เมื่อคอนเทนต์เป็นมะเร็ง ทำร้ายทั้งผู้ดูแลและผู้ติดตาม
จั่วหัวบทความนี้อาจจะดูแหม่ง ๆ แรง ๆ ไปสักหน่อย  แต่มันเกิดจากความอึดอัดส่วนตัวเวลาอยู่ในโลกออนไลน์แล้วต้องเสพข่าวสารจำนวนมาก  คิดว่าหลายคนก็น่าจะเคยอึดอัดกับข้อมูลที่ได้รับในแต่ละวันอย่างที่เราเป็น

ใครก็ตามที่ได้อ่านบทความนี้ก็ขอให้ลองเปิดใจให้กว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรแปซิฟิกแล้วคิดตามด้วยเหตุผลอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินบทความนี้ไปนะครับ เพราะเราเองก็จะพยายามเขียนบทความนี้ให้เป็นกลางที่สุดเช่นกัน  เพื่อให้เป็นข้อคิดสำหรับคนผลิตและเสพสื่อจำนวนมากอย่างคนรุ่นเรา ๆ และเด็กรุ่นใหม่ต่อไป



คิดว่าน่าจะมีบางคน (รวมทั้งเราเอง) ที่ท่องอินเตอร์เน็ต เล่นโซเชียลมีเดียเสพสื่อข่าวสารต่าง ๆ มากมาย  แล้วพอไปเจอเว็บไซต์ แฟนเพจ ทวิตเตอร์ ฯลฯ ของใครบางคนที่นำเสนอสิ่งที่น่าสนใจ  เราก็จะติดตามเว็บเพจเหล่านี้กันอย่างเหนียวแน่นเพื่อเสพสิ่งที่สนใจอย่างสบายอารมณ์
บางคนอาจจะชอบดนตรีก็กดติดตามเว็บเพจเกี่ยวกับเครื่องดนตรี เพลง รายการวิทยุ ฯลฯ
บางคนอาจจะชอบศิลปะ งานวาดภาพสวย ๆ ก็กดติดตามเว็บเพจเกี่ยวกับรวมรูปวาด
หรืออย่างที่ชัดที่สุด... เหล่าผู้ชายสายหื่น(?)ที่ติดตามเพจของสาวสวยหุ่นดีกันแบบแทบไม่ต้องคิด

ทีนี้ในเหล่าเว็บไซต์ แฟนเพจ ทวิตเตอร์ หรืออะไรก็ตามในโลกออนไลน์ (ขอเรียกย่อ ๆ ว่า "เพจ" นะครับ) จะมีคอนเทนต์บางส่วนที่มีการนำเสนอต่างออกไปอย่างมากจนเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก  อาจจะเพราะมีการนำเสนอคอนเทนต์ที่ตรงใจคนกลุ่มใหญ่ หรือความเป็นกันเองในการนำเสนอของเจ้าของเพจนั้น ๆ  ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตามนั่นก็ทำให้เพจนั้นได้รับความนิยมจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นมาได้

ดูทุกอย่างก็น่าจะเป็นปกติดีไปเสียทุกอย่าง  จนกระทั่งวันหนึ่ง...
เพจที่ทำเคยทำคอนเทนต์ที่เราสนใจโดยปราศจากข้อมูลอื่น ๆ กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
เนื้อหาของเพจเหล่านั้นเปลี่ยนจากเรื่องในคอนเซปต์กลายเป็นอย่างอื่นไปเสียฉิบ



สิ่งนี้แหละที่เราขอเรียกด้วยภาษาปากของตัวเองว่าเพจกำลัง "กลายพันธุ์"



ลำพังการที่กลายพันธุ์เนื้อหาจากอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร  เพราะก็มีหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้  บางเพจก็เป็นการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป  บางเพจก็เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำคอนเทนต์ให้เหมาะ  แถมบางทีกลายพันธุ์แล้วดีขึ้นด้วย...คอนเทนต์น่าติดตามกว่าเดิมเฉยเลย (ซึ่งดีแล้วถ้าเป็นแบบนั้น)

แต่มันมีลักษณะของการกลายพันธุ์แบบหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ค่อยสร้างสรรค์สักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นการปลูกฝังความคิดเชิงเกลียดชังและรังเกียจบางสิ่งบางอย่างตามที่ผู้ดูแลของเพจนั้น ๆ ต้องการ  จนถึงขั้นยุยุงปลุกปั่นให้เกิดการยกพวกเอาผู้ติดตามของตัวเองไปเปิดศึกกับเพจอื่น



เรานิยามสิ่งนี้ว่าคอนเทนต์ของเพจเหล่านั้นกำลัง "เป็นมะเร็ง"



อาการที่เพจหรือคอนเทนต์เป็นมะเร็งในนิยามของเรา คือ การที่ผู้ดูแลเพจ ๆ หนึ่งเริ่มมีทิศทางในการนำเสนอคอนเทนต์ของตัวเองไม่ชัดเจน  เริ่มหลงลืมจุดประสงค์ตั้งต้นว่าเราเปิดเพจเหล่านี้มาเพื่อทำอะไรในตอนแรก  และเริ่มหลงไหลในความมีชื่อเสียงที่ตัวเองกำลังติดลมบนอยู่นั้นเอง  ทำให้ผู้ดูแลรับผิดชอบเพจแห่งนั้นเริ่มนำเอาความคิดส่วนตัวมาเสนอผ่านเพจของตัวเอง และเริ่มมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ติดตามซึมซับความคิดเหล่านั้น (ซึ่งไม่นับกรณีเพจที่เน้นติดตามเรื่องดราม่านะ  อันนั้นเขาตั้งมาเป็นแบบนั้นตั้งแต่แรกก็ไม่แปลกที่จะเป็นแบบนั้น)

เช่น เหตุการณ์สมมุติ...
นาย A เปิดเพจเพื่อเขียนการ์ตูนที่พูดถึงมุกตลกของคนวัยทำงาน  เน้นจับใจความเกี่ยวกับเรื่องราวตลกขบขันที่เข้าใจหัวอกคนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน
พอเริ่มวาดออกมาเรื่อย ๆ จนมีผู้ติดตามเยอะในระดับหนึ่ง  มีแบรนด์ต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนให้กับเพจของเขา  นาย A ก็เริ่มหลงไหลในชื่อเสียงของเพจที่ตัวเองปลูกปั้นมากับมือ  และรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเป็นคนสำคัญของโลกออนไลน์คนหนึ่ง
อยู่มาวันหนึ่งนาย A ก็เริ่มเอาอารมณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับความไม่สบายใจในเรื่องราวที่ตนพบเจอจากสังคม การทำงาน เพื่อนฝูง มาแทรกเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์ จากนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเอาเรื่องแนวคิดทางการเมือง ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือประเด็นใดก็ตามที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อคนหมู่มากมาเนียนสร้างคอนเทนต์ปนไปกับหัวข้อที่เคยทำในตอนแรก
ท้ายที่สุดเพจของนาย A ก็กลายเป็นเพจที่ลงคอนเทนต์ที่เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่และพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นคิดตามอย่างตัวเอง  พอถึงคราวที่นาย A มีปัญหากับใครสักคนหรือแนวคิดแนวปฏิบัติบางอย่าง  เขาก็จะใช้พื้นที่ของเพจตัวเองในการเล่าเรื่องยุยงปลุกปั่นให้ผู้ติดตามเชื่อคล้อยตามตนเอง  และเหล่าผู้ติดตามนี้ก็ยินดีที่จะเป็นหน่วยทหารกล้าเข้าไปเปิดศึกกับคนที่คิดต่างกับนาย A และกลุ่มของตนอย่างเต็มใจแม้จะไม่ได้อะไรตอบแทนเป็นชิ้นเป็นอัน

สภาวะที่เกิดขึ้นกับเพจของนาย A นี่แหละครับที่เราเรียกว่า "คอนเทนต์เป็นมะเร็ง"
นอกจากมันจะกลายพันธุ์ไปจากความตั้งใจเดิมของนาย A แล้วเนี่ย...มันยังสร้างเนื้อหาที่ส่งผลลบต่อคนในสังคม ทำให้ผู้ติดตามหลงเชื่อ รัก ชอบ โกรธ เกลียด และชิงชังบางสิ่งบางอย่างตามแบบนาย A และนำไปสู่การที่คอนเทนต์ของเพจไม่ได้ให้สิ่งดี ๆ กับผู้ติดตามอีกต่อไป  แถมมันยังหลุดไปจากคอนเซปต์ตั้งต้นไกลโขจนกู่ไม่กลับอีกด้วย  หนำซ้ำนาย A ยังเอาเพจของตนมาใช้หาพวกเพื่อจัดการคนที่คิดต่างไปโดยปริยาย


หลายคนอาจจะไม่เคยสังเกต  หรืออาจจะรู้สึกได้นิดหน่อยว่ามันมีเพจบางเพจเป็นแบบนี้อยู่
ตอนเริ่มติดตามก็เหมือนเพจทั่วไป แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของผู้ดูแลไปซะแล้ว
หรือตอนแรกให้สาระข้อมูลอย่างดีแต่อยู่ ๆ ก็กลายสภาพเป็นเพจที่คุยแต่เรื่องชวนเวียนหัวและอ่อนไหวในสังคมไปเฉยเลย

เราก็ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งครับว่าผู้ดูแลเพจเหล่านี้ก็เป็น "คน" เหมือน ๆ กับเรานี่แหละ
เขามีอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ไม่ต่างจากเหล่าผู้ติดตามเพจที่น่ารักของเขา  คนทุกคนบนโลกนี้ต้องการให้คนอื่นมีความคิดที่คล้ายกัน ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน (ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้)  และในที่ที่คนสามารถแสดงออกให้ผู้อื่นได้เห็นเป็นวงกว้างก็เลยไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ
ดังนั้นหากมีบางจังหวะที่เขาจะแสดงความหวั่นไหวในจิตใจออกมาผ่านช่องทางสื่อสารของเขาไปบ้างมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกเลย  ทุกคนสามารถเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ทั้งนั้น

แต่ในฐานะที่เราเป็นอีกหนึ่งคนที่ทำคอนเทนต์หลายอย่าง (แต่ไปไม่สุดสักทาง โฮ~)
ผู้เสพสื่อออนไลน์ในปัจจุบันนั้นสามารถจะเป็นใครก็ได้ อยู่มุมไหนของโลกก็ได้ อายุเท่าไหร่ก็ได้  และต่างคนต่างมีความคิดความอ่านที่ไม่เท่ากัน  นั่นทำให้การที่คอนเทนต์กลายเป็นมะเร็งอาจทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้างได้ง่าย  มันอาจสร้างความเกลียดชัง ความขัดแย้ง ความวุ่นวายต่าง ๆ นานา  หรือแม้แต่สามารถทำให้คนเชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ผิด ๆ ไปได้โดยง่าย  แถมยังทำให้ผู้ดูแลสูญเสียจุดยืนของตัวเองไปจนกู่ไม่กลับแบบยาวนานกันอีกต่างหาก  ดังนั้นคนที่ทำคอนเทนต์ตามเพจต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องใส่ใจในคุณภาพของสิ่งที่ตนนำเสนอให้ผู้ติดตาม (เว้นแต่ตั้งใจจะทำแบบนั้นแต่แรกน่ะนะ)

และในฐานะปุถุชนคนธรรมดาที่ติดตามหลาย ๆ เพจ (ไม่ว่าจาะแฟนเพจของ facebook  หรือใน twitter แม้แต่เว็บไซต์บางเว็บ)  เวลาเห็นเพจใดเพจหนึ่งเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมากลางคันแบบนี้ทีไรมันรู้สึกผิดหวังเบา ๆ ครับ  แปลว่าเขาจะไม่ทำคอนเทนต์ที่เราชื่นชอบเหมือนเมื่อตอนแรก ๆ อีกต่อไปแล้ว  มันจะเป็นที่ระบายอารมณ์หรือปลุกระดมทางการเมืองไปแทน  แถมผู้ดูแลยังกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ขึ้นเป็นกองอีกต่างหาก  (ซึ่งส่วนตัวเราว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่)



สำหรับคนอื่น ๆ อาจจะไม่มีวิธีควบคุมคุณภาพคอนเทนต์ของตัวเองอย่างเป็นแบบแผนเท่าไหร่ (เพราะใครจะสร้างเพจทำคอนเทนต์อะไรก็สามารถทำได้อย่างตามใจชอบอยู่แล้ว) แต่สำหรับเรา...เรามีแนวทางในการทำงานนิยาย งานวาพภาพ หรือแม้แต่งานเขียนที่ลง Storylog อยู่ตอนนี้  เราขอแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกนันะครับว่าเรามีหลักการเรื่องนี้อย่างไร

1) สิ่งที่เรานำเสนอต้องเป็นกลางไม่ว่าจะเกิดความขัดแย้งอะไรขึ้นในช่วงนั้น
อย่างกรณีเราที่เขียนนิยายเป็นหลัก  นิยายของเราก็จะเขียนเป็นแนว Sci-Fi อยู่ภายใต้สิ่งที่ไม่ขัดต่อกฏหมาย ไม่มีการอ้างอิงถึงชาติ ศาสนา หรือแม้แต่ผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองยุคปัจจุบัน (เช่น พระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดีที่มีตัวตนจริง)  เน้นใช้องค์ประกอบที่จินตนาการจากความเป็นไปได้ตามข้อมูลที่สืบค้น  ไม่มีการแฝงแนวคิดลงไปในเนื้อเรื่องว่าให้เกลียดหรือชื่นชอบบุคคลที่มีรสนิยมหรือความเห็นต่อประเด็นในสังคมอย่างไร
หรืออย่างกรณีบทความลง Storylog เราก็จะเน้นเขียนโดยยึดถึงความเป็นกลาง  ต้องอ่านแล้วอ่านอีกให้แน่ใจว่าไม่มีอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง (หรือหากต้องเกี่ยวก็จะต้องน้อยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้)  เน้นเสนอแนวคิดในลักษณะมุมกว้างเพื่อให้คนอ่านอ่านได้อย่างเพลิดเพลินโดนไม่ติดใจอะไร ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดความคิดอยู่ (เว้นซะแต่เขาไม่ชอบเนื้อหาประมาณนี้  อันนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว)

2) ตรวจให้แน่ชัดว่าสิ่งที่เราโพสต์มันตรงกับคอนเซปต์หรือความตั้งใจแรกอยู่เหรือเปล่า
อันนี้เป็นผลพวงจากการทำงานนิยายของเราครับ  เพราะการเขียนเพื่อเล่าเรื่องมันจะต้องมีการสำรวจอยู่ตลอดเวลาว่าเนื้อหามันยังอยู่ในแก่นสารหรือไม่  ออกทะเลไปไกลรึเปล่า
ในกรณีคอนเทนต์ก็เช่นกัน  ถ้าตอนแรกเราเริ่มมาเพื่อทำเพจการ์ตูนแนวตลกโปกฮาเกี่ยวกับการทำงาน  ก็ต้องให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราโพสต์หลังจากนั้นมันยังคงเป็นแบบนั้น  มันยังเป็นการ์ตูนตลกอยู่มั้ย ?  มันยังอยู่ในธีมคนวัยทำงานรึเปล่า ?  มันมีเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวมาแทรกอยู่มั้ย ?  ฯลฯ  หากหมั่นตรวจอยู่ตลอดเวลาก็จะช่วยลดโอกาสที่เพจจะกลายพันธุ์ไปได้อยู่

3) จงจำไว้ว่าผู้ติดตามเขาอยากเสพอะไรจากเรากันแน่
เช่น การที่คนหนึ่งวาดภาพจนสวยปิ๊งแต่เอาไปลงโปรโมตภาพในเพจที่เกี่ยวกับงานวรรณกรรม หรือกลุ่มสายวิทยาศาสตร์  พวกเขาอาจจะชมว่ามันสวยดี เข้ามากดไลก์กด fav แต่ใจลึก ๆ คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจมันเลยตั้งแต่แรก (หรือถ้ามีก็น่าจะน้อยกว่าคนส่วนใหญ่)  นั่นเพราะเขาไม่ได้อยากจะมาดูภาพวาดของคุณในเพจนี้  แต่หากส่งงานวาดไปไว้ในเพจที่เป็นแหล่งรวมนักวาดอยู่...มันย่อมเป็นที่สนใจได้ง่าย มีกระแสตอบรับเยอะ เพราะมันคือที่ที่มีคนสนใจงานวาดภาพของเราอยู่นั่นเอง
ฉะนั้นพึงระลึกไว้เลยครับ  ผู้ติดตามของเราเขามาเพื่อติดตามคอนเทนต์ที่เราอยากนำเสนอ  ไม่ได้อยากมารองรับอารมณ์ความคิดของตัวเรา หรืออยากมาตามเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง  ฉะนั้นถ้าตั้งสติได้แล้วล่ะก็...พยายามเลี่ยงการลงสิ่งเหล่านี้ลงเพจจะดีกว่า

4) พึงระลึกว่า "มีคนเห็นด้วยกับคอนเทนต์เราเยอะ ไม่ได้แปลว่ามันจะถูกต้องเสมอไป"
บางคนอ่านแล้วอาจจะงง ๆ หน่อยว่าทำไมล่ะ ?  สิ่งที่มีคนชอบหรือเห็นด้วยเยอะ ๆ ก็แปลว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่เหรอ ?  เราก็จะขอตอบว่า... "ไม่จริงเสมอไป" ครับ  (จริงแค่บางครั้ง)
เช่น เวลารถบรรทุกสินค้าคว่ำแล้วชาวบ้านร่วมมือกันเก็บสินค้ากลางถนนกลับไปกินไปใช้ที่บ้านตัวเองโดยไม่มีใครห้าม  ใช่...มีคนสนับสนุนให้ทำ คนแถวนั้นชอบใจและทำกันทั้งนั้น  แต่มันคือการขโมยแถมผิดกฎหมายไม่ใช่รึ ?  นี่แหละครับ...ตัวอย่างของ "คนชอบ/เห็นด้วย ไม่ได้แปลว่ามันถูก"
กรณีของการทำคอนเทนต์ก็เช่นกัน  พอเรามีชื่อเสียงเยอะขึ้นในระดับหนึ่งแล้วจะเริ่มมีผู้ติดตามการคล้อยตามความคิดของเรา  เห็นอะไรที่เราทำต่าง ๆ นานาล้วนดีไปหมด แทบจะเพอร์เฟ็ค
เช่น สมมุติว่าเราวาดภาพมาภาพหนึ่งลงเพจของตัวเอง  คนที่ชื่นชอบผลงานของเราก็จะต้องออกมาชมเชยว่า "สวยพี่สวย(?)" "ดูดีมากครับ" "ภาพสวยจังค่ะ" ฯลฯ  แต่ถ้าเราเป็นคนที่วาดรูปมาในระยะหนึ่งจะรู้ดีครับว่าภาพทุกภาพมันไม่ได้สวยไร้ที่ติ  มันมีข้อผิดพลาดทั้งนั้น  บางทีหากเราให้คนที่มีฝีมือการวาดภาพและชำนาญการทำงานด้านนี้กว่าเรามาดูภาพที่ว่าเขาอาจจะบอกตามความรู้ที่เขามีว่ามันยังเบี้ยวตรงไหน สัดส่วนตรงไหนผิดพลาด มีอะไรที่ต้องแก้ไขอีกบ้าง ฯลฯ  ซึ่งมันก็ขัดกับความนิยมชมชอบของตัวผู้ติดตามในเพจของเรานั่นแหละ  แต่หากคำแนะนำที่ว่ามันมีประโยชน์เราก็สามารถลองปรับแก้ไขให้ภาพมันดีขึ้นก็ได้
แม้เราจะเป็นเจ้าของพื้นที่ในการทำคอนเทนต์ เป็นเจ้าของเพจ แต่ "เราก็ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล"
ฉะนั้นควรลงคอนเทนต์อย่างมีสติ รับคำติชมไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น อย่ารอแต่คำอวยสวยหรูจากผู้ติดตามแต่เพียงอย่างเดียว


ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทั้ง 4 ข้อที่เรายึดถือมาตลอดนี้จะมีประโยชน์กับเจ้าของเพจหรือคนทำคอนเทนต์ที่ผ่านมาแถวนี้แล้วได้อ่านบทความนี้หรือเปล่า  แต่หากรู้สึกว่ามีประโยชน์ เห็นด้วย ก็ลองนำไปใช้ดูนะครับว่ามันดีกับคอนเทนต์ของคุณแค่ไหน

เราขอทึกทักเอาเองว่าน่าจะมีคนที่รู้สึกแบบเราอยู่ในโลกออนไลน์บ้าง  และคงคิดเหมือนกันว่าอยากให้เพจต่าง ๆ ที่เราเคยติดตามแล้วกลายพันธุ์เป็นมะเร็งไปนั้นกลับมาเป็นตัวของตัวเองเหมือนช่วงแรกที่ผ่านมา กลับมาทำคอนเทนต์คุณภาพที่ให้สิ่งที่เราทุกคนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสาระความรู้ ความสนุกสนาน ความบันเทิง ความสะใจ ฯลฯ  และถ้ามีกลุ่มคนเหล่านั้นอยู่จริงก็อยากจะบอกว่า...ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวคิดที่รู้สึกแบบนั้นกับเพจต่าง ๆ ที่เราเคยรักเคยชอบ
และในฐานะที่เราเองก็ทำคอนเทนต์อยู่  เราก็จะถือเอาสิ่งที่เขียนในบทความนี้ใช้เตือนใจตัวเองไปตลอดเพื่อไม่ให้ตัวเองหลงทิศหลงทางในการทำงานนิยาย วาดภาพ เขียนบทความไปมากกว่านี้

ปล. มาช่วยกันสร้างคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์เพื่อให้ผู้คนได้ฉลาดและมีความสุขกับโลกนี้มากขึ้นเถอะครับ #อันนี้ส่วนตัว #ใครจะว่าว่าเราโลกสวยก็ได้นะ
SHARE
Written in this book
C.T.Lunatica's Story
รวมเรื่องราวสะท้อนแง่คิดของนัก(อยาก)เขียนที่(พอจะ)วาดรูปได้
Writer
ctlunatica
Writer, Digital Illustrator
Just a newbie about writing & digital painting. :v

Comments