Black Painting
‘เมื่อคืนมึงกลับมาตอนไหนวะ? กูหลับไม่รู้เรื่องเลย’

‘ไม่รู้ดิ พอดีไม่ได้พกนาฬิกามา :)’

เขามอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้เพื่อนจอมจุ้นตั้งแต่เข้าตรู่ อีกฝ่ายชี้หน้าเขาระหว่างพยายามหาคำพูดมาตอบความกวนประสาทที่มากกว่าปกติอย่างผิดสังเกต

‘แน่ะ! อารมณ์ดีซะด้วยไอ้นี่ ไปโดนตัวไหนมาจ๊ะ?’ เขาส่ายหน้าให้กับความไร้สาระของคู่สนทนาและโบกมือไล่ให้ไปเตรียมตัวเดินทางต่อได้แล้ว

‘เอ๊ะหรือว่าไม่ได้โดนตัวไหน แต่โดนตัวน้อง กิ๊วๆๆ’ 

เขาทักทายศีรษะของเพื่อนรักด้วยมือไปหนึ่งทีให้กับความเปิดเผยจนเกินเหตุ หญิงสาวร่วมทริปคนที่ถูกพูดถึงหันมามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะหลบสายตาไปตามเดิม

‘อ้าว...อย่างนี้ไม่น่าใช่น้องด้วยเหมือนกัน’

‘เออ! ไม่ได้โดนอะไรทั้งนั้นแหละ ไปเก็บของได้แล้วไป’ เขาไล่อีกครั้ง อีกคนถึงได้ยกมือยอมแพ้และเดินแยกไปแต่โดยดี

...

ผ่านไปไม่นานทุกคนก็มารวมตัวกันที่จุดนัดพบ พร้อมสำหรับการเดินทางต่อ เขายังคงมีรอยยิ้มไร้เหตุผลอยู่บนริมฝีปาก และนั่นไม่ได้ช่วยให้คนรอบข้างโดยเฉพาะเพื่อนของเขาเลิกแซวได้เลย

หัวหน้าทริปทวนเส้นทางอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ เขาและเพื่อนเสริมบ้างบางคราวในฐานะที่เป็นผู้ช่วยของทริปนี้

‘วันนี้ดูอารมณ์ดีนะ’ แม้แต่หัวหน้าทริปก็ยังมองเห็นใบหน้าแจ่มใสของเขาจนทักขึ้นมา เขาได้แต่พยักหน้ารับยิ้มๆเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายเหตุผลของ ‘อารมณ์ดี’ ที่หลายคนพูดถึงได้ยังไง

ให้ตอบว่าเป็นเพราะได้คุยกับนางฟ้าที่หน้าตาน่ารักพอๆกับนิสัยน่ะเหรอ?

ปล่อยให้คนอื่นสงสัยต่อไปคงง่ายกว่า

การเดินเท้าเป็นไปอย่างราบรื่น เกือบทั้งหมดที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีประสบการณ์มาก่อนกันพอสมควรอยู่แล้ว เพราะเส้นทางและสภาพภูมิศาสตร์ของป่านี้ก็หินพอสมควร

‘เฮ้ยระวัง!’

แกร๊ก! โครม! 

‘ข้างหลังมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?’

‘ไม่มีอะไรครับ! ไปต่อได้เลย’ เขาตะโกนตอบกลับไปทั้งที่ตัวเองยังคงทรุดอยู่บนพื้นและขาถูกพันด้วยกิ่งไม้และเศษพืชแห้งๆเต็มไปหมด เพื่อนของเขาเตือนแล้วว่ามีซากไม้เลื้อยกองอยู่ข้างหน้า แต่เป็นเขาเองที่หยุดไม่ทัน

‘มึงโอเคนะ?’

‘เออ...ไม่เป็นไรหรอก ขอบใจมาก’ เขายื่นมือไปจับมืออีกข้างของเพื่อนที่ยื่นมาเพื่อทรงตัวแต่กลับเสียหลักล้มลงอีกครั้งเพราะติดอะไรบางอย่างที่ขา เขาเงยหน้ามองคนอื่นๆเริ่มทิ้งห่างไปเรื่อยๆสลับกับเพื่อนของเขาอย่างกังวล อะไรบางอย่างบอกเขาว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ ‘ปกติ’ แบบที่เคยได้เจอ

‘มึง...ไปก่อนเลย’ เขาพูดพลางควานหามีดสั้นในกระเป๋าด้านข้างกางเกงเพื่อตัดสิ่งที่พันเขาอยู่ให้ง่ายขึ้น

‘มึงบ้าป่ะเนี่ย ก็ลุกขึ้นมาแล้วไปพร้อมกันดิ มานี่!’ อีกฝ่ายพยายามดึงเขาให้ลุกขึ้นอีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ

ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของเขาคือเถาวัลย์สีเขียวแก่ที่พันทับกันจนมองไม่เห็นว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน

เขาพยายามใช้มีดสั้นตัดมันออก แต่ไม้เลื้อยตรงหน้าก็งอกใหม่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย ที่สำคัญคือแรงรัดของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในทุกครั้ง เขาหั่นก็แล้ว เฉือนก็แล้ว ต้นไม้หน้าตาคล้ายงูก็ยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีอย่างเดิม

‘อะไรวะเนี่ย..?’ เพื่อนของเขาที่กำลังช่วยอีกแรงมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างงุนงง เขาตัดสินใจปักมีดลงกับพื้นดินหลังจากความพยายามครั้งที่ยี่สิบกว่าๆและปัดมือเพื่อนของเขาออกเช่นกัน

‘มึงไปต่อเลย มันไม่หมดหรอก’ เขาพูดเสียงหอบพลางเช็ดเหงื่อที่เริ่มซึมออกมาตามไรผม อีกฝ่ายมองเขาด้วยท่าทางหงุดหงิดและทำท่าจะหยิบมีด ขึิ้นมาอีกครั้ง

‘เออมึงมันบ้าไปแล้วจริงๆ จะให้กูทิ้งมึงโดนเถาวัลย์นี่รัดจนตายกลายเป็นปุ๋ยรึไง ประสาท’ 

‘ฉันชอบน้ำใจเธอนะ ถ้ามันใช้งานได้จริงคงดี’ 

ไม่ทันที่เพื่อนของเขาจะหันไปหาคนพูด อยู่ดีๆคนตรงหน้าก็ชะงักนิ่ง แววตาเปลี่ยนเป็นวางเปล่าเหมือนกับคนกำลังฝัน เพื่อนของเขาค่อยๆยืนขึ้น ก่อนจะเดินตามหลังคนอื่นในทริปไปโดยไม่สนใจปีกขนาดใหญ่ของคนพูดหรือหน้าอันสวยงามของเธอเลย

‘เธอ...’ 

‘ขอมีดฉันหน่อย’

เขาส่งมีดให้ตามที่เธอบอก เพียงแค่มือบางตัดลงบนพืชน่าหงุดหงิดบนขาของเขา มันคลายตัวออกจากเขาและแห้งตายลงอย่างง่ายดาย เขามองหน้าเธอก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอึ้งๆ แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วเครียดยิ่งกว่าเดิม

‘เฮ้ยเจ๋งอ่ะ—’

‘ที่พวกเธอจะไปอยู่อีกไกลไหม?’

‘ก็พอสมควรนะ เฮ้...เธอเป็นอะไรรึเปล่า?’ เขาโบกมือเรียกความสนใจจากเธอ ร่างบางถอนหายใจและลุกขึ้นยืนโดยไม่ยื่นมือช่วยเขาเหมือนคนก่อนหน้า

‘ไม่รู้ว่าแตะกันแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกไหม’ เธอพูดเสียงเรียบเมื่อเห็นเขามองขึ้นมาอย่างงงๆ ชายหนุ่มเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเธอจนรอยยิ้มทะเล้นที่มีมาตั้งแต่เช้าหายไป เขาลุกขึ้นยืน

‘ฉันว่าเธอควรออกไปจากเขตป่านะ’ เธอพูดขึ้นพร้อมกับมองเขาด้วยสายตาไม่สบายใจ

‘เฮ้ย...เธอคิดมากไปรึเปล่า ฉันไม่เป็นอะไรแล้วดูสิ—’

ทั้งสองชะงักอีกครั้งเมื่อจู่ๆซากเถาวัลย์เมื่อครู่ก็ติดไฟขึ้นมา เขาขยับออกมาจากตรงนั้นตามสัญชาตญาณแต่ก็ต้องหยุดอีกครั้งเมื่อพบว่าเกิดอะไรขึ้น

‘..!’

ดินที่เขาเคยเหยียบกลายเป็นพื้นดินที่แห้งสนิทจนเกิดรอยแยกขึ้นมาชัดเจนเหมือนกับภาพดินในพื้นที่แห้งแล้งตามหนังสือ ทั้งที่รอบข้างก็ยังสมบูรณ์ตามเดิม

มันเป็นเพราะเขา

เธอและเขาสบตากันโดยอัตโนมัติ

‘คิดมาก?’ เธอแค่นยิ้มก่อนจะส่งสัญญาณให้เขาวิ่งกลับไปทางเดิมที่นำไปสู่ลำธาร หากเมื่อเขาขยับตัวอีกครั้ง ทุกทางที่เขาเหยียบไปนอกจากจะกลายเป็นที่แห้งแล้งแล้ว พืชยังเฉาและยืนต้นตายทันทีที่เขาเข้าใกล้อีกด้วย

‘วิ่ง!’ เธอสั่งเสียงดังก่อนทั้งสองจะเริ่มวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต

...

‘ถ้าเป็นงี้ฉันหนีต่อไม่ได้หรอก’ ภาพที่แย่ลงเรื่อย/ทำให้เขาตัดสินใจหยุดวิ่งและหันกลับมาพูดกับเธอตามตรง เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกโมโหคนตรงหน้าจนอยากจะตีเขาแรงๆสักที แต่ความตั้งใจนั้นก็ต้องถูกพับเก็บไปก่อนเมื่อรอยแตกของพื้นดินที่อยู่ระหว่างเขากับเธอเกิดไฟติดขึ้นมากั้นทั้งสองเอาไว้

และเมื่อมองกลับไป กลุ่มไฟที่เกิดขึ้นจากรอยเท้าของเขาค่อยๆรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเทียบเท่ากับไฟป่า

‘นี่มันบ้าไปแล้ว’ เขาพูดพลางไอค่อกแค่กเพราะความร้อนและควันที่เริ่มเกิดขึ้น เธอหันมามองเขาก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง

‘ยื่นมือมา’

‘เธอว่าไงนะ?’ เขาเริ่มฟังเธอไม่รู้เรื่องเนื่องจากความร้อนตรงหน้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยจนต้องถอยหลังหนี

‘ฉันบอกให้เธอยื่นมือมา!’

เขาหามุมที่พอจะทนความร้อนไหวและยื่นมือไปหาเธอ

‘ฉันจะพานายขึ้นข้างบน จับแน่นๆ!’ เธอตะโกนอีกครั้ง และเมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้ารับ เธอจึงยื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับมือเขา

ทว่าทันทีที่แตะกัน ชายหนุ่มรีบสะบัดออกจนเสียหลักล้มลงบนพื้นและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

‘เธอ!’

ครั้งนี้ไม่ใช่เถาวัลย์สีเขียวแก่เหมือนกับที่พันขา แต่เป็นไม้เลื้อยสีดำเต็มไปด้วยหนามแหลมที่ไล่รัดข้อมือของเขา เธอกระวนกระวายทันทีที่เห็นเลือดจากคนตรงหน้า

‘หยุด! ฉันบอกให้หยุด!’ เธอเงยหน้าขึ้นตะโกนสั่งใครสักคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงกองไฟที่แรงขึ้นกำลังคืบคลานเข้ามา และเขาที่เจ็บปวดขึ้นเรื่อยๆจากแผลที่เกิดขึ้น

‘เชื่อแล้วว่าแม่เธอดุจริงๆ’ เขาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง ร่างสูงทรุดตัวลงอย่างใจเย็นขัดกับข้อมือทั้งสองข้างที่เริ่มมีเลือดไหลออกมาและเปลวไฟที่กำลังเข้าใกล้ราวกับจะล้อมตัวเขาไว้ทุกทิศทาง

‘ไม่...ต้องไม่ใช่แบบนี้...’ เธอปฏิเสธวิธีการของคนตรงหน้าที่ดูเหมือนกับกำลังยอมจำนนกลายๆ ใบหน้าหวานยังคงมองไปรอบๆเพื่อหาทางออก แต่ก็ทำได้ไม่ดีนักเพราะเธอเผลอหันกลับมาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเขาไอเพราะควันไฟ

‘ไม่เห็นเป็นไรเลย เท่จะตายเธอดูดิ โอ๊ย!’ 

เธอสะดุ้งเมื่อมือที่เขายื่นไปแตะกับพื้นดินถูกประกายไฟกระเด็นใส่ ร่างสูงรีบวาดยิ้มให้เธอก่อนจะผายมือไปที่ผลงานของตัวเอง

‘เหมือนเสกได้เลยอ่ะ ถึงจะไม่รู้ว่าเสกขึ้นมาทำไมก็เหอะ...’ เขาพูดเสียงอ่อยและหัวเราะออกมาเบาๆให้ความงี่เง่าของตัวเอง ดินที่เขาแตะเมื่อกี้แห้งผากราวกับชีวิตในนั้นถูกดึงออกมาจนหมด

เขาก็แค่ไม่อยากให้เธอกังวลขนาดนั้น

‘นี่...เราจะใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตฉันด้วยการที่เธอมองทุกอย่างยกเว้นฉันแบบนี้จริงๆเหรอ?’ เขาตะโกนถามเธอ และครั้งนี้ได้ผล เธอหันกลับมาให้ความสนใจเขาอีกครั้ง

แม้จะเป็นด้วยสายตาหงุดหงิดก็เถอะ

‘แล้วเธออยากมีวาระสุดท้ายแบบนี้หรือไง?’ หญิงสาวถามกลับ

‘แม่เธอนี่โหดดีเหมือนกันเนอะ’ เขาพยายามเปลี่ยนเรื่อง แต่เรื่องที่เปลี่ยนไปก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย

เธอส่ายหน้าให้เวลาที่เสียไปเปล่าๆกับการสนใจเขา

‘โอเคๆ...งั้นฉันขออะไรอย่างนึงได้มั้ย?’ ครั้งนี้เธอตั้งหน้าตั้งตาคิดหาทางออก ไม่สนใจเขาอีกเหมือนครั้งที่แล้ว

‘ฉันอยากให้เธอได้ไปทะเลจริงๆนะ’

เธอชะงัก

‘ถ้ามีโอกาส สัญญาได้มั้ยว่าเธอจะหาทางไปให้ได้ สักครั้งก็ยังดี’ เขาพูดก่อนจะระบายยิ้มจางๆเมื่อเธอยอมหันกลับมามอง

‘ทำไมถึงยอมแพ้ง่ายแบบนี้นะ’ เธอมองเขาที่ยังคงยิ้มอย่างอ่อนใจ

‘ไม่ได้ยอมแพ้ แค่เลือกทางออกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ต่างหาก’

‘...’

‘ถ้าเนี่ย...’ เขาชี้ไปรอบๆ

‘จะเป็นตอนสุดท้ายของฉันจริงๆ ทางออกที่ดีที่สุดของฉันก็คือเธอ...’ เขาสบตาเธอด้วยแววตาที่บอกว่าเขาไม่เป็นไรจริงๆ เธอเม้มปากแน่น

‘...ไม่ต้องพยายามหาทางออกแล้ว เธอนั่นแหละที่เป็นทางออกของฉัน’ 

เธอยืนนิ่ง หลังจากประโยคนั้นหัวสมองก็ว่างเปล่าไปดื้อๆ

‘ฉันไปไม่ได้หรอก...ทะเลน่ะ’

เขายิ้มกว้างเมื่อเธอตัดสินใจทำตามทางเลือกของเขา เธอยืนมองเขาด้วยแววตาวูบไหวไปด้วยความรู้สึก แต่ก็ยังคงพยายามได้ดีที่จะเป็นคู่สนทนาคนสุดท้ายให้กับชายหนุ่ม

‘แม่คงไม่ยอมให้ฉันออกไปจากที่นี่หรอก ดูเธอตอนนี้สิ’ เธอฝืนหัวเราะให้กับเขา 

‘แต่แม่เธอก็เจ๋งเหมือนกันนะ จินตนาการสุดยอด’ ท้ายประโยคเขาทำท่ากระซิบและยกนิ้วให้จนเธอหลุดยิ้มจนได้

‘ยิ้มอะไร?’ เธอถาม เมื่อเห็นว่าเขานิ่งไปและจู่ๆก็ยิ้มออกมา

เขาเงยหน้าสบตาเธอ

‘ยังไงก็เหอะ แม่เธอทำให้ฉันตอบคำถามของเธอได้นะรู้มั้ย?’

‘..?’ เธอมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

‘ก็เธอไง...เธอนั่นแหละที่เป็นเหตุผลของฉัน และฉันก็เจอเธอแล้ว เลยไม่ต้องเดินทางไปตามหาคำตอบที่ไหนอีกแล้ว...’

‘เธอคือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ของฉัน’

เธอพูดไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้เป็นเพราะคำพูดของเขาหรือสถานการณ์เป็นตายตรงหน้า

‘ครั้งนี้เท่แล้วนะ’ เธอตอบกลับไป เขายิ้มกลับมา

‘แน่นอนอยู่แ— อึก...’ เขาขมวดคิ้วเมื่อความเจ็บที่ข้อมือเริ่มแล่นไปทั่วทั้งแขน ยังดีที่กลั้นเสียงร้องของตัวเองเอาไว้ได้ เมื่อก้มมองจึงพบว่าหนามแหลมที่พันอยู่ทิ่มลึกลงไปกว่าเดิมพอสมควร และเลือดก็เริ่มไหลเยอะขึ้นโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเลย

‘เอามือมาดู’ เธอพูดอย่างรีบร้อนเมื่อเห็นว่าท่าทางของเขาแปลกไป

‘ฉันไม่ใช่หมานะ มาขอมือ’ เขายังคงติดตลก แต่สายตาจริงจังของเธอที่มองมาทำให้เขาได้แต่ถอนหายใจและยกมือทั้งสองข้างให้เธอดู

เขาหลุดยิ้มเมื่อเห็นเธอทำท่าเหมือนอยากด่าเขาเต็มที แต่ร่างบางคงไม่มีคำพูดหยาบคายอยู่ในคลังคำศัพท์ของตัวเองถึงได้แต่ยืนเม้มปากแน่นอยู่อย่างนั้น

เธอมองพืชหนามสีเข้มที่เป็นต้นเหตุทำให้แขนและมือของเขาชุ่มไปด้วยเลือด นิ้วของเขาดูเหมือนกับแทบจะขยับไม่ได้—

เธอนิ่งไปเมื่อความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว

ภาพของบ่ายวันแรกที่เธอเจอกับเขา

‘ส่งมีดมา!’

แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยคำถาม เขาตัดสินใจเก็บมันเอาไว้และโยนมีดสั้นให้เธอ หญิงสาวรับไว้และมองมันอย่างชั่งใจสักพัก แต่เมื่อหันไปเห็นสภาพของเขาอีกครั้งบวกกับมวลความร้อนที่ตามมาจากด้านหลังทำให้เธอตัดสินใจได้ไม่ยาก

ฉึก!

‘เธอ!’ 

หญิงสาวกัดฟันกลั้นเสียงร้องของตัวเองเมื่อกรีดคมมีดลงบนหลังบาง เขาแทบจะเสียสติเมื่อเห็นว่าเธอคิดจะทำอะไร

‘หยุด!’ เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่งก่อนจะพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เธอหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ยังลากใบมีดต่ออย่างที่ตัดสินใจเอาไว้

‘อึก..!’ มือเล็กดึงมีดออกจากแผ่นหลังด้วยมือสั่นๆ เธอเอื้อมมืออีกข้างจับโคนกระดูกที่เชื่อมออกมาจากหลังของเธอและกลั้นใจกระชากมันอย่างแรง

เขาวิ่งฝ่าไฟตรงหน้าไปกอดเธอไว้พอดีกับที่เจ้าของร่างทรุดลงกับพื้นและกรีดร้องออกมาอย่างรวดร้าว ชายหนุ่มไม่สนใจหนามแหลมที่รัดแผลเดิมของเขาจนเจ็บมากกว่าเก่า เขาลืมทุกอย่างไปหมดเมื่อเห็นเลือดของเธอ

ฟึ่บ...

เธอรวบรวมแรงของตัวเองโยนปีกข้างซ้ายที่ตอนนี้เปื้อนไปด้วยเลือดเข้ากองไฟตรงหน้า ร่างทั้งร่างสั่นระริกแต่แววตาของเธอกลับมีแต่ความโล่งใจขัดแย้งกันอย่างที่สุด

‘คิดอะไรอยู่!?’ เขาจับแขนเธอเมื่อเห็นสายตาไม่ยอมแพ้ของตรงหน้า หากคนตัวเล็กไวกว่าและสะบัดมันออก แรงของเขาลดลงไปมากอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจ็บขนาดนี้

ฉึก!

เธอทำแบบเดียวกันกับปีกอีกข้าง ก่อนจะยอมทรุดลงมานั่งข้างเขาในที่สุด ทันทีที่ปีกทั้งสองของเธอถูกเผาอยู่ในกองไฟและถูกความร้อนกลืนกินจนเป็นสีดำทั้งหมด มันสลายกลายเป็นละอองฝุ่นเล็กๆกระจายขึ้นบนท้องฟ้า และหลังจากนั้นกลุ่มเมฆด้านบนก็กลายเป็นสีเทาเกิดเป็นฝนเทลงมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังสนั่นราวกับเป็นเสียงกรีดร้องของใครสักคน ไฟรอบข้างเริ่มมอดลงอย่างเชื่องช้า

ซ่า...

เขาเอี้ยวตัวไปด้านหลังเธอและสัมผัสแผ่นหลังบางที่บัดนี้มีรอยกรีดขนาดใหญ่ด้วยมือที่สั่นไม่แพ้กัน มันกลายเป็นสีดำเหมือนกับปีกที่โดนเผาไปเมื่อครู่นี้

เลือดของเธอกลายเป็นน้ำเหมือนในครั้งแรกที่เจอกัน

เขาไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้

‘เธอ...’ คำพูดทุกอย่างของเขาถูกกลืนหายไปด้วยกอดของเธอ เธอหันกลับมากอดเขาพร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าเต็มที

‘ไม่เป็นไรแล้ว...เราเป็นอิสระแล้ว’

เขากอดตอบร่างเล็กที่สั่นไปทั้งตัว ความรู้สึกทุกอย่างตื้ออยู่ในอก

‘โอ๊ย...’ เขาผละออกทันทีที่เธอร้องออกมา หนามบนแขนของเขาบาดไหล่ของเธอ และครั้งนี้มันไม่หายอย่างที่ควรจะเป็น

‘ทำไม—’

‘เราแตะตัวกันได้แล้ว’ เธอพูดขึ้นอย่างดีใจเมื่อสังเกตได้ว่าไม้เลื้อยบนตัวเขาไม่เพิ่มขึ้นและรัดแน่นกว่าเก่าอีกต่อไปแล้ว เขาก้มมองตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอและตัดสินใจทำในสิ่งที่อยากทำที่สุดในตอนนี้

เขาจูบเธอ

หญิงสาวมองข้ามร่างกายของตัวเองที่อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดและจูบตอบคนตรงหน้าท่ามกลางสายฝนที่ยังคงเทลงมาไม่หยุด

ทั้งสองผละออกจากกันแต่ยังคงชิดหน้าผากกันและกันเอาไว้ รอยยิ้มของความสุขที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของคนทั้งคู่

เธอเอื้อมมือไปแตะแขนของเขาก่อนจะพบว่ารอยบาดของหนามนั้นลามไปทั้งตัวชายหนุ่มแล้ว และเสื้อที่เขาใส่อยู่ก็ยังคงชุ่มไปด้วยเลือดแม้ว่าน้ำฝนจะล้างออกไปมากสักแค่ไหน

เขามองใบหน้าหวานที่ซีดลงและดวงตาคู่สวยที่ฉายแววอ่อนล้าเต็มที แผลที่โดนบาดเมื่อครู่นี้ยังคงไม่หายแม้ว่าน้ำฝนจะลบรอยเลือดไปหมดแล้ว

ทั้งสองสบตากันก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้งและไม่พูดอะไร

แขนแข็งแรงกอดเธอเอาไว้ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลาย ขณะที่เธอหลับตาลงและกดจูบบนริมฝีปากของเขา ชายหนุ่มหลับตาและจูบกลับอย่างแผ่วเบา

...

แบบนี้...เขาและเธอกำลังได้มองเห็นภาพเดียวกัน,


ภาพวาดสีดำ

SHARE
Written in this book
He’s my Hades
“She wears strength and darkness equally well, the girl has always been half goddess, half hell” -Nikita Gill-
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments