หรือทวงหนี้สะดวกเท่านั้น แต่มันยังเป็นเครื่องมือบำบัดความคิดถึงได้ดีอย่างเหลือเชื่อ สมัยนี้ถ้าคิดถึงกัน กดโทรออกไปไม่ถึงนาทีก็ได้คุยกันแล้ว ดีไม่ดียังวีดีโอคอลกันได้อีก หลายคนคงจะเคยรู้สึก ไม่ว่าจะโทรหาพ่อแม่ (ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเป็นกัน) โทรหาเพื่อน โทรหาแฟน ที่เพิ่งจะคุยกันไปแท้ๆ แต่ทำไมมันคิดถึงอีกแล้ว

บางทีเราคงต้องกลับมาคิดว่าเราได้บางสิ่งบางอย่างมาง่ายเกินไปรึปล่าว ? ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง หรือสิ่งที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็คิดถึงเราอยู่เหมือนกัน ตอนแรกมันก็รู้สึกดี แต่พอผ่านไปซักชั่วโมงกลับกลายเป็นว่าเรารู้สึกคิดถึงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

อาจเป็นเพราะสิ่งที่ได้มาง่ายเกินไป จึงทำให้เราเห็นคุณค่าของความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับเล็กลง จนสุดท้ายมันเลยดูเหมือนว่าคุยไปเท่าไหร่มันก็ยังไม่พอ การมีเทคโนโลยีที่สะดวกสบาย บางทีอาจทำให้เราใช้ความคิดถึงนี้เปลืองเกินไปโดยไม่รู้ตัว

มองย้อนกลับไปเมื่อสิบ ยี่สิบ หรือสี่สิบปีที่แล้ว สมัยที่ตายายของเรายังฟินกับจดหมายใส่แป้งหอมกันอยู่เลย สมัยที่โทรศัพท์มือถือยังไม่เกิดและโทรศัพท์รุ่นแรกก็ยังอยู่ในขั้นกำลังพัฒนา จดหมายซัก 1 ฉบับ กับกระดาษด้านในเพียงไม่กี่แผ่น กลับสามารถมอบความรู้สึกที่หลากหลายให้กับคนรับยิ่งเสียกว่าการนั่งคุยกันเป็นชั่วโมงๆ

ลายมือเป็นระเบียบ หรือพยายามเป็นระเบียบที่ผู้ส่งกลั่นกรองและเขียนออกมาให้กับผู้รับ อาจเพราะการส่งจดหมายไม่ใช่อะไรที่จะได้รับกันในเวลาเพียงข้ามคืน อาจใช้เวลาหลายวัน หรือดีไม่ดีก็เป็นอาทิตย์ การจะเขียนส่งทั้งทีเลยต้องควักเอาแทบจะทุกสาร ทุกเรื่องที่อยากบอกมาเขียนใส่กระดาษแผ่นน้อยนั้นให้ถึงที่สุด ในจดหมายฉบับหนึ่งนอกจากสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวของผู้ส่งอย่างลายมือ และแต่ละตัวอักษรที่ผู้ส่งจรดเขียนลงมา มันอาจจะไม่เพราะไม่เท่ห์ และหวานไม่เท่ากับที่พวกเราส่งในไลน์ ในเฟสบุ๊คกันอย่างสมัยนี้ แต่แน่นอนว่า มันคงเต็มไปด้วยความรู้สึกของคนเขียน จนแค่เห็นหน้าซองก็ทำให้ยิ้มได้โดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน

ในความคิดของเราจดหมายเป็นอะไรที่คลาสสิค และคิดว่าคงจะคลาสสิคต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอีกกี่ยุคกี่สมัย ถึงแม้ในปัจจุบันนี้จดหมายที่พวกเราได้รับกันจะมีแต่จดหมายเรียนเชิญผู้ปกครอง หรือซองผ้าป่าที่ก็ส่งถึงผู้ปกครองเหมือนเดิมก็เถอะ และถ้าจะให้นึกภาพตัวเองนั่งเขียนจดหมายยุกยิกๆ แล้วมานั่งบรรจงติดแสตมป์ลงบนซองอย่างประณีตอะไรอย่างนี้ก็คงไม่ค่อยเห็นภาพซักเท่าไหร่

สมัยที่ขึ้น ม.ต้น จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่เรากับเพื่อนสนิทต้องจากกันไปไกล เพราะเค้าจะไปเรียนต่อที่ต่างจังหวัด ตอนนั้นซิม virus ของ DTAC ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่เปิดตัวได้แรงมากในสายตาของเด็กคนนึงที่เพิ่งมีทรศัพท์มือถือเครื่องแรกใช้ (ซิมนี้ไม่มีขาย อยากได้ต้อง... อะไรไม่รู้จำไม่ได้ แต่ต้องไปสมัครสมาชิกในเว็บเค้าล่ะ ถ้าดวงดีหน่อยเดี๋ยวเค้าคงจะส่งมาให้ใช้ฟรีๆ) แล้วก็ดันแจ็กพอตดวงดียิ่งกว่าถูกหวย วันหนึ่งในบ่ายฟ้าครึ้มๆ บุรุษไปรษณีย์ก็แว๊นมาส่งของให้ถึงบ้าน... บ๊ะ ซิมไวรัสประมาณ 5-6 อัน เป็นพวงยาวอย่างกับพวงมาลัยนักร้องลูกทุ่งบรรจุอยู่ในซองน้ำตาลอย่างดี ทำให้อดไม่ได้ที่จะประทับใจในบริษัท DTAC อยู่แปปนึง แต่น่าเสียดายที่ซิมยาวเป็นหางว่าวนั่น เราต้องการใช้เพียงแค่ 2 ซิม ซิมอื่นๆ เลยจำต้องปิดผนึกอยู่ในลังเก็บของที่บ้านจดหมายอายุไป ดังนั้นก่อนจะจากกัน ไม่สิ จากกันไปแล้วต่างหาก เราเลยต้องดั้นด้นส่งซิมไปให้เพื่อนที่ห่างกันถึงครึ่งประเทศเพื่อจะได้เม้าท์กันถูกๆ ซักที ณ จุดนั้นเรียกได้ว่าคุยกันทุกวัน 3 เวลาหลังอาหาร ข้อคงข้อความส่งกันจนโนเกียเก่าๆ (ที่รับตกทอดมาจากพ่อ) แทบจะความจำระเบิด เพราะเห็นว่ามันถูกเวอร์ๆ เลยใช้กันไม่ยั้ง คิดว่าในช่วงนั้นบริษัทเครือข่ายคงจะติดเอาเบอร์พวกเราขึ้นชาร์ตเบอร์ที่โทรคุ้มที่สุดในรอบปีไปเลย

จนวันหนึ่งชีวิตพวกเราก็ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนที่เพื่อนรัก 2 คนได้ไปติดนิยายไซไฟเรื่องหนึ่งงอมแงมจนมีความคิดอยากจะเปลี่ยนฟิลมาคุยกันทางเมลล์บ้างเห็นทีคงจะเร้าใจดีแปลกๆ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นประสบการ์การใช้จดหมาย (อิเล็คทรอนิกส์) ครั้งแรกของเราและเพื่อนสนิท

ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้อย่างดีทั้งการสมัครสมาชิก www.hotmail.com และ ตั้งชื่อเมลล์สุดฮิปสองคนให้คล้องจองกับตัวละครในเรื่อง กว่าจะตกลงชื่อแซ่กันได้เบ็ดเสร็จก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึงจะได้ฤกษ์เริ่มฉายแสงรัวตัวอักษรลงบนหน้ากระดาษขาวบนจอ

เมลล์ที่พวกเราส่ง เป็นเมลล์ที่กึ่งๆ จะเหมือนรูปแบบของจดหมายทางการ คือมีเขียน จาก... และคำลงท้ายอย่างสมบูรณ์ หากแต่ไม่มีที่อยู่ผู้ส่งอยู่ตรงมุมบนขวาสุดของหน้ากระดาษอย่างที่อาจารย์เคยสอนตอนประถมเท่านั้นเอง บวกกับพวกรายละเอียดยิบย่อยที่พวกเราก็ลืมกันไปหมดแล้ว ในจดหมายนั้นจึงมีแค่ แด่... /ส่งถึง... ตามด้วยเนื้อหาแล้วก็คำลงท้ายพร้อมกับโค้ดเนมของผู้ส่งเพียงเท่านั้น เป็นจดหมายที่ถ้าครูภาษาไทยมาอ่านคงจะต้องเตะโด่งกลับไปให้พิมพ์ใหม่ให้ดีกว่านี้แน่นอน แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นก็มีเราส่งกันอยู่แค่สองคน จดหมายโคตรไม่มีรูปแบบนี้เลยได้รับการส่ง – รับ กันไปกว่า 10 ฉบับ ผ่านทีมงาน Microsoft ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้อย่างดี

ถามว่าความรู้สึกตอนส่งเมลล์กันกับนั่งเม้าท์กัน มันต่างกันยังไง ถ้าจะให้ตอบจริงๆ มันก็แทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลยเถอะ ! มานั่งเขียน – ตอบอีเมลล์กัน นอกจากต้องมานั่งพิมพ์จนเมื่อยมือ นั่งอ่านแล้วอ่านอีกว่าปลายทางมันจะเข้าใจความหมายที่เราส่งไปรึปล่าว (ว่ะ) แถมยังต้องใช้เวลาอีกเป็นวันๆ ดีไม่ดีก็เกือบอาทิตย์กว่าจะได้รับเมลล์ตอบกลับมา เรียกได้ว่าเป็นมหกรรมการคุยกันที่โคตรทรหดเลยทีเดียว แต่น่าแปลกที่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เราได้รู้สึกถึงคุณค่าในแต่ละตัวหนังสือมากขึ้น (ยิ่งเมลล์ไหนเราเขียนไปยาวๆ แล้วมันตอบกลับมาสั้นกว่า แถมช้าอีก นั่นล่ะ ที่สุดของคุณค่าเลยทีเดียว) น่าแปลกที่เราเห็นภาพในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อมากขึ้น และที่สำคัญน่าแปลกที่ในแต่ละตัวอักษรนั้นมันทำให้เรายิ่งรู้สึกได้ว่า “มิตรภาพ” ของพวกเรา มันไม่เคยจางไปไหนเลย

ถึงตอนนี้เราจะห่างหายจากการเขียนจดหมายส่งหาคนอื่นไปหลายปีแล้ว แต่คิดว่าคงถึงเวลาเสียทีที่เราคงจะต้องเป่ากรุกระดาษและกล่องน้ำหมึกที่กองไว้แล้วจรดปลายปากกาลงบนกระดาษจริงๆ ซักที เมื่อก่อนนี้เรามีคนที่อยากส่งความรู้สึกไปหาอยู่ไม่มากแต่ก็ไม่เคยได้ส่งไปเลย หากแต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าปลายทางของจดหมายเหล่านั้นควรส่งไปที่ใครและคิดว่าเขาคงจะตอบกลับจดหมายของเรากลับมาเช่นกัน

เพราะตอนนี้เราได้เรียนรู้ว่าบนกระดาษแผ่นบางๆ นั้น ไม่ได้มีแค่คราบน้ำหมึกติดอยู่ แต่มันยังมีความคิดถึงมากมายที่ใส่ลงมาในซองจนล้นอีกด้วย

...ถึงตัวเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ถึงคำเขียนคำอ่านในจดหมายฉบับนี้จะไม่ได้ลึกซึ้งหรือคมคายเทียบกับหนังสือเล่มไหนได้เลย เเต่ถ้อยคำเหล่านี้ก็ได้ถูกกลั่นออกมาจากความรู้สึกที่มี บรรจงใส่ไว้ในซองสีขาว ถึงเธอจะไม่ได้รับในทันที แต่ความคิดถึงที่สั่งสมมาพอมารวมกับความคุ้นเคยชวนให้โหยหาในจดหมายฉบับเก่านี้แล้ว เธอจะรู้สึกบ้างไหมว่าทุกตัวอักษรที่เขียนลงไป ฉันได้ใส่ความรัก และความคิดถึงเอาไว้จนหมดหัวใจ...
SHARE
Written in this book
- ไอ -
บันทึกรวมความรู้สึกและความคิดที่ลอยฟุ้งอยู่ในหัว กลั่นออกมาเป็นเรื่องราว เหมือนไอน้ำที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ตกลงมาเป็นฝนในวันที่อากาศร้อน.
Writer
3104Thirtyfour
Writer, Photographer
อ่านว่า สามสิบสี่.

Comments

HowTo
8 days ago
ขอบคุณนะคะที่ทำให้คิดถึงช่วงเวลานั้นความรู้สึกตอนนั้นมันดีจริงๆค่ะ :)
Reply
3104Thirtyfour
8 days ago
นั่นสินะคะ เดี๋ยวนี้พอมีเวลาว่างเราก็ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์กันตลอดเลย ฮ่าๆ ดีใจนะคะที่งานเขียนของเราทำให้คนอ่านได้กลับไปนึกถึงช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้น ขอบคุณสำหรับกำลังใจดีๆ ค่ะ ;)