มามีความสุขกันเถอะ
เขาจ้องมองใบหน้าของเธอที่นั่งอยู่ตรงข้าม

เเก้วเบียร์ใบใหญ่ ถูกเติมเต็มด้วยฟองไปเกือบครึ่ง
เธอหยิบขึ้นมากระดก เขากระดกตาม
เสียงเพลงบัลลาดเลื่อนลอย คล้ายจะโอบอุ้มพวกเขาไว้ในชั้นบรรยากาศ
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีก
เธอวางเเก้วลงเบาๆ ทาบทับรอยเปียกเดิมของวงเเก้ว

"ฉันขอกอดคุณหน่อยได้ไหม?"

หญิงสาวในเสื้อโค้ทตัวหลวมโคร่งตรงหน้าเขาเอ่ยถาม
เขานั่งนิ่งไม่ได้ตอบอะไรเธอ
เธอมองนิ่งรอคำตอบ

พวกเขาเจอกันครั้งเเรกในสภาพสะบักสะบอม
เขาคือผีดิบตายซากผู้ลืมเลือนเสียงหัวเราะ
เธอคือวิญญานเด็กสาวที่ไม่เคยลิ้มรสชาติของความสุข
พวกเขาเจอกันท่ามกลางมวลชนอันจอเเจของเมืองไร้สี

'เธอนั้นช่างน่าสงสาร เด็กสาวอย่างเธอไม่ควรมีดวงตาราวกับปลาตายเเบบนี้' เขาคิด

'เขานั้นช่างน่าสงสาร อะไรกันนะที่ทำให้ไหล่ของเขาต้องเเบกรับน้ำหนักขนาดนี้' เธอคิด

การมีลมหายใจต่างบั่นทอนชีวิตของพวกเขา 
ยิ่งลืมตาตื่นก็ยิ่งอยากจะหลับไหล ยิ่งก้าวเดินก็เหมือนยิ่งถอยหลัง
น่าเเปลกที่พวกเขาต่างตระหนักถึงความเจ็บปวดอันเกินรับไหวได้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
คงเป็นเพราะเหตุนี้ความบังเอิญถึงได้ส่งพวกเขาให้มาเจอกัน

หากเขาคือผีเสื้อที่โหยหาน้ำหวาน เธอก็คือดอกไม้ที่พร้อมจะปล่อยละอองเกสร
คนทั้งสองต่างพึ่งพาอาศัยกันในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด

"คุณรู้จักความสุขไหม?" เธอถาม

"ผมก็อยากจะรู้เหมือนกัน" เขาตอบ

"ถ้าหากฉันพบกับความสุข ฉันจะบอกคุณเป็นคนเเรก 
เเต่ถ้าหากฉันบอกคุณเเล้ว ฉันขอกอดคุณได้ไหม?"

"ได้สิ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรถ้าหากคุณพบกับความสุข"

"เเละหากคุณยอมรับความเศร้าในใจคุณ ได้โปรดให้ฉันเลี้ยงข้าวคุณนะ"

"เเน่นอน"

บทสนทนาในครั้งอดีตเเล่นเข้ามาในใจของเขา
เธอคงจะพบกับความสุขเเล้วจริงๆ
เขามองใบหน้าของเธอ มองเข้าไปในดวงตานั้น
ดูสดใสขึ้นมาเเล้วนี่
เขาดีใจ

"ได้สิ" เขาตอบเธอ
เขาเดินเข้าไปโอบกอดเธอ
อ้อมกอดของเขาหนักเเน่น เเละซื่อตรง
'เหมือนได้นอนห่มผ้าในคืนฝนตก' เธอคิด

เมื่อเขาคลายอ้อมกอด เขายิ้มให้เธอก่อนหันไปเช็คบิลกับเจ้าของร้าน
"มื้อนี่คุณเลี้ยงนะ"

เธอเดินออกมาจากร้านกับเขา พระจันทร์ยังคงลอยเด่นอยู่ที่เดิมเหมือนคืนเเรกที่พวกเขาเจอกัน
เธอจ้องมองเเผ่นหลังของเขายามที่ก้าวเดิน
ไหล่ของเขาดูเบาขึ้นนะ
เธอค่อยๆก้าวเดินเร็วขึ้นจนขนาบข้างเขา 
เร็วขึ้นจนนำหน้าเขา 
เร็วขึ้นจนกลายเป็นการวิ่ง
เขาวิ่งตามเธอ 
ทั้งสองวิ่งไปด้วยกัน

ถ้าหากไหล่ของคุณรู้สึกถึงน้ำหนักจนทำให้คุณก้าวเดินไม่ไหวล่ะก็
หากยิ่งก้าวไปเเล้วก็ยิ่งเหมือนเดินถอยหลังล่ะก็
ได้โปรดวิ่งตามฉันเเบบนี้ วิ่งให้เร็วจนคุณจับฉันได้
ฉันจะเป็นคนวิ่งนำให้คุณสลัดน้ำหนักนั้นออกไปเอง

เเต่ถ้าหากเมื่อไหร่ดวงตาของคุณกลับมาหมองหม่นอีกครั้ง
หากการลืมตาตื่นขึ้น ทำให้คุณรู้สึกอยากหลับไหล
เพียงเเค่คุณมองมาที่ผม
คุณจะรู้ว่าผมเฝ้ามองคุณอยู่ตรงนี้เสมอ
ผมจะเฝ้ามองคุณอย่างมีความสุขตรงนี้เสมอ

"มามีความสุขกันเถอะ ใช้ชีวิตเเบบมีความสุขกันเถอะ" 

เขาบอกเธอในคราวที่ต้องจากกันอีกครั้ง
เพราะความซื่อตรงของเขา เขาจึงไม่อาจรักเธอเเบบชู้สาวได้
เเต่หากนี่คือความรักอีกรูปเเบบหนึ่ง
คงเป็นความรักที่สวยงามที่สุด

"มามีความสุขกันเถอะ"

เธอยิ้มก่อนจะเดินจากไป

SHARE

Comments