ตะวันและจันทราในคืนพระจันทร์เต็มดวง
             "บนท้องนภา เมื่อเราแหงนมอง เราจะเห็นบางสิ่งที่ปรากฏอยู่บนนั้น ในตอนกลางวัน มันเป็นวัตถุสีแดงอมส้ม ดวงกลมโต มักฉายแสงอยู่บนห้วงเวหาส อันยังแสงสว่างลงทั่วทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ เมื่อล่วงลุถึงพลบค่ำ เราจะเห็นวัตถุดวงกลมสีขาวนวล โผล่ออกจากเส้นขอบฟ้า เพลาเมื่อแสงนั้นเจิดจรัส วัตถุเล็กๆที่กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้า จึงต่างพากันขับแสงของตัวเองให้สว่างเทียมเท่าแสงนั้น เกิดความระยิบระยับ และเป็นประกาย เรียกได้ว่าเป็นความงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาอย่างแท้จริง"
 
            ความงามนั้นทำให้ “รัตติกร” คิด ในขณะที่เธอกำลังเฝ้าดูท้องฟ้ายามกลางคืน 
เหมือนทุกๆครั้ง แต่ครั้งนี้ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง เป็นคืนที่เธอระลึกถึงเรื่องราวเก่าๆเมื่อครั้งอดีต น้ำใสๆแห่งความหลังจึงไหลรินลงมาจากดวงตาเป็นสายธารอาบแก้มอันบอบบางของเธอ

           รัตติกร หรือ เพื่อนๆเรียกเธอว่า จันทร์ เป็นเด็กหญิงที่มีความร่าเริงเป็นนิสัย มีรอยยิ้มที่เป็นเสน่ห์ ใครๆมักเรียกเธอเข้าไปคุยด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนด้วยกันเอง รุ่นพี่ หรือ คุณครู เพราะเธอเป็นคนตลก คุยด้วยแล้วสนุกสนาน เธอจึงมีเพื่อนเยอะมากๆ

          นับตั้งแต่เด็กจนเธอเข้ามัธยม เธอไม่เคยมีคนรักเลยสักคน จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้พบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อ ทินกร เขามีชื่อเล่นว่า ตะวัน เขามีนิสัยที่ตรงกันข้ามกับเธอโดยสิ้นเชิง

          ขณะที่รัตติกร เป็นคนสงบเสงี่ยม เรียบร้อย ทินกรจะเป็นเด็กที่กระโชกโหกหาก เล่นอะไรที่ผาดโผน เหมือนวัยรุ่นชายทั่วๆไป แม้ทินกรจะคึกคะนองตามประสา แต่ก็ไม่ได้เกเรมากจนต้องเข้าห้องปกครอง เขาเป็นนักเรียนที่เรียนดี อยู่ห้องคิง กีฬาเป็นเลิศ ที่สำคัญมีหน้าตาดี เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปของโรงเรียนก็ว่าได้ 

         ส่วนรัตติกร เป็นเด็กที่เรียนได้พอประมาณ จึงได้อยู่ถัดมาจากทินกรมาอีกสองห้อง เธอคิดว่าหน้าตาของเธอก็สู้คนอื่นได้อยู่ แม้ว่าไม่ดีมาก แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่เท่าไหร่นัก

         ไม่รู้เพราะโชคชะตาหรือกรรมเวรอะไร อยู่มาวันหนึ่ง เธอได้พบกับเขาที่ห้องสมุดแบบจังจัง ทินกรนั่งอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว แวบแรกที่เธอเห็นเขา เธอคิดเพียงแต่ว่า เขาคือคนดังในโรงเรียน คงจะหยิ่งไม่คุยกับเราหรอกมั้ง แต่ไม่เลย เขากลับเรียกเธอเข้าไปนั่งด้วย ประโยคแรกที่เขาพูดกับเธอยังดังอยู่ในส่วนลึกภายในจิตใจของรัตติกรในวัย 30 ปี ที่นั่งดูท้องฟ้ายามกลางคืนในขณะนี้ 

เขาพูดว่า...
 
       “ใช่น้องจันทร์รึเปล่าครับ พี่น่าจะจำถูกคนนะ มานั่งด้วยกันสิ” 

        ใช่ ใช่!!! คุณอ่านถูกแล้ว จริงๆแล้ว ทินกร แก่กว่า รัตติกร 2 ปี จึงเกิดสรรพนามที่แทนตัวระหว่างกันว่า พี่กับน้อง ในขณะนั้น เขาอยู่ ม.6 ในขณะที่ รัตติกร อยู่ ม.4

        ทำไมเขาถึงรู้จักเธอได้ จริงๆแล้วรัตติกรก็มีชื่อเสียงพอๆกับเขา ในฐานะที่เป็นเด็กเรียนดีเหมือนกัน แต่เธอเป็นคนที่ขยันมากๆมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทำให้คุณครูชมเธอทุกคน แต่เธอมักจะถ่อมตัวและไม่บอกว่าตัวเองเป็นคนดัง รัตติกรมักพยามยามผูกมิตรกับทุกคน เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ยกเว้น ชายที่ชื่อ ทินกร

       เธอมอง พี่ทินกร เป็น
บุคคลที่อยู่บนยอดเขา ยากที่แม้แต่จะปีนไปพิชิต เหมือนพระอาทิตย์ที่ฉายแสงอยู่บนท้องฟ้า มันไกลเกินกว่าที่จะไปถึง และ เราก็มองตรงๆไม่ได้เพราะความสว่างของมันที่จ้าเกินไป
        เธอคิดเช่นนั้นมาตั้งแต่สมัยอยู่ ม.ต้น จนกระทั่งบัดนี้ แต่แล้วกำแพงนั้นก็กลับพังทลายลง เมื่อฝ่ายตรงข้ามเริ่มต้นพูดประโยคนั้นขึ้นมา 

เธอพูดตอบกลับไปว่า
 
“อืมมม ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะที่ให้นั่งด้วย” 
 
“ไม่เป็นไร พี่ก็ไม่ได้หยิ่งขนาดนั้น เห็นน้องจันทร์ยืนหาที่นั่งมานานแล้ว เดี๋ยวจะเมื่อยก่อน”

         และหลังจากนั้นเธอกับเขาก็คุยกันมาตลอดนับตั้งแต่เจอกันที่ห้องสมุด รัตติกรและทินกรมีอะไรที่คล้ายๆกันอยู่มาก และไม่ชอบในสิ่งที่เหมือนๆกัน ทำให้ความสนิทสนมเกิดขึ้นจนเกินกว่าคำว่า พี่ – น้อง ในวันที่ พี่ทินกร ขอเธอเป็นแฟน ชายที่อยู่ตรงหน้า ผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆทั้งโรงเรียนและบุคคลที่เธอคิดว่าไกลเกินเอื้อม บัดนี้ได้เป็นแฟนเธอแล้ว

        ชีวิตในความรักของเธอและเขาก็เหมือนกับคู่รักคนอื่นๆ ไม่มีอะไรที่หวือหวา ไม่ทำอะไรที่เป็นกระแส แม้มีเสียงของสังคมกระพือว่าเธอไม่เหมาะสมหรือไม่คู่ควรกับทินกรก็ตาม เธอมักจะไม่สนใจคำพูดเหล่านั้นเท่าใดนัก เพราะบางทีแฟนของเธอ พี่ตะวัน หรือพี่ทินกร มักจะออกโรงไปปรามให้เธออยู่เสมอ 

        ส่วนเธอก็จะเป็นฝ่ายสนับสนุนเขา ให้เขามีกำลังใจไม่ว่าจะการแข่งขันอะไรก็ตาม เพราะเหตุนี้จึงมีคนอิจฉา จนบางคนถึงขั้นเกลียด แต่นั่นก็แค่ส่วนน้อย เพราะส่วนมากดีใจและชื่นชอบที่เขาและเธอเป็นแฟนกัน ในช่วงนั้นมีแฟนคลับติดตามเรื่องราวของเธอเพียบ

เธอและเขาคบกันนานมากๆ

มากกว่าแฟนทุกคนของทินกร!!!

        เนื่องจากทินกรเป็นตัวท็อปของโรงเรียน จึงมีสาวๆมาเกี่ยวพันเยอะ หากนับคนที่เป็นแฟนด้วยจึงไม่ต่ำกว่าสิบคน ซึ่งแต่ละคนจะคบกับทินกรประมาณสี่ถึงห้าเดือนแล้วจึงเลิกรากันไป ไม่มีใครเลยที่เกินกว่านั้น

แต่ขณะนี้มันมีขึ้นมาแล้ว!!!

ใครผู้นั้น

หญิงสาวผู้มีนามว่า รัตติกร!!! 

        ทุกคนรอบข้างตกใจที่เธอกับเขาคบกันนานมากกว่าคนอื่นๆในชีวิตของทินกร แต่ทินกรไม่ตกใจ แต่กลับมองว่านี่แหล่ะ คือความรักที่เขาตามหา รัตติกร ทำให้เขามีกำลังใจในการดำเนินชีวิต เพราะเธอมักจะมอบรอยยิ้มอันสดใสให้เขาอยู่ตลอด อยู่เคียงข้างเขาทุกสถานการณ์ ทำให้เขาอารมณ์ดีอยู่เสมอ ที่สำคัญคือให้กำลังใจเขาอยู่ตลอดเวลา

       มันคงจะไม่ถูกเรียกว่าตำนานความรัก หากทินกรไม่ได้เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ช่วงเวลานั้นที่รัตติกรรู้ข่าว เธอทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะเธอรักเขามาก ไม่อยากให้เขาไปไหน ทินกรก็เช่นกัน เขาไม่อยากไปเลย แต่แล้วก็ต้องไป และไม่รู้ว่าวันไหนที่จะได้กลับมาไทยอีก 

       คืนสุดท้ายที่ล่ำลากัน มันเป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง เป็นดวงจันทร์อันกลมโตสีนวลงดงาม แต่วันนี้รัตติกร เห็นมันเป็นเพียงจันทร์อันแสนเศร้าเหมือนกับเธอ ภาพนั้นปรากฏอีกครั้ง ภาพที่เขาและเธอทั้งสองต่างสวมกอดกัน พร่ำเพ้ออำลากันเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต น้ำตาของทั้งคู่ยังคงไหลเป็นสาย จวบจนต้องแยกย้ายจากกันไป จากกันไปทั้งๆที่ยังรัก จากที่ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางเดียวกัน บัดนี้กลับเป็นทางแยกที่เป็นเส้นขนานและไม่มีวันได้พบกันอีก

      วันนี้ความรู้สึกนั้นทำให้เธอตระหนักดี ในคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง นับตั้งแต่วันนั้นรัตติกรไม่เคยมีแฟนมาอีกเลยจวบจนอายุสามสิบปีในวันนี้ เธอมองว่าเขาคือคนที่ดีที่สุด คือคนที่ทำให้เธอเป็นเธอ ทำให้เธอรู้สึกว่าการเป็นคนรักของใครสักคนมันเป็นยังไง คนรักในชีวิตคู่ที่แท้จริงคือคนแบบเขา เธออธิบายไม่ได้ว่ามันเป็นยังไง แม้ตั้งแต่เรียนจบ จะมีคนมาจีบเธออย่างไม่ขาดสาย แต่เธอก็ปฏิเสธไปทั้งหมด

     เธอเผ้ารอแต่เขาผู้นั้น พี่ทินกร หรือ พี่ตะวันที่ทุกๆคนรู้จัก ที่เธอรู้จักดี และเขาก็รู้จักเธอดีมากกว่าทุกคน 
 
จริงๆแล้วเธอไม่ได้เป็นคนที่ทำให้โลกสดใส เหมือนใครทุกคนที่มองมาที่เธอ

    นับตั้งแต่ที่พ่อและแม่ของเธอจากไปตั้งแต่เด็ก ด้วยอุบัติเหตุ ท่านทั้งสองเสียชีวิตต่อหน้าเธอ ภาพอันโหดร้ายนั้นยังวนเวียนอยู่ในห้วงแห่งความคิดจนถึงเวลานี้ก็ไม่สามารถสลัดมันออกได้ ทำให้เธอเสียใจมากจนเกิดภาวะซึมเศร้า เธอต้องปกปิดความรู้สึกนั้น ด้วยการทำตัวเป็นเด็กน่ารัก อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีมิตรไมตรีจิตร ร่าเริง ตลกขบขันอยู่เสมอ

แต่เปล่าเลย นั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง!!!

    เธอซ่อนมันไว้ภายใต้ใบหน้าอันสดใสของเธอ แต่ทินกรเป็นคนแรก และ ชายคนแรกที่มองเห็นมัน เขามองลึกลงไปในดวงตา จนพบกับความจริง เขาทำให้เธอรู้สึกว่า เธอยังมีเขาที่เข้าใจเธอ รัตติกรจึงรักพี่ทินกรมากๆ มากๆเท่าๆพ่อและแม่ของเธอ  เขาปกป้องและดูแลความรู้สึกของเธอ เมื่อใครมาทำร้ายทางจิตใจ

     เขาเป็นคนแรกที่บำบัดอาการซึมเศร้าของเธอจนแทบจะเป็นปกติ

เธอเชื่อว่านี่คือพลังของความรักที่จะสามารถเยียวยาทุกสิ่งได้

      ทำให้เธอแทบหายขาดจากภาวะซึมเศร้า การตอบแทนของเธอจึงเป็นการให้กำลังใจเขา มอบรอยยิ้มที่แท้จริงให้แก่เขา จากภายในจิตใจของเธอ สิ่งที่รัตติกรมอบให้คนอื่นภายใต้รอยยิ้มนั้นมันเป็นเพียงแค่ของปลอม แต่บัดนี้ สิ่งที่เธอให้เขา มันเป็นรอยยิ้ม มันเป็นอารมณ์ที่ร่าเริงและความสนุกสนานจากภายในของเธออย่างแท้จริง ทำให้เขารักเธอมากๆเช่นกัน

       แต่การที่เขาไปจากเธอ มันกลับจะทำให้เธอเป็นภาวะซึมเศร้าอีกครั้ง แต่เธอไม่เป็นอีก เพราะเขาย้ำกับเธอก่อนจะไป ในค่ำคืนนั้นว่า...

จันทร์ต้องอยู่ให้ได้นะ แม้ในวันที่ไม่มีพี่ อย่ากลับไปเป็นเหมือนอย่างเก่าอีก เศร้าได้ แต่อย่าจมว่าพี่ไม่อยู่แล้ว แล้วจันทร์จะอยู่ไม่ได้ จำไว้ว่า ยังไงจันทร์ก็คือคนที่พี่รักมากที่สุด ใช้ชีวิตต่อไปให้คุ้มค่า หากวันใดคิดถึงพี่ ก็ขอให้มองจันทร์วันเพ็ญวันนี้ แม้พี่จะเป็นพระอาทิตย์ฉายแสงให้ทุกคน แต่พี่ก็อยากอยู่ใต้แสงของดวงจันทร์อยู่ดี
       คำพูดนั้นเปรียบดั่งสัญญาแห่งรัก เธอจึงเผ้ามองบนฟ้าทุกคืน แม้กระทั่งเวียนมาวันเพ็ญอีกครั้งในครานี้ แต่เธอก็นึกเศร้าตัวเอง ว่าคงไม่มีทางหรอก ที่เธอจะได้พบกับเขาอีก 
“ขนาดพระอาทิตย์กับพระจันทร์ยังไม่เคยขึ้นพร้อมกันเลย”
       เหมือนกับเธอและเขาที่เป็นดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ในโลกมนุษย์ เธอคิดก่อนจะผล็อยหลับไปในห้วงนินทรานั้น

                                                  - จบบริบูรณ์ -

เรื่องสั้นหัดแต่งเรื่องแรก เขียนโดย ริชมอนด์ วาทะแห่งธรรม 
SHARE
Writer
Richmond
Writer
Happy and successful is my goal. To reach that I need to complete everything with my hands.

Comments