เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า#4 ( ความคาดหวังที่แบกเอาไว้ )
สวัสดีเพื่อนๆทุกคน เรากลับมาแล้ว 555
มันค่อนข้างใช้เวลา กว่าเราจะปรับตัวให้คุ้นชินกับตัวยาต่างๆ ที่หมอให้มา มันทำให้ร่างกายเรา ต้องเจอกับภาวะต่างๆ เช่น คลื่นไส้ หัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ บางครั้งก็ง่วง ภาวะอารมณ์ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จนต้องพักใจตัวเอง ไม่ให้เพ้อเจ้อและคิดทำร้ายตัวเอง วันนี้ 4/5/61 เราเข้มแข็งขึ้นมากแล้ว เลยอยากจะเล่าต่อ ถึงวงกลมวงอื่นๆ ที่ส่งผลให้เราเครียดสะสม จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า

จากที่เราเล่าไปคราวที่แล้ว เรื่องวงกลมวงที่ 1 ก็คือเรื่องงาน ที่เราไปเจอคนไม่ดีแทงข้างหลังเราจนทำให้เรากลายเป็นคนขี้ระแวง เกลียดสังคมไปเลย หลังจากลาออกจากงาน แล้วเราก็ยังคงแค้นคนเหล่านั้นมาเกือบปี จนเรามาตระหนักได้ว่า เออ เราคิดวนเวียนและโกรธคนเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลาจนชีวิตเราชะงัก ติดขัด ไม่อยากเจอเพื่อนใหม่ เพราะกลัวว่าจะเจอคนเลวๆมาทำร้ายเราอีก

ต่อมาเราเลือกที่จะให้อภัยคนเหล่านั้น และก้าวเดินต่อไป

ส่วนหนึ่งที่คอยสะท้อนเราคือ การพบจิตแพทย์เนี่ยแหละ คุณหมอตั้งคำถาม แล้วเราตอบ จนเราตระหนักถึงปัญหาลึกๆที่เรามี เช่น

คุณหมอ: ช่วงนี้คุณทำอะไรอยู่บ้างคะ?
เรา: ส่วนใหญ่อยู่แต่ในบ้าน เพราะรู้สึกปลอดภัยดีค่ะ 
หมอ: ทำไมคุณคิดว่าข้างนอกไม่ปลอดภัยล่ะคะ?
เรา: รู้สึกวิตกกังวลเวลาออกจากบ้าน กลัวเจอคนไม่ดี คดโกง แทงข้างหลัง
      กลัวมีคนวิ่งเข้ามาทำร้ายเรา กลัวว่าอยู่ดีๆรถจะมาชน กลัวโดนกระชากกระเป๋า
หมอ: บางทีความกลัวก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ป้องกันตัวเองจากอันตราย แต่ถ้ามันมากเกินไป เกินความเป็นจริง คุณต้องรีบดึงตัวเองกลับมา

มันทำให้เรารู้ว่า เหตุการณ์แย่ๆในอดีต เราหยิบมาทำร้ายตัวเอง และจำกัดตัวเอง โดยไม่รู้ตัว  

หลังจากที่ลาออกจากงานช่วงเดือน ต.ค. 2559  เราก็เริ่มมองหางานใหม่ ในใจเราเอง อยากลองหางานทำในสายอื่นดูบ้าง เช่น การตลาด สายธุรกิจ หรือ สายบันเทิง เพราะเราเบื่อกับการทำอะไรซ้ำๆเดิม ซึ่งช่วงกำลังมองหางานนี่แหละ วงกลมที่ 2 และ วงกลมที่ 3 ก็เริ่มปรากฏขึ้น

วงกลมที่ 2 คือ ครอบครัวของเรา (พ่อ แม่ ของเราที่ต้องการให้เราประสบความสำเร็จในสายวิชาการ) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาพยายามผลักดันให้เรากลับไปทำงานในสายเดิม งานเอกสาร งานสอน งานที่ทุกคนยกมือไหว้ งานที่อวดได้ว่าลูกตัวเองทำงานสายที่น่าเคารพ

วงกลมที่ 3  สามีเราเอง (เขาต้องการให้อยู่บ้านเฉยๆ มีลูก ทำงานบ้าน และเป็นแม่บ้านที่ดี)
แฟนเราเคยเห็นสภาพที่เรา นอนร้องไห้เพราะถูกแทงข้างหลัง เราบอกว่าเราทำงานไม่มีความสุข แฟนเราเลยเสนอทางออกให้อยู่บ้านเฉยๆ แล้วจะให้เงินใช้ ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้ว เราไม่ชอบอยู่บ้านเพราะเราเหงา รู้สึกตัวเองไร้ค่า เราเคยมีเพื่อนกินข้าวกลางวัน กินข้าวเย็นด้วยกัน พออยู่คนเดียว อยู่เฉยๆ เหมือนจะตายให้ได้

เราเคยลองทำตามที่แฟนต้องการแล้ว คือ อยู่บ้านเฉยๆ มันเป็นอะไรที่แย่มาก การที่ต้องขอเงินคนอื่นใช้ เรารู้สึกผิดทุกครั้งที่ใช้เงิน เพราะมันไม่ใช่เงินที่เราหามาได้ด้วยตัวเอง  และบอกตรงๆว่าบางครั้งคำพูดของแฟนก็ทำร้ายเรา หาว่าใช้เงินเปลือง เพราะอะไรหน่ะเหรอ ก็เพราะมันเป็นเงินของเขาหน่ะสิ ถ้าเราหาเงินเองได้ เราก็ไม่อยากแบมือขอเงินใคร เพราะมันรู้สึกต่ำต้อยมาก 

ช่วงพี้คที่สุดที่เราคิดว่าป่วยแน่นอนคือ ช่วงปลาย ธค59 - มค60

เรื่องของเรื่องคือ มันมี 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ

1) เรากำลังจะสัมภาษณ์เข้าที่ทำงานใหม่ ซึ่งพ่อแม่เราหวังไว้มาก ว่าเราต้องได้แน่นอน ซึ่งมันกดดันเรา เราเครียดมาก เพราะใจหนึ่งคือ ไม่อยากทำงานสายเดิม แต่ก็ขัดพ่อแม่ไม่ได้ แต่อยากสอบให้ผ่าน เพื่อเอาใจพ่อแม่เฉยๆ

2) ญาติของสามี ป่วยและเข้าห้อง ICU ที่ต่างจังหวัด ช่วงนั้นอารมณ์ของแฟนเราไม่ดีเลย ไม่พูดไม่จา โมโหง่าย ซึ่งตัวเราเองกำลังจะสอบสัมภาษณ์ ต้องการกำลังใจจากคนรอบข้าง แต่แฟนเราก็มีปัญหาทุกข์ใจของตัวเอง บางทีก็เหวี่ยงใส่เรา หรือ เงียบไปเลยเหมือนเห็นเราเป็นอากาศ

เรื่องมาเกิดตรงที่ว่า เรากำลังจะสอบสัมภาษณ์จันทร์หน้า แล้ว 3 วันก่อนหน้านั้น แฟนมีเหตุต้องไปเยี่ยมญาติที่ห้อง ICU ต่างจังหวัด และเขาต้องการให้เราไปด้วย ซึ่งเราก็เครียดมากเพราะยังเตรียมสอบสัมภาษณ์ได้ไม่ดีเลย ตอนนั้นเรารู้สึกแย่กับทุกๆอย่าง เพราะ

-ไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ฉะนั้นต้องเตรียมสัมภาษณ์ดีๆ และเราต้องสอบให้ผ่าน(มีคู่แข่งด้วย)
-ไม่อยากให้แฟนเสียใจ เลยยอมไปต่างจังหวัดเป็นเพื่อน ซึ่งใช้เวลาเดินทางและไม่มีเวลาเตรียมสัมภาษณ์
-รู้สึกว่าตัวเองเครียด เพราะทั้ง2อย่างข้างต้นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ 

วันเสาร์ เรากับแฟนเดินทางไป ตจว. และแวะปั้มเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวรองท้องก่อนเข้าไปเยี่ยมญาติที่ รพ. เรารู้สึกเครียด คิดวนไปมา เรื่องการสอบสัมภาษณ์ คิดถึงหน้าพ่อแม่ คิดว่าตัวเองไม่พร้อมสอบสัมภาษณ์ คิดถึงหน้าพ่อแม่ที่ผิดหวังในตัวเราเมื่อสอบไม่ผ่าน ระหว่างที่คิดก็ปวดหัวจี้ดขึ้นมา เรากำตะเกียบแน่่น ไม่ยอมตักอาหารเข้าปาก แล้วแฟนเราก็ตะโกนว่า
"รีบๆกินเข้าสิ มัวแต่เหม่ออยู่ได้"
พอสิ้นเสียงเท่านั้นแหละ เราปล่อยโฮ ร้องไห้ออกมาเลย เสียสะอื้นไห้ดังมาก จนโต๊ะข้างๆและแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวหันมาดู นึกว่าคนทะเลาะกัน จะตบกัน

น้ำตามันไหลไม่หยุดจริงๆ ในใจคิดว่า ทำไมไม่มีใครเข้าใจเราเลย ทำไมเราต้องทำตามใจคนพวกนี้ ทั้งพ่อแม่ และ แฟน ทั้งๆที่เราไม่ได้อยากสอบสัมภาษณ์ ไม่ได้อยากมาต่างจังหวัดด้วย 

ทำไมไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกเรา หรือถามเราสักคำว่าอยากทำอะไร ทำไมเอาแต่บังคับให้ทำโน่นนี่ เราเริ่มสงสัยว่าคนพวกนี้รักเราจริงหรือป่าวว่ะ หรือพวกเขาแค่รักตัวเอง รักผลลัพท์ที่เราจะทำให้เขาได้แค่นั้น??

เราบอกแฟนว่าเราไม่ไหวแล้ว เราเครียดมากไม่มีใจจะทำอะไร พ่อแม่หวังไว้มาก

สีหน้าเขาผิดหวังอย่างแรง คือ แฟนเราก็คงคิดว่า ญาติเขาก็น่าจะสำคัญว่าสอบสัมภาษณ์นะ

แต่สำหรับเรา ไม่มีอะไรสำคัญเลย เราอยากตาย ให้พ้นๆไป

จบตรงที่ แฟนขับรถกลับมาส่งเราที่ กทม. แล้วเขาก็นั่งรถตู้ กลับไปต่างจังหวัดใหม่ เพื่อเฝ้าญาติ

แทนที่เราจะรู้สึกดีขึ้น กลับรู้สึกผิด เตรียมอ่านหนังสือสอบไปก็น้ำตาไหล เลอะหนังสือ 
รอยน้ำตาทำให้กระดาษนูนขึ้นมา สุดท้ายจบที่เรานอนร้องไห้ ไม่มีจิตใจจะทำอะไร

สุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นดังคาด

เราสอบไม่ผ่าน และ ญาติสามีเสียชีวิต

ชะตาขีวิตโคตรเล่นตลก เราอดทนฝืนใจไปงานศพ และได้ยินเสียงเพลงที่บรรเลงหน้าศพ แล้วเรารู้สึกอยากตายตามไปด้วย ความทุกข์ทรมาณในใจที่เราสอบไม่ผ่าน รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว เราเป็นภรรยาที่แย่มาก ไม่สามารถเป็นกำลังใจให้สามีได้เลยในยามเขาเสียใจ

เรามองที่รูปหน้าโลงศพ แล้วคิดในใจ สุดท้ายทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน แล้วเราจะดิ้นรนไปทำไม

แล้วก็คิด วนเวียนเรื่องความตาย ไปตลอดจนถึงวันเผาศพ 

หลังงานศพญาติของสามี เราตัดสินใจ นัดพบจิตแพทย์ครั้งแรก

เพราะเมื่อกลับมากรุงเทพ ใจเราคิดวนเวียนแต่เรื่องความตาย

เราอยู่ที่ห้องแล้วมองที่ข้าวของเครื่องใช้ คิดอยากเขียนพินัยกรรม และเขียนมอบทรัพย์ให้คนโน้นคนนี้ เราเดินไปที่ระเบียงคอนโด เรารู้สึกอยากกระโดดลงไป รู้สึกว่าชีิวิตตอนนี้เหี้ยมากๆ

พ่อแม่ทำหน้าผิดหวังในตัวเราที่สอบไม่ผ่าน
แฟนทำหน้าเย็นชาใส่ เพราะเราไม่ใส่ใจเรื่องญาติเขาเท่าที่ควร
ฉัน...มองหน้าตัวเองในกระจก คิดในใจว่า มึงมันเหี้ยมาก อยู่ไปก็รกโลก ไม่มีใครรักมึงแล้ว อีดอก

ฉันเดินไปที่ห้องครัว เปิดลิ้นชัก หยิบมีดอีโต้ขึ้นมา

ฉันถามในใจว่า
"มันจะเจ็บมากไหมว่ะ"
ฉันยืนมองมีด ในมือ แล้วจินตนาการว่าเอามันมากรีดข้อมือตัวเอง แล้วปล่อยให้เลือดไหลจนตาย

แล้วอีกเสียงหนึ่ง ก็โผล่ขึ้นมาในหัว "แล้วถ้ามันเสือกไม่ตายล่ะ มีวิธีอื่นไหม"

ฉันวางมีดลง แล้ว เปิดตู้มองหาน้ำยาซักผ้า

ฉันยืนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคิดว่า "กรอกมันเข้าปากให้ตายเลยดีไหม จะได้ไม่ต้องเสียเลือด ให้เลอะเทอะห้อง"

แล้วอีกเสียงหนึ่ง ก็โผล่ขึ้นมาในหัว "แล้วถ้ามันเสือกไม่ตายล่ะ มีวิธีอื่นไหม" ฉันจินตานาการถึงดาราชื่อดังที่กรอกยาเม็ดใส่ปาก แล้วล้างท้องทันไม่ตาย

ถ้าไม่ตายนี่ ต้องมาเป็นภาระคนอื่น โดนด่าไปอีก

ฉันเดินวนเวียนในห้อง คิดหาวิธีตายจนเหนื่อย
แล้วก็เหลือบไปเห็นหนังสือธรรมะ

จำได้ว่าเคยมีครูเล่าให้ฟัง การฆ่าตัวตายถือเป็นบาปหนา ต้องตกนรก หรือ ต้องอยู่ในจุดที่ฆ่าตัวตายอีกนาน เผลอๆหลาย 100 ปี

จำได้ถึงเรื่องผีโดดตึก ที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่าในช่วงเวลาเดิมๆ จะเห็นวิญญาณหล่นลงมาจากที่สูงพอจะถึงพื้นก็หายไป แล้วก็โดดลงมาใหม่ พอจะถึงพื้นก็หายไป แล้วก็หล่นลงมาใหม่ วนไปเรื่อยๆ หลายร้อย หลายพันรอบ

พอนึกถึงจุดนี้ เราเลยยกเลิกแผนการทำร้ายตัวเอง เพราะถ้าตายแล้วต้องวนเวียนทำเรื่องเดิมๆ มันคงทุกข์ไม่น้อยไปกว่าตอนมีชีวิต

เรามองไปที่ laptop แล้ว search หาเรื่องโรคซึมเศร้า อ่าน พันทิพย์ เรื่องการรักษา จนเราได้ข้อมูลสถานที่รักษาเป็น รพ.เอกชน รักษาเฉพาะทางด้านจิตเวช

เรานัดพบหมอครั้งแรก ช่วง มค 2560 เราก็เล่าให้หมอฟังเรื่องวงกลม 4 วงเนี่ยแหละ 
แล้วหมอก็ให้ยามากิน เราร้องไห้ในห้องของหมอด้วยแหละ แต่ถึงเวลานั้นก็เลิกอายแล้วล่ะ ดีกว่าเป็นบ้า หรือ ฆ่าตัวตายเยอะ ค่ายารวมค่าหมอ ไม่เกิน 2,000 บาท เราคิดว่าคุ้มนะกับการได้ตัวเองกลับมา

เราตัดสินใจ บอกพ่อแม่ว่า เราเบื่องานเดิมๆนะขอพักรักษาอาการป่วย และ ขอพักผ่อน(หมายถึงว่าจากที่คุยกับพ่อแม่ต้องฟังเขาบ่น ฟังเขาบอกว่าอยากได้อะไร เป็นประจำติดๆกัน มันทำให้เราเครียด หมอเลยบอกว่าอะไรที่ทำให้เราเครียด ให้หยุดสิ่งนั้น เราเลยห่างๆจากการคุยกะพ่อแม่ไปช่วงหนึ่งเพื่อลดอาการเครียด) และเราตัดสินใจบอกแฟนเลยว่า งานแม่บ้านคงไม่เหมาะกับเรา ไม่เหมาะกับการอยู่บ้านเฉยๆ พ่อแม่เลี้ยงเรามาให้ทำงานเก่ง แต่อาจเป็นแม่บ้านไม่เก่ง แล้วตอนนี้เราป่วย แล้วก็พูดในทำนองว่า ถ้าอยากเลิกกันก็ทำได้นะ จะอยู่หรือ จะไปก็บอกมา ซึ่งเขาก็เข้าใจ แล้วก็ดูแลเราเหมือนเดิม 

บทสรุปของตอนนี้ คือ เราเลิกแบกความหวังของคนอื่น เราหันมายอมรับอย่างจริงจังว่า การทำให้คนอื่นมีความสุข ทั้งๆที่เราทุกข์เป็นความคิดที่ห่วยมาก

เราเคยเป็นคนหัวอ่อนให้ทำไรก็ทำ แต่ตอนนี้เราเริ่มปฏิเสธแฟน หรือ พ่อแม่ ถ้าเค้าอยากให้เราทำไร แล้วเราไม่อยากทำ เราก็บอกเลย ไม่เอา ไม่ไป ไม่ทำ ไม่ว่าง

ในอดีตเราอาจรู้สึกผิดที่กล้าเป็นตัวเอง มาตอนนี้ เราว่าการไม่ต้องแบกความหวังของใครก็น่าจะเรื่องที่ดีที่สุด

ในตอนถัดไปเราจะเล่าเรื่องดิีๆที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษาบ้างนะ
ถ้าพวกเธอยังตามอ่านอยู่ช่วยส่งเสียงมาหน่อย รักและเป็นกำลังใจให้ทุกคน ^^




SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments

chaokhing
2 years ago
อ่านมาเรื่อยๆ
Reply
HYGGE
1 year ago
ขอบคุณค่ะ
jeeao
1 year ago
จริงๆ รู้สึกเลย ว่าเราก็เคยเป็นโรคซึมเศร้าอยู่พักนึง เพราะต้องการให้คนอื่นยอมรับ ต้องการทำให้คนอื่นไม่ผิดหวังกับเรา แล้วสุดท้ายก็เครียดมากๆ จนอยากคิดอยากตายเหมือนกัน แต่ตอนนี้ ปลงได้บ้างแล้ว ขอบคุณบทความดีๆ นะคะ
Reply
HYGGE
1 year ago
สู้ๆนะคะ ถ้าไม่ไหวพบแพทย์ดีที่สุดค่ะ
jeeao
1 year ago
จริงๆ รู้สึกเลย ว่าเราก็เคยเป็นโรคซึมเศร้าอยู่พักนึง เพราะต้องการให้คนอื่นยอมรับ ต้องการทำให้คนอื่นไม่ผิดหวังกับเรา แล้วสุดท้ายก็เครียดมากๆ จนอยากคิดอยากตายเหมือนกัน แต่ตอนนี้ ปลงได้บ้างแล้ว ขอบคุณบทความดีๆ นะคะ
Reply
giffly
12 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply
Rokun
5 months ago
จริงๆคนแบบนี้แหละ ที่จะป่วยทางใจได้ง่าย เราก็เป็น. ต้องตามใจคนอื่น ทำให้คนอื่นพอใจ. จนวันนึงเราก็ระเบิดออก กลายเป็นซึมเศร้า คิดแต่เรื่องร้ายๆ
Reply