Her question
เท้าคู่เล็กเหยียบพื้นดินเย็นสบายอย่างระมัดระวัง แสงที่ลอดผ่านกิ่งไม้ก้านใหญ่กระทบกับผิวเนียนละเอียดจนดูเหมือนเธอกำลังมีละอองสว่างไสวลอยอยู่รอบตัว 

‘ฮืม’ เธอฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี พลางเกี่ยวใบไม้ให้พ้นจากดวงตาสีน้ำตาลคู่สวย 

ห่างไปไม่กี่เก้าคือสิ่งมีชีวิตสองขาหน้าตาคล้ายกับเธอ, มนุษย์ และผ้าใบทรงพีระมิดสามสี่หลังที่เธอได้ยินพวกเขาเรียกมันว่า ‘เต็นท์’

กึก...

แรงดึงจากด้านหลังทำให้เธอชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด หันกลับมาก็พบว่าเป็นเถาวัลย์เส้นหนาที่พันปีกของเธอเอาไว้ ริมฝีปากบางระบายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วจนแผ่นหลังบางหลุดจากขนนกสีนวลนั่น

‘ฝาก’ เธอพูดกับใครสักคนและเดินต่อโดยไม่สนใจเสียงกระซิบเตือนจากต้นไม้ใหญ่ที่แว่วอยู่ในสายลม

เสียงน้ำไหลและบรรยากาศที่ชื้นขึ้นเล็กน้อยยืนยันว่าเธอกำลังเข้าใกล้ลำธาร เมื่อจุดหมายอยู่ในสายตา เธอหยุดและนั่งลงบนหินก้อนใหญ่พร้อมกับแตะมือสัมผัสกับน้ำเย็นเฉียบอย่างผ่อนคลาย

‘ใคร?’ 

เสียงแหบต่ำจนน่าขนลุกทำให้เธอชักมือกลับโดยอัตโนมัติ ใบหน้าสวยจัดหันกลับไปหาต้นเสียงและพบกับผู้ชายคนหนึ่งกลางสายน้ำ เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างมั่นคง หากมีประกายความกลัวเล็กๆซ่อนอยู่ในสายตา

เธอระบายยิ้มอย่างนึกสนุกเมื่อพบมัน

‘เธอไม่ใช่คนในทริปนี่’ เขายังคงพยายามดึงเธอให้เข้าบทสนทนาต่อ แต่หญิงสาวยังคงยิ้มกวนประสาทอย่างเดิม

‘นั่นจระเข้รึเปล่าน่ะ?!’ 

เธอหลุดหัวเราะเมื่อเห็นว่าเขาสะดุ้งสุดตัว แต่เสียงสดใสนั้นก็ค่อยๆจางลงช้าๆเมื่อหันกลับไปสบตาสีเข้มคู่เดิม

ครั้งนี้เป็นเธอ ที่รู้สึกถึงความเยือกเย็นแบบเดียวกับในน้ำเสียงของเขาในตอนแรก

‘ลำธารช่วงนี้ไม่มีจระเข้หรอก แต่ถ้าเดินต่อไปทางทิศตะวันออกก็ไม่แน่’ เธอเฉไฉหลบสายตาของเขาก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขามองผู้หญิงตรงหน้าอย่างสับสน ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้หรือเปล่า ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าเธอ ‘เป็น’ แบบเดียวกับเขาหรือเปล่า

ก็นะ...เรื่องเล่าของผู้หญิงลึกลับในป่าไม่เคยมีจุดจบที่ดีสำหรับผู้ชายอย่างเขาเลยนี่นา

‘เธอ...เอ่อ เป็นคนรึเปล่า?’ เขาถามอย่างหมดปัญญา พร้อมกับเตรียมใจรับคำตอบประหลาดๆที่คงจะตามมาในไม่ช้า

หากสิ่งที่ได้ยินคือเสียงใสกังวาลที่หัวเราะราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต

‘แล้วฉันควรเป็นอะไรล่ะ? ผีพรายเหรอ...ผมฉันน่าจะยังยาวไม่พอนะ’ เขามองเธอที่จับปลายผมของตัวเองขึ้นมาเล่นด้วยสายตางงุนงงยิ่งกว่าเก่า แต่ลึกๆก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

‘ถ้างั้น...’

‘นี่จมูก...’ เธอพูดขัดเขาขึ้นมาพร้อมกับจับปลายจมูกโด่ง

‘...ปาก’ เลื่อนลงมาที่ริมฝีปากสีฉ่ำ

‘...ตา คิ้ว หู’ และตามอวัยวะทั้งหมดที่เธอเรียก

‘ฉันก็มีแบบที่เธอมีไม่ใช่เหรอ มีส่วนไหนที่ฉันดูไม่เหมือนคนล่ะ หืม?’ เธอเลิกคิ้วถาม เขาจ้องคนตรงหน้าอีกพักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมาในที่สุด

‘อืม คงจะเป็นคนจริงๆนั่นแหละ เพราะถ้าจะมายั่วกันน่าจะต้องเซ็กซี่กว่านี้’

เธอยิ้มให้กับข้อสรุปของเขา เพราะสุดท้ายเธอเองก็ยังไม่ได้ตอบคำถามในตอนแรก

ไม่ถือว่าเป็นการโกหกเสียหน่อย, เธอคิด

‘นี่ว่าฉันไม่ดึงดูดหรอ?’ เธอเขวี้ยงผลอะไรสักอย่างใส่เขา แต่มันกลับตกน้ำตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง เขาเลิกคิ้วมองมันก่อนจะขำออกมา

‘โอเค หายกลัวสนิทเลยทีนี้’

เธอเบ้ปากขัดใจนิดๆก่อนจะชันเข่าขึ้นมาวางใบหน้าสวยจัดลงบนนั้น

‘มาทำอะไรในป่าลึกขนาดนี้?’ เธอถาม เขาวักน้ำขึ้นลูบตัวอีกสองสามครั้งพลางมองเธอไปด้วย

‘มาเที่ยว เธอล่ะ?’ 

‘มาเที่ยวอะไรในนี้...ไม่เห็นจะมีอะไรให้ดูเลยนอกจากต้นไม้’ เธอเลี่ยงคำถามของเขาอีกครั้งอย่างแยบยลพร้อมกับลองใจอีกฝ่ายไปด้วย เกิดเขาเป็นพวกตัดไม้ขึ้นมาเธอจะได้เอาเถาวัลย์รัดคอไปตั้งแต่ตรงนี้เลย

เอ่อ...หรืออาจจะไม่โหดร้ายขนาดนั้นน่ะนะ

‘หึ...อย่ามาแกล้งเลย เห็นนะเธอก็ชอบที่นี่เหมือนกันนั่นแหละ’ เขาหยักยิ้ม มือหนาสะบัดน้ำใส่เธอโดยไม่ทันตั้งตัวจนเปียกไปทั้งแขน

‘สวยเนอะ’ เขาแสร้งทำเป็นมองบรรยากาศรอบข้างเมื่อเห็นว่าเธอกำลังอ้าปากจะเถียงกลับ เธอเงียบลงก่อนจะผงกหัวขึ้นมามองตาม

มันไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่เป็นความสงบที่ซ่อนอยู่ในอากาศ ความเย็นสบายที่ซ่อนอยู่ในน้ำ และเสียงเพลงจางๆที่ปนอยู่กับสายลม

เธอรัก—

ซ่า!

‘ฮ่าๆๆ’ เธอปัดผมที่เปียกโชกไปด้วยน้ำจากในลำธารออกจากใบหน้า แววตาสดใสฉายแววเอาเรื่องกับคนตรงหน้า แต่เขากลับไม่สนใจเลย 

เขายังคงยืนหัวเราะและสาดน้ำใส่เธอต่ออย่างสนุกสนาน

‘หน็อย...’ เธอกัดฟันก่อนจะกระโดดลงไปในน้ำและสู้กลับด้วยการสาดคืนบ้าง

‘ฮ่าๆ...โอ้ย ขี้โกงนี่ ฮ่าๆ อย่าทำแบบนั้นดิ’ เขาพูดปนหัวเราะจนเธอฟังไม่รู้เรื่อง แต่รอยยิ้มเล็กๆกลับปรากฎขึ้นบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว

เขาลอบมองคนตัวเล็กกว่าอย่างยากลำบาก ก่อนจะหลุดขำเมื่อเห็นใบหน้าหวานฉายแววเคียดแค้นที่ขัดกันเหลือเกินจนดูตลก มือน้อยๆนั่นพยายามตีน้ำใส่เขาเหมือนอยากจะเอาชนะเต็มที จนสุดท้ายเขาถึงแกล้งทำเป็นสำลักและยกมือยอมแพ้

‘แค่กๆ...โอเคๆ ยอมแล้วครับ ยอมแล้ว’

เมื่อเห็นว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะเธอก็หยุดทันที เขาแกล้งหอบพลางมองรอยยิ้มทะเล้นเหมือนเด็กสามขวบของเธอด้วยหางตา

เธอสวยมากจริงๆ

...

‘เหนื่อย’ 

เธอพูดขึ้นหลังจากกลับขึ้นมานั่งบนหินข้างลำธารก้อนเดิมสักพักใหญ่ๆ เขายืนเช็ดผมและแต่งตัวอยู่ไม่ไกลนัก

‘อ่ะ’ เขาโยนผ้าอีกผืนให้เธอ แต่ดูเหมือนมันจะใหญ่ไปสักนิดเพราะมันคลุมร่างบางสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า

ไม่ใช่ละ...เสียงหัวเราะแบบนั้น

เขาแกล้งเธอมากกว่า

เธอโผล่หน้าออกมาจากผ้านุ่มนิ่มผืนนั้นและกำลังจะหาคำจิกกัดเขาอีกครั้ง แต่ก็ต้องชะงักไปเหมือนคราวที่แล้วเมื่อเห็นว่าผ้าที่เขากำลังใช้เช็ดตัวเป็นแค่ผ้าผืนเล็กที่ดูน่าจะเอาไว้ใช้สำหรับเช็ดผมมากกว่า

‘ฉันชอบเที่ยวป่า มันสงบดี’ 

เธอมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนแกล้งอะไรอีกหรือเปล่า หากเมื่อเห็นท่าทางของเขา เธอตัดสินใจไม่พูดอะไรและเท้าคางฟังต่อ

‘แปลกนะ ทั้งที่ชีวิตประจำวันปกติก็ไม่มีอะไร แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนกำลังหลงทางยังไงก็ไม่รู้...’

‘...แต่พอได้เดินป่า ถึงจะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรข้างหน้า ฉันดันรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินถูกทางซะงั้น’ 

เขาเงยหน้าขึ้นมาหวังจะพบกับเธอที่นั่งหัวเราะให้กับความพร่ำเพ้อของตัวเอง แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งเท้าคางฟังพร้อมกับสายตาราบเรียบ

‘เธอคิดว่าเธอเกิดมาเพื่ออะไรเหรอ?’ คำถามแนวปรัชญาจากคนตรงหน้าทำให้เขาอึ้งไปยิ่งกว่า เธอหยักยิ้มบางก่อนจะมองเขานิ่งๆคล้ายกับรอคำตอบ

เขาเงียบ

‘ตอบไม่ได้?’ เธอย้ำขึ้นอีกหลังจากปล่อยเวลาให้ผ่านไปครู่หนึ่ง

‘หรือคำถามเมื่อกี้อาจจะไม่มีคำตอบก็ได้นะ’ เธอว่า

เขาเงยหน้าสบตาเธอ

‘เธออาจจะแค่เกิดมาเพื่อตายไปเฉยๆก็ได้’ เธอยิ้มนิดๆเมื่อเห็นแววขัดแย้งปนอยู่ในความสับสนของสายตาเขา

เขาไม่รู้คำตอบ แต่ก็ปฏิเสธที่จะเชื่อว่ามันไม่มี

‘แต่จะคิดแบบนั้นก็ดูเศร้าเนอะ ว่ามั้ย?’ ไม่มีความหมายอะไร ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่มี, เธอต่อประโยคนั้นในใจ และรู้สึกได้ถึงความเศร้าเล็กๆในความคิดนั้นเช่นกัน

‘มันต้องมีเหตุผลสิ ฉันแค่ยังหาไม่เจอเท่านั้นเอง’ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นตรงข้ามเธอ

‘วนกลับไปที่คำถามแรกของฉันสินะ’ เธอมองเขา และเขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ

‘การหาเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่เป็นวิธีการเอาตัวรอดของมนุษย์น่ะ’ เธอวาดยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก

‘ในเมื่อความตายเป็นจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่มนุษย์คนนึงจะทำได้ก็คือการใช้เวลาระหว่างนั้น...’

‘...แล้วลองคิดดูสิ ถ้าหากพวกเขาไม่พบเหตุผลที่จะใช้ช่วงเวลาสั้นๆนั้น เขามีสิทธิ์เลือกที่จะตัดให้มันจบลงด้วยตัวของเขาเองก็ได้ แต่ถ้าเขาพบสิ่งที่มีค่าพอ การใช้มันจนถึงวินาทีสุดท้ายก็ดูเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน’ เธอไล้นิ้วไปตามรอยย่นบนหินรอบตัวอย่างผ่อนคลาย

‘มนุษย์ได้รับสิทธิพิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่น แต่ก็ได้รับตัวเลือกที่ยากกว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกเหมือนกันนะรู้มั้ย’ 

เขามองนิ้วเล็กๆของเธอและพูดออกมาอย่างลืมตัว

‘แล้วเธอละ...เหตุผลของการมีชีวิตคืออะไร?’

ฉึก!

เธอและเขาสะดุ้งขึ้นมาแทบจะพร้อมกันเมื่อคมของหินบาดเข้ากับนิ้วเรียวยาวของเธอ เลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากแผลมากและรวดเร็วจนน่าตกใจ เขารีบลุกขึ้นมาหาเธอและจับแขนคนตัวเล็ก หากเจ้าตัวกลับชักมือหนีและพยายามปิดมันเอาไว้จนเขานึกหงุดหงิด

‘อยู่นิ่งๆสิ เอาแผลมาดูก่อน’ เขาดึงมือข้างที่เป็นแผลไปอยู่ในสายตาได้ในที่สุด แต่เธอกลับดูกังวลยิ่งกว่าเก่า

เขาพยายามจะห้ามเลือดแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อไม่พบแผลบนนิ้วเรียวยาวนั่นอีกแล้ว มีเพียงรอยเลือดที่ค่อยๆกลายเป็นหยดน้ำใสสะอาดและจางหายไปอย่างเชื่องช้า

เธอสบตากับเขาก่อนจะหลุบตาลงมองมือที่ถูกเขาจับอยู่และยิ้มออกมาจางๆ

‘ถ้าตายไม่ได้ ฉันจะยังเรียกมันว่าชีวิตได้อยู่มั้ย?’



SHARE
Written in this book
He’s my Hades
“She wears strength and darkness equally well, the girl has always been half goddess, half hell” -Nikita Gill-
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments

untitledlism
11 months ago
ชอบนะคะ
Reply
KaptainP
11 months ago
ดีใจจังค่ะ😊