ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เจอแต่โชคร้าย
ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เจอแต่โชคร้าย ,
 
ข้อความสั้นจากระหว่างบรรทัดหนึ่งของสมุดบันทึก กินพื้นที่มากกว่าข้อความยาวที่ไม่สลักสำคัญ แม้ลายมือจะไม่สวยงามถูกต้องตามหลักการเขียน แต่หากเพ่งมองอย่างพินิจ ก็สามารถรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของผู้เขียนในขณะที่กำลังตวัดปลายปากกาด้วยความสั่นเครือ ด้วยความเชื่องช้า เปี่ยมไปด้วยความหมองเศร้า รันทด และสะเทือนอารมณ์ ยากยิ่งจะประกอบอักษรให้เป็นคำ ประกอบคำให้เป็นประโยค และกว่าจะประกอบพยัญชนะเข้ากับสระคงจะผสมกับความเจ็บปวดนานารูปแบบ กว่าจะประกอบให้เป็นประโยคครบท้วนสมบูรณ์ก็คงจะทุกข์ทรมานจนไม่อยากจะจินตนาการถึง "ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เจอแต่โชคร้าย"

ผมเป็นคนเขียนข้อความดังกล่าวนั่นเอง ในสมุดบันทึกสีดำ ระบุวันที่ 2 พฤษภาคม เป็นวันที่พายุฤดูร้อนโบกกระหน่ำตั้งแต่เช้าตรู่ยันค่ำมืด สภาพอากาศเลวร้ายอย่างยิ่ง ไม่เหมาะจะออกจากชายคาที่พักอย่างยิ่ง แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องออกไปทำงาน

ผมจึงลงเอยด้วยสภาพเปียกโชกไปทั้งตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวพลัดเปลี่ยนเป็นดำ กางเกงสแล็คตัวโปรด และรองเท้าคู่ใจที่ดันบังเอิญขาดหลุดลุ่ยขณะที่กำลังเดินกลับหอพัก พื้นรองเท้าแยกออกจากตัวรองเท้า ซึมซับน้ำเน่าขังที่ท่วมซอย เปียกชุ่ม เหม็นคลุ้ง กว่าจะถึงหอพัก ผมไม่ต่างอะไรกับขยะเคลื่อนที่ อัปยศสิ้นดี แต่อย่าเพิ่งมองว่าเรื่องดังกล่าวคือโชคร้าย ออกจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คุ้นชิน

ผมรีบวิ่งปราดเข้าหอพักด้วยความรวดเร็ว เนื่องเพราะไม่ต้องการให้คนอื่นมาเห็นสภาพที่พังยับเยิน แต่เมื่อก้าวเข้าไปในตัวลิฟต์ สายตากว่าห้าคู่พลันจับจ้องมาที่จุดเด่นจุดเดียว ซึ่งมิใช่ใครที่ไหน ทุกคนต่างจับจ้องมาที่ผม มองด้วยสายตาเหยียดหยามตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อสายตาดังกล่าวมองลงมาที่รองเท้าขาดลุ่ย ก็มีเสียงหัวเราะแสยะดังออกมา ริมฝีปากเบ้บิดเบี้ยว พร้อมกับจีบนิ้วขึ้นมาบีบจมูกปิดกั้นรสสัมผัสแห่งกลิ่นในทันที

ผมจับจ้องสายตาดังกล่าว ขาแข้งพลันแข็งเกร็งไม่อาจขยับก้าว เหงื่อพลันไหลอย่างเชื่องช้า ผมไม่คิดว่าจะมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ น่าอับอายสิ้นดี

จู่ๆพลันมีเสียงหนึ่งดังออกมาจากในลิฟต์ เป็นเสียงของผู้หญิงที่ไพเราะนุ่มนวล กล่าวอย่างเชื่องช้า

“พี่นี่เอง....เพิ่งกลับจากที่ทำงานเหรอคะ ?”

ผมหลบตาจากเสียงเรียกมิได้กล่าวอะไรนอกจากพยักหน้าอย่างละอาย

ด้วยสภาพดั่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวประเภทไหน ก็ไม่อาจยืนคุยสนทนาด้วยเด็ดขาด ยิ่งเป็นหญิงสวยก็ไม่ควร

ผมยืนซื่อบื้ออยู่ตรงนี้ด้วยความรู้สึกว่านานเป็นปีแต่ความจริงเพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองนาทีซะด้วยซ้ำ ผู้คนในลิฟต์ทยอยกันเดินออกไปพร้อมๆกัน ผมรู้สึกโล่งทันทีเมื่อพวกเขาเลิกสนใจตัวผม เมื่อไม่มีคนอยู่ในลิฟต์ผมเร่งขยับขาก้าวเข้าไปทันที

แต่ไม่ทันจะได้ก้าวขา มีมือน้อยๆแตะที่ไหล่ขวา ผมหันขวับไปมอง เราทั้งสองสบตากัน ใบหน้าของเธอคุ้นหูคุ้นตาอย่างยิ่ง ดวงตากลมโตกำลังจ้องเพ่งมอง ในสายตานั้นมีความขุ่นเคืองเล็กน้อย โมโหเล็กน้อย และเห็นอกเห็นใจเล็กน้อย ผมพลันนึกร้องอ๋อในทันที เธอไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นรุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน และเธอเป็นรุ่นน้องที่ผมสนอกสนใจอย่างยิ่งด้วย

เธอถอนหายใจพลางกล่าว

“ไม่ทักทายกันเลยนะคะ”

แม้น้ำเสียงจะเจือความขุ่นเคืองแต่ก็ยังมีความนุ่มนวลน่าหลงใหล ผมยิ้มเจื่อนพลันกล่าว

“พี่ขอโทษ...พอดีพี่รีบ”

จากนั้นผมก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วมองตัวเองจากหัวจรดเท้า พยายามทำให้เธอเห็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องหลบตาและรีบไปจากตรงนี้ เธอมองปราดเดียว ทำท่าทีเหมือนจะเข้าใจจึงกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นหนูไม่รบกวนพี่แล้วล่ะค่ะ”

เธอวิ่งตามเพื่อนๆของเธอไป ผมถอนหายใจพลันก้าวเข้าไปในลิฟต์



เสื้อผ้าเปียกชุ่มถูกถอดออกอย่างรวดเร็ว ผมคว้าผ้าเช็ดตัวมาห่มนุ่ง เปิดตู้เย็นเปิดเบียร์หนึ่งกระป๋องซดดื่มคลายความเครียด บนมีหนังสือนานาปกวางเกลื่อนกลาด หนังสือวรรณกรรมกำลังภายใน หนังสือวรรณกรรมคลาสสิค หนังสือวรรณกรรมทั่วๆไป หนังสือปกใหม่สวยงาม มีสมุดบันทึกสีดำวางอยู่กับอุปกรณ์เครื่องเขียน กระดาษแผ่นปึกหนึ่งขีดเขียนตัวหนังสือด้วยลายมือชุ่ยอ่านไม่ออก นั่นเป็นต้นฉบับที่ถูกสำนักพิมพ์ตีกลับมา

ผมคิดจะไปที่ราวตากผ้า เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ก็นึกขึ้นได้ว่าฝนตกกระหน่ำทั้งวัน แล้วไฉนเสื้อผ้าจะแห้งได้ ผมวิ่งแจ้นออกไปคว้าเสื้อตัวใดตัวหนึ่ง ลูบคลำมันอย่างเบามือ ด้วยความหวังว่าจะแห้ง แต่กลับเปียกแฉะ หนักอึ้งด้วยมวลน้ำ ด้วยความสิ้นหวังไม่มีเสื้อผ้าเหลือให้ใส่เลยแม้แต่ตัวเดียว ผมกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือกางสมุดบันทึกสีดำ คว้าปากกาลูกลื่นหนึ่งด้าม พลันกดหัวปากกาเล่นย้ำๆส่งเสียงจึกๆจึกๆ

ในยามที่พบเจอกับเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้ ผมมักจะนั่งจมจ่ออยู่คนเดียวในมุมโต๊ะเขียนหนังสือ เฝ้ามองหน้ากระดาษสีขาว แม้จะเพ่งมองหน้ากระดาษ แต่ความจริงผมเพ่งมองเรื่องราวในความทรงจำ เพื่อทบทวนเรื่องราวต่างๆว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมทำเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ผมเป็นคนที่ชื่นชอบความสันโดษ การอยู่คนเดียวทำให้ได้คิดถึงเรื่องของตัวเอง แม้จะมีชีวิตอยู่บนโลกกว่ายี่สิบปี ตั้งแต่เกิดจนบัดนี้ ไม่เคยจะเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้เลย ผมมักจะมีเรื่องกวนใจ หรือเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้อยู่เสมอๆ แต่การอยู่สันโดษนั้นย่อมมีข้อเสีย ข้อเสียก็คือความเหงา เปลี่ยวดาย การอยู่คนเดียวในเวลานานย่อมต้องการใครสักคนที่สามารถเข้าใจกันและกัน ช่วยคลายทุกข์ร้อน และร่วมเดินทาง ถึงอย่างนั้น ที่สุดแล้วผมยังต้องการอยู่อย่างสันโดษ มันเป็นเหมือนสิ่งที่พระเจ้าอวยพรให้ตั้งแต่เกิดมา ผมจะใช้พรนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อผมนึกถึงตอนเกิด ผมตวัดปลายปากกาลงสมุดบันทึกโดยพลัน



“ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เจอแต่โชคร้าย”

ข้อความแรกที่ผมลงน้ำหมึกเขียนไปในกระดาษ ข้อความดังกล่าวถูกเขียนลงไปอย่างอัตโนมัติไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ผมเริ่มรู้สึกกลัวโลกภายนอกอย่างจริงจัง

ครั้นยังเป็นเด็ก เด็กที่สุดในความทรงจำที่พอจะนึกได้ ในช่วงชีวิตตอนนั้นโลกทั้งใบของผมถูกจำกัดอยู่แค่สนามหญ้าหน้าบ้าน อาณาเขตถูกแบ่งกั้นด้วยรั้วไม้ยาวครอบคลุมตั้งแต่หน้าบ้านถึงหลังบ้าน สนามหญ้าถูกตัดแหว่งเนื่องด้วยคนโรยกรวดหินผิดพลาด แทนที่พวกเขาจะโรยเฉพาะทางที่รถยนต์จะเข้ามาในตัวบ้าน แต่กลับโรยไปทั่วทั้งสนามหญ้า มีต้นมะขามยักษ์อายุนานปียืนแกร่งกล้ารับต้านแรงลม แม้ลำต้นมันจะสูงใหญ่ให้ร่มเงา แต่ใบมันกลับอ่อนแอเพียงลมพัดวูบเดียว ใบก็หล่นล่วงลงมา บ้างกระจัดกระจายเต็มพื้นดินด้านล่าง บ้างกระจัดกระจายเข้ามาในบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาให้พ่อต้องออกมาเก็บกวาดเสมอๆ

ผมเป็นเด็กตัวเล็ก ตัดผมสั้นเกรียน นุ่งผ้าสบายตัว เสื้อลายซุปเปอร์ฮีโร่ กางเกงขาสั้นสีสด นอนอยู่ใต้ต้นมะขามยักษ์ ในมือหนึ่งถือตุ๊กตาฮีโร่ อีกมือหนึ่งถือตุ๊กตาวายร้ายครองโลก วิวาทกัน น้ำลายพุ่งกระจาย เมื่อถึงฉากต่อสู้ยิ่งใหญ่ ทั้งสองใช้พลังไม้ตาย ผมลุกขึ้นวิ่งพรวดออกไป

พลันมีเสียงหนึ่งดังออกมาจากตัวบ้าน

“อย่าออกจากบ้านไปไกลนักละ เล่นอยู่แถวๆนี้ก็พอนะ อย่าไปไหนไกล !!”

พ่อส่งเสียงตะโกนออกมา ในขณะที่เขากำลังเตรียมอาหารมื้อกลางวัน ขณะที่ลูกค้าส่งเสียงร้องวุ่นวาย พ่อวางสำรับอาหารลงบนโต๊ะกลม จากนั้นวิ่งพรวดเข้าไปหาลูกค้า บ้านของเราเป็นร้านให้บริการอินเทอร์เน็ตและเกมออนไลน์ รวมทั้งเกมจากเครื่องเล่นเพลย์สเตชั่น บ้านเราอยู่ในพื้นที่ชนบท เป็นร้านเล็กๆที่มีเด็กวัยรุ่นพากันเข้ามา ปากต่อปาก

พ่อหลุดพ้นสายตา ผมวิ่งพรวดออกไปจากรั้วบ้าน พร้อมกับซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังได้ชัยชนะ ผมวิ่งด้วยพละกำลังของความเยาว์วัย ด้วยความบริสุทธิ์ที่ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ผมออกจากโลกทั้งใบของผมเป็นครั้งแรก ที่ออกไปเผชิญโลกภายนอก

กว่าร้อยแปดกระบวนท่า ซุปเปอร์ฮีโร่ไม่วายเหน็ดเหนื่อย วายร้ายเองก็รับมือกับทุกๆกระบวนท่าของซุปเปอร์ฮีโร่ได้ จากที่ทั้งสองต่อสู้กันในใต้ร่มต้นมะขามยักษ์ บัดนี้ทั้งสองมาต่อสู้กันที่ริมคลองน้ำเชี่ยวกราก แสงอาทิตย์ดวงโตเหนือศีรษะ ส่องสว่างเจิดจ้า เหมือนหนังคาวบอย ที่ถึงเวลาดวลปืนครั้งสำคัญ ซุปเปอร์ฮีโร่กำลังออกท่า วายร้ายกำลังออกท่าเช่นกัน และเมื่อทั้งสองประจันหน้ากัน ความรุนแรงของพลังส่งผลให้ ทั้งสองกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ผมถอยก้าวออกดูความยิ่งใหญ่ของพลังไม้ตาย ไม่ทันได้ระวัง ผมชนกับบางสิ่ง

มีคนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ชายร่างท้วม หน้าตาหน้ากลัว โตกว่าผมไม่กี่ปี ยืนชี้นิ้วหัวเราะเยาะ เขาตบกระบาลผมดังเปรี้ยง ผมร้องไห้ใหญ่ เขาเดินไปหยิบตุ๊กตาของผมขึ้นมา ยืนเล่นอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็หมดสนุกมันขว้างทิ้งลงไปในลำคลอง ตุ๊กตาซุปเปอร์ฮีโร่และวายร้ายจมดิ่งลงคลองหายไปโดยพลัน

ผมไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำใดหักห้ามการกระทำนั้นเลย มันเดินจากไปด้วยใบหน้าเซ็ง ผมทรุดเข่าร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต ผมเชื่อแล้วว่าทำไมพ่อถึงจำกัดให้ผมเล่นอยู่แค่บริเวณรั้วบ้านเท่านั้น เพราะโลกทั้งใบของผมมีอยู่แค่นั้น

ท้องผมเริ่มหิว คงจะต้องไปจากที่นี่ ร้องไห้อยู่ตรงนี้ก็คงไม่ได้อะไร ผมเดินขึ้นทางชัน ผ่านดงหญ้าไม้เลื้อย ขึ้นไปบนถนน ผมมองไปไกลลิบ เพิ่งรู้ตัวว่าออกห่างจากบ้านมาไกลพอสมควร และเส้นทางที่ใช้กลับ ต้องเดินผ่านบ้านที่เลี้ยงหมาพันธ์ดุเอาไว้ ผมรวบรวมพละกำลังเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ รีบก้าวเดินด้วยความไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

และเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นเหมาะเจาะ แต่ไม่วายหมาตัวนั้นพลันส่งเสียงเห่าเมื่อผมเดินผ่านหน้าประตูบ้านพอดี ครั้นตอนนั้นยังเป็นเด็กตัวเล็ก ไม่สามารถทนทานกับเสียงหมาเห่าได้ เสียงเห่าดังอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้ยินซ้ำๆวนๆ มันเหมือนกับก้องกังวานอยู่ในโสตปราสาท ผมไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเดิน กล้ามเนื้อเกร็งไปหมด เหงื่อเริ่มไหล เช่นเดียวกันน้ำตาสุกใสไหลย้อยลงมาโดยพลัน ผมทำอะไรไม่ได้ ผมยืนแข็ง ร้องไห้ราวกับว่าส่งสัญญาณให้ซุปเปอร์ฮีโร่มาช่วย

ผมเผลอไปจ้องตามันเข้า ดวงตาเหี้ยมโหดร้ายจับจ้องมา ฟันแหลมคมในปากน้ำลายยืดยาว เหนอะปลายคาง จมูกของมันขยับขยายอย่างน่าเกลียด เสียงเห่าดังก้องกังวาน เหมือนผมจ้องมองกับหัวหน้าปิศาจดุร้าย ผมยืนแข็งทื่อร้องไห้เสียงดัง

ในตอนนั้นเองผมนึกถึงเสียงตะโกนของพ่อ “โลกข้างนอกมันโหดร้าย” ถึงแม้พ่อจะไม่ได้ตะโกนบอกอย่างตรงไปตรงมาให้เด็กอย่างผมในตอนนั้นได้เข้าใจ แต่เขากลับกระทำอย่างอ้อมๆ อย่างเช่นผมร้องให้พ่อพาไปเที่ยวเทศกาลงานวัดของหมู่บ้าน มันเป็นงานตอนกลางคืน ผมอยากเดินเที่ยวเล่นอะไรสนุกๆ พ่อเร่งรัดให้รีบกลับบ้านเมื่อผมเดินวนได้แค่รอบเดียว ผมเพิ่งเข้าใจเมื่อโตขึ้นว่าในเทศกาลนั้นยิ่งดึกยิ่งโหดร้าย วัยรุ่นจะตีกัน บาดเจ็บล้มตาย มียิงกัน ฟันกัน นองเลือดทุกปี

ไม่นานผมปลอดภัยจากหมาเห่าดุร้าย เนื่องเพราะเจ้าของบ้านพาเจ้าหมาเข้าไปในบ้าน แล้วเธอก็จูงมือผมพากลับบ้าน เธอเป็นคุณยายแก่ๆ ใจดีคอยเดินมาให้ขนมและอยู่เล่นกับผม พ่อประหลาดใจเมื่อเห็นคุณยายพาผมที่ร้องไห้กลับมาบ้าน เนื่องเพราะพ่อเพิ่งจะเสร็จจากการแก้ปัญหาให้ลูกค้าพอดี

ผมเริ่มเชื่อแล้วว่าทำไมพ่อถึงไม่อยากให้ออกจากรั้วบ้านไปไกล พ่อเป็นคนเจนโลก ที่เห็นโลกมาเยอะ และรู้อยู่เสมอว่าโลกภายนอกมันโหดร้ายเพียงใด



เมื่อเขียนถึงตรงนี้ ผมอยากกลับบ้าน แล้วใช้ชีวิตอยู่แค่ในโลกที่ทั้งใบมีอยู่แค่บริเวณรั้วบ้านเท่านั้น จะได้ไม่ต้องไปพบเจอกับความโหดร้ายที่ต้องเผชิญ ความโหดร้ายที่สร้างความเจ็บปวด ท้อแท้ หมองเศร้า ผมตัดสินใจออกจากบ้านมาปีกว่าๆ ตลอดระยะเวลาผมต้องพบเจอกับเรื่องที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่ปลายนิ้ว เหมือนผมไม่มีสิทธ์ในเรื่องราวนั้น ทุกเรื่องที่ผ่านมาผมไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อสู้ หรือถ้าไปเผชิญต่อสู้ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้ มันไม่มีความหมายอะไรเลย กับคนตัวเล็กๆอย่างผมเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก นอกจากนั่งจมจ่ออยู่คนเดียวในมุมที่โปรดปรานที่สุด แล้วลงมือเขียนเรื่องราวบ้าๆบอๆที่เผชิญผ่านมา เขียนลงในสมุดบันทึกสีดำ จบเรื่องแล้วลงท้ายด้วย ‘ด้วยรัก’

ด้วยรัก

ต๊ะ








SHARE
Writer
MEATBALLstory
I'm cry verymuch
ผู้เศร้าสร้อยในโลกของตน และผู้มีอารมณ์ขันในวงสังคม

Comments