His answer
‘นี่มัน...’ 

เธอมองเขาที่นิ่งอึ้งเหมือนกับไม่รู้จะพูดอะไรออกมาด้วยแววตาเข้าใจ ไม่แปลกที่มนุษย์จะกลัวกับสิ่งที่เธอเป็น

มันดูผิดธรรมชาติ หญิงสาวรู้ดี

เธอดึงมือกลับอย่างช้าๆ และครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ยื้อไว้เหมือนในตอนแรกอีกแล้ว

‘ฉันว่าเธอควรกลับไปหากลุ่มของเธอได้แล้วนะ เธอหายมานานแล้ว’ เธอพูดพลางยันตัวขึ้นยืนบนหินก้อนนั้น เขาลุกขึ้นตาม

‘แต่—’

‘พอหันหลังไปเดี๋ยวเธอก็ลืมหมดแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก’ เธอพูดขัดขึ้นมาโดยไม่สนใจสีหน้าของคนตรงข้าม เขาขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

‘ไม่...ไม่ดิ ทำไมฉันต้องลืมเธอด้วย’ 

เธอชะงักไปเมื่อสบตากับเขาที่เงยหน้ามองขึ้นมา

‘พอเลยนะ นี่มันความจำของฉัน ห้ามยุ่งเลย’ เธอหลุดยิ้มให้กับเขาที่พยายามหาข้ออ้างเหมือนกับเด็กเอาแต่ใจ ร่างบางถอนหายใจและพยักหน้ารับแบบเงียบๆเป็นการตกลง

คิ้วโก่งสวยขมวดนิดๆเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างที่หางตา เธอทำสัญลักษณ์ให้เขาเงียบก่อนจะมองไปรอบตัว ความรู้สึกไม่ดีอย่างไร้เหตุผลเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

‘นั่น—’

เธอส่งสายตาดุไปให้เขาข้อหาที่ส่งเสียงดัง ทว่าเมื่อมองไปตามทางที่เขาชี้ เธอรีบเดินลงจากโขดหินและไปยืนข้างเข้าอย่างรวดเร็ว

ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเฉาลงและกลายเป็นสีน้ำตาลต่อหน้าต่อตา ใบที่เคยเป็นสีเขียวสดใสแห้งกรอบและร่วงหล่นลงมาจากกิ่งของมันเยอะจนแทบจะหมดต้น 

ต้นไม้ใหญ่ที่เคยแข็งแรงและแตกกิ่งก้านออกไปมากมายยืนต้นตายภายในเวลาไม่กี่วินาที

เธอมองภาพนั้น และหันกลับไปมองเขา

‘อยากจำอะไรก็จำไป แต่ตอนนี้กลับไปได้แล้ว และอย่ามาตรงนี้อีก’ เธอเบี่ยงตัวหลบและกำลังจะเดินไปในทิศตรงข้ามกับที่พักของเขา หากเขากลับทำสิ่งที่เธอไม่คาดคิดด้วยการดึงแขนเธอเอาไว้

‘เดี๋ยวก่อน’

แกร๊ก!

เสียงดังเหมือนกับของที่แข็งมากๆถูกหักลงทำให้ทั้งเขาและเธอชะงักนิ่ง ทั้งสองมองไปที่ต้นไม้ต้นเดิมอย่างไม่มีข้อสงสัย

ภาพที่เห็นทำให้เธอรีบไล่เขาให้ไปจากตรงนี้อีกครั้งด้วยคำขู่ว่าจะลบทุกอย่างที่เขาอยากจำหากไม่ยอมทำตามที่เธอบอก และครั้งนี้ร่างสูงยอมทำตามแต่โดยดี

เถาวัลย์สีเขียวแก่เลื้อยขึ้นรัดตั้งแต่โคนต้นไม้ใหญ่ไปจนถึงปลายของก้านที่อยู่สูงสุด มันพันแน่นและหนาจนแทบมองไม่เห็นเนื้อไม้เดิม ความมีชีวิตชีวาทั้งหมดที่เคยมีถูกกลืนด้วยไม้เลื้อยนั่นจนดูน่ากลัว

เธอเดินเขาไปเผชิญกับซากต้นไม้ใหญ่ด้วยใบหน้าราบเรียบ มือบางแตะลงบนเถาวัลย์ลึกลับนั้นอย่างแผ่วเบา มันค่อยๆคลายออกจากกันอย่างช้าๆ ปรากฎให้เห็นคู่ปีกสีขาวนวลวางเอาไว้ระหว่างรากแก้วที่โคนต้นไม้ 

เธอทรุดตัวนั่งลงพิงกับมัน ทันทีที่แผ่นหลังบางสัมผัสกับเศษชีวิตที่หลงเหลืออยู่ในนั้น ไม้เลื้อยชนิดเดิมพันทับตัวเธอราวกับร่างบางเป็นต้นไม้อีกครั้ง ความรู้สึกเย็นและหนักค่อยๆคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความมืด สิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้คือความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แผ่นหลัง และเสียงกระซิบที่บอกว่าไม่อนุญาตให้เธอถอด ‘มัน’ อีกต่อไปแล้ว


เขานั่งมองมือตัวเองมาเป็นเวลาเกือบชั่วโมงนับตั้งแต่กลับมาจากริมลำธาร ความรู้สึกอุ่นของผิวเนียนยังชัดเจนอยู่ที่ปลายนิ้ว

น่าแปลกที่เขาไม่คิดว่าการตามหาว่าเธอเป็น ‘อะไร’ สำคัญกว่าการรู้ว่าเธอเป็น ‘ยังไง’ อีกแล้ว

เขาอยากรู้จักเธอ อยากคุยกับเธอมากกว่านี้

‘เฮ้ย! มึงเป็นอะไรรึเปล่า?’ 

เขาสะดุ้งเมื่อเพื่อนอีกคนแสดงความเป็นห่วงด้วยการตบบ่าอย่างแรงจนแทบทรุด เขาตอบกลับไปว่าไม่เป็นไรและหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเดาได้ว่าตัวเองนั่งเหม่อไปนานแค่ไหน 

‘กูขอยืมผ้าเช็ดตัวมึงหน่อยดิ’ เขาพยักหน้ารับก่อนจะควานหาผ้าผืนใหญ่ในกระเป๋าก่อนจะชะงักไปเมื่อนึกได้ว่าเขาให้ใคร ‘ยืม’ ไปใช้แล้ว

‘กู...กูลืมเหมือนกันว่ะ มีแต่ผ้าเช็ดผมเนี่ย’ 

เขาหลุดขำออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นเพื่อนถอนหายใจออกมาเซ็งๆและบ่นเขาขอหาที่ทำให้มันต้องเมื่อยขาไปยืมคนอื่นในทริป เขายกมือขึ้นลูบหน้าเรียกสติตัวเองเมื่ออีกฝ่ายเดินจากไป แต่พอยิ่งมีสติมากเท่าไหร่ ความรู้สึกค้างคาในใจก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น

เขาจะทำยังไงดี?

...

ฟ้าเริ่มมืดลงพร้อมกับทุกคนที่เริ่มมารวมตัวกันรอบกองไฟ แม้อากาศเย็นขึ้นแต่เขาก็ยังคงใส่เสื้อยืดสีหม่นกับกางเกงขายาวธรรมดา ไม่หยิบอุปกรณ์กันหนาวออกมาแบบที่หลายๆคนเริ่มทำกัน มื้อเย็นของพวกเขาเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเสียงหัวเราะพูดคุยแทรกอยู่เป็นพื้นหลังพอให้ผ่อนคลายกำลังดี

‘นี่...มึงดูน้องคนนั้นดิ’ เพื่อนคนเดียวกับที่ยืมผ้าเช็ดตัวเขาเมื่อบ่ายเริ่มระรานเขาอีกครั้งด้วยการพยายามให้เขาละความสนใจจากอาหารเย็น

‘อืม ทำไม?’ เขาถามกลับเสียงเรียบพลางยกน้ำขึ้นมาดื่ม

‘เขามองมึงมาตั้งแต่วันแรกแล้วนะเว้ย มึงไม่ไปชวนเขาคุยหน่อยวะ’ เขาหันตามที่เพื่อนบอกก่อนจะพบว่าหญิงสาวหน้าตาน่ารักคนนั้นหลบสายตาทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มจึงกินข้าวต่อไม่สนใจคำพูดเป่าหูของเพื่อนที่อยู่ข้างกัน

‘โห่! มึงไปบวชเถอะ ไม่สนุกเลยว้อย’ 

เขาหยักยิ้มบาง ความรู้สึกถูกมองยังคงเกิดขึ้นตลอดที่เขานั่งอยู่ตรงนั้น แม้ว่าเขาจะพยายามลบความอึดอัดนั้นด้วยการหันไปกวนประสาทเพื่อนบ้าง คุยกับคนอื่นข้างๆบ้าง หากมันกลับไม่ช่วยอะไรขึ้นเลย

เขาจึงตัดสินใจเลี่ยงมันแทน

‘เดี๋ยวกูมา’

ร่างสูงลุกขึ้นยืนและเดินหลบไปทางเดิมกับที่เขาไปเมื่อตอนกลางวัน เสียงใสที่ห้ามเขาเอาไว้แวบขึ้นมาให้หัว แต่แทนที่มันจะทำให้เขาเปลี่ยนใจ มันกลับวาดรอยยิ้มขึ้นมาบนริมฝีปากสีชืดแทน

แสงจันทร์และความคุ้นเคยทำให้การเดินทางของเขาไม่ยากมากนัก ไม่นานเขาก็มาถึงโขดหินเดิมที่เจอเธอครั้งแรก 

แต่ทั้งที่เหนื่อย ภาพตรงหน้าทำให้เขาลืมหายใจไปหลายวินาที

‘ก็บอกว่าไม่ให้มา’

เธอนั่งหันหลังให้เขาอยู่บนนั้นเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แผ่นหลังบางมีขนนกสีขาวนวลร้อยกันเป็นแพต่อออกมา มันดูเหมือนปีกสัตว์ขนาดใหญ่ที่สวยมากจนเขาไม่รู้ว่าควรอธิบายยังไง

‘เธอไม่ใช่พวกสะสมสัตว์ป่าหายากอะไรพวกนั้นใช่ไหม?’

เขาหลุดยิ้มให้ความกวนประสาทของเธอ ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนหินข้างกับคนตัวเล็ก

‘ปกติก็ไม่นะ แต่ถ้าเริ่มจากอันนี้น่าจะเท่ดีเหมือนกัน’

ทั้งเขาและเธอหัวเราะออกมาพร้อมกัน

‘ขี้โกงนี่หว่า ไม่ให้คนอื่นเขามาแต่ตัวเองดันมาได้ซะงั้น’ เขาบ่นพลางมองแสงจันทร์ที่กระทบกับผิวลำธารจนเกิดเป็นเหมือนโทแพซเม็ดเล็กๆกระจายอยู่ในน้ำ

‘...’

‘ฉันจำไม่ได้ แต่เธอจำได้? ไม่เห็นยุติธรรมเลย’ เขาแกล้งบ่นต่อ

‘เธอไม่กลัวฉันหรือไง?’ เธอถามเสียงอ่อน นัยน์ตาคู่สวยทอดมองสายน้ำที่ไหลไปเรื่อยๆเหมือนกัน

‘มีตรงไหนที่น่ากลัว? จมูก ปาก ตา คิ้ว หู เราก็มีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?’ เขาเอาคำพูดของเธอมาย้อนขำๆ เธอหันมามองเขาพร้อมกับหัวเราะออกมา

‘ยอกย้อน’

ทั้งสองเงียบไป ในขณะที่ดวงจันทร์เสี้ยวพยายามส่องแสงลอดกลุ่มเมฆทึบอย่างยากลำบาก ลมเย็นพัดแผ่วพอให้เย็นสบาย เขารู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระอย่างที่ไม่รู้สึกมานาน

‘ฉันว่าได้นะ’ เขาพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

‘..?’

‘ที่เธอถามว่าเรียกเธอว่าชีวิตได้มั้ย ฉันว่าได้’


เธอนิ่งอึ้งไปพักใหญ่จนเขาหันกลับมาสบตาเธออีกครั้ง


‘ดูสิ ชีวิตของเธอ...อยู่ในนี้’ เขามองนัยน์ตาคู่สวยพร้อมกับยิ้มออกมาจางๆ ความมีชีวิตชีวาของเธอชัดเจนอยู่ในนั้น ความสดใสเต้นรำอยู่ในแววตาของเธอ


เธอเงียบ เขาคงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนแรกที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวเธอมานานเหลือเกิน


อิสระและไฟแห่งแรงบันดาลใจที่เธอขังเอาไว้ลึกในความรู้สึก


‘หึ...จากผู้ชายที่ยังหาเหตุผลในการมีชีวิตไม่เจอน่ะเหรอ? ฉันควรเชื่อไหม’ ถึงจะว่าอย่างนั้นแต่ในใจของเธอรู้สึกดีกับคำพูดของเขาตั้งแต่ตอนได้ยินแล้วด้วยซ้ำ เธอลอบมองเสี้ยวหน้าของเขา ก่อนจะต้องหลบตาเพราะถูกอีกฝ่ายจับได้

เขามองเธออยู่ก่อนแล้ว

‘อืม...คิดไปคิดมา ฉันว่าฉันอาจจะเจอแล้วก็ได้นะ’ 

เธอเลิกคิ้วรอฟังคำตอบ ครั้งนี้ตัดสินใจหันมาหาเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาได้แต่อมยิ้มเมื่อเห็นความตั้งใจของเธอ ชายหนุ่มพยายามทำท่าทางปกติเพราะอยากจะมองภาพนี้ไปอีกสักพัก

‘ฉันอาจจะมีชีวิตอยู่เพื่อตามหาเหตุผลของมันก็ได้ ฉันถึงชอบทุกครั้งที่ได้เดินทาง เพราะแต่ละครั้งที่กลับมาฉันมองเห็นบางอย่างต่างออกไป บางมุมที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน...’ 

ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงมีความรู้สึกแปลกๆจนอยากจะหนีแววตาของเขา แต่ก็เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันอยู่ดี เขาห้ามเธอไม่ให้ละความสนใจไปไหนด้วยนัยน์ตาคู่เดียวกันเรียบร้อยแล้ว

‘...เพราะคำตอบของการมีชีวิตอยู่อาจจะมีหลายคำตอบ หรือไม่แน่ มันอาจจะไม่มีเลยสักคำตอบอย่างที่เธอบอกก็ได้...’


‘...เป็นงะ เท่ใช่มั้ยล่ะ?’ 

เธอขำพรืดเมื่อประโยคสาระทั้งหมดที่เขาพูดมาจบลงด้วยคำถามที่ไร้แก่นสารที่สุดที่เธอเคยได้ยิน

‘เกือบแล้ว...เหลืออีกแค่นี้’ เธอแกล้งกางมือทั้งสองข้างออกกว้างขัดกับคำพูด เขาทำปากยื่นเหมือนเด็กงอแงก่อนจะยกมือขึ้นมาบีบช่องว่างของเธอให้เล็กลง

‘แค่นี้มันต้อง—’

ทว่าหญิงสาวชักมือหลบก่อนที่เขาจะแตะมันได้ ทั้งสองชะงักค้าง เมื่อจังหวะประหลาดทำให้ต่างฝ่ายไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมา

‘อยากโดนเถาวัลย์รัดคอหรือไง?’ เธอเธอตัดสินใจลากให้มันกลายเป็นเรื่องตลก แต่เขากลับขำไม่ออก

เขามองหน้าเธอด้วยสายตาจริงจังยิ่งกว่าเดิม

‘เรา...แตะตัวกันไม่ได้หรอ?’

‘อืม’ เธอตอบกลับสั้นๆ

‘แปลว่าเธอมีคนรักไม่ได้?’

คราวนี้เธอมองหน้าเขาด้วยสายตาที่เหมือนกับมีคำถามตัวโตๆแปะอยู่บนหน้าผากว่า ‘ถามออกมาได้ยังไง?’

‘จากที่เห็นเมื่อบ่ายนี้ คิดว่ายังไงล่ะ?’ เธอหัวเราะเบาๆอย่างไม่ถือสา

‘ทำไม..?’

‘แม่ดุน่ะ’

‘แสดงว่าเมื่อบ่ายนี้...แม่ของเธอเหรอ?’

‘อืม’

เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปเธอถึงได้กลับมาสังเกตเขาอีกครั้ง เขาเม้มปากเหมือนกับกำลังหาคำพูดอะไรบางอย่าง สีหน้าของเขากังวลจนเห็นได้ชัด

‘ฉันทำให้เธอกลัวรึเปล่า?’ เธอเริ่มกังวลบ้าง หญิงสาวยังไม่อยากเสียคนที่เข้าใจเธอได้ขนาดนี้ไปเพียงเพราะเงื่อนไขที่แก้ไม่ได้ของตัวเอง

แต่เธอก็ผ่อนคลายลงเมื่อเขาส่ายหน้าปฏิเสธอย่างจริงใจ

‘ไม่อ่ะ แค่เสียดาย’ เขายืนยันคำพูดด้วยการถอนหายใจออกมาเบาๆ

‘เธอมีเวลาที่ยาวกว่าชีวิตของคนหลายๆคนอยู่ในมือ แต่กลับมีโอกาสได้สัมผัสอะไรหลายๆอย่างน้อยกว่าคนธรรมดาคนนึงซะอีก...’

‘ทั้งเป็นโลกข้างนอก ทั้งตัวเธอเอง’ เขาวาดยิ้มราบเรียบให้เธอ

‘ตัวฉันเอง? หมายความว่ายังไง?’ เธอมองเขาด้วยสายตาไม่เข้าใจ

‘เธอเคยสัมผัสด้านของตัวเองตอนที่กำลังตกหลุมรักหรือเปล่า หรือตอนที่ร้องไห้เสียใจมากๆเพราะอกหัก หรืออาจจะโกรธใครสักคน หงุดหงิดที่โดนขัดใจ เศร้าเพราะว่าคิดถึง เคยรู้สึกแบบนั้นไหม?’

‘...’

เธอนิ่งอึ้ง ทั้งหมดที่เขาพูดมาเป็นความรู้สึกที่ฟังดูแสนจะธรรมดา แต่พอคิดให้ดีๆแล้วเธอถึงได้รู้ว่าเธอไม่เคยเข้าใจความรู้สึกพวกนี้อย่างแท้จริงเลย

เธอไม่เคยรู้สึกอะไรอย่างสุดใจแบบนั้นเลย

‘นั่นแหละ...ฉันเลยเสียดาย’ 

‘งั้นนักเดินทางอย่างเธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม?’

เธอวาดยิ้มขึ้นมากลบเกลื่อนนัยน์ตาเศร้าของตัวเองอีกครั้ง

‘..?’

‘อย่างน้อยช่วยให้ฉันได้มองเห็นโลกที่เธอเห็นบ้าง’

เขารอฟังเธออย่างตั้งใจ

‘สมมติ...สมมติว่าเธอพาฉันไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้เลยนะ เธอจะพาฉันไปไหน?’

เขายิ้มออกมาให้กับความสดใสจนสวยงามของเธอ ถึงแม้จะมีความเศร้าปนอยู่ในตาคู่นั้น เจ้าตัวก็ยังคงหามุมที่มีความสุขจนเจอและใช้มันต้านกับความหม่นหมองได้อย่างน่าชื่นชม

เขาสวมบทไกด์ตามใจเธอ

‘และข้างหน้าของคุณตอนนี้ก็คือท้องทะเลกว้างนะครับ โอ้โห! ดูสิครับ หาดทรายที่นี่ขาวสะอาดมาก ลองมองออกไปคุณจะเห็นได้เลยนะครับว่าน้ำเนี่ยใสกิ๊งจนแทบจะเห็นปะการังได้เลย!’ เขาทำไม้ทำมือประกอบพร้อมกับดัดเสียงให้ใหญ่เหมือนกับนักพากย์ เธอหัวเราะจนตาหยีให้กับความพยายามของเขา ชายหนุ่มยิ้มออกมาไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่เมื่อมองเธอ

‘ทำไมถึงเป็นทะเล?’

‘ไม่รู้สิ...ได้ยินเธอหัวเราะแล้วนึกถึงทะเล’

‘ฉันหัวเราะออกมาเป็นเสียงซู่ๆเหมือนคลื่น เหรอ?’

เขาขำ

‘ไม่ใช่...มันฟังดูสดใสเหมือนความรู้สึกของทะเลต่างหากเล่า อิสระ, สดชื่น’

‘แล้วอีกอย่าง คนส่วนมากชอบบอกว่าไปทะเลแล้วสบายใจ ฉันว่าก็จริงนะ แค่ไปนั่งที่หาดทรายตอนเย็นๆดูพระอาทิตย์ตกดินก็รู้สึกสงบขึ้นมาเหมือนกัน’

เธอพยักหน้าคล้อยตามโดยไม่รู้ตัว

‘เพราะงั้นฉันเลยอยากพาเธอไปทะเลเป็นที่แรก ถึงมันจะไม่ใช่สถานที่ที่ฉันชอบที่สุดก็เถอะเอ้อ...ละตอนเล่นน้ำอย่าลืมถอดปีกนี่ด้วยนะครับ ถ้าเปียกน่าจะต้องมานั่งไดร์กันนานน่าดู’

เขาและเธอหัวเราะออกมาพร้อมกัน

‘เดี๋ยวก่อน...ที่บอกว่าไม่ได้ชอบทะเลมากที่สุด แล้วที่เธอชอบที่สุดคือที่ไหน?’ เธอเลิกคิ้วถาม

‘ตอนแรกก็ไม่มีที่ชอบเป็นพิเศษหรอก...’ เขาเว้นช่วงพลางหลบสายตาเธอ

‘...เพิ่งจะมีตอนมาที่นี่เนี่ยแหละ’


SHARE
Written in this book
He’s my Hades
“She wears strength and darkness equally well, the girl has always been half goddess, half hell” -Nikita Gill-
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments