เขากลับมาในวันที่สายไปแล้ว
เวลาของความรู้สึกนั้น ไม่เคยตรงกันเลย

เขาหายไป ในวันที่ฉันรู้สึกมากกว่าเดิม
อาจเป็นเพราะตัวเรานี่แหละ ที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันยุ่งวุ่นวายขนาดนี้ เริ่มจากการที่เราขอเบรคความสัมพันธ์ในการเรียนรู้นิสัยใจคอกัน เมื่อตอน4ปีที่แล้ว เพราะเราคิดว่าเรายังเด็กเกินไปสำหรับเรื่องพวกนี้ ก็น่าจะเป็นเพื่อนกันไปก่อน มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ซึ่งตอนนั้นเขาก็โอเค เราก็ทักแชทเขาไปคุยบ้าง เขาก็ตอบเราบ้าง ไม่ตอบบ้าง ก็เป็นแบบนี้อยู่ประมาณหลายเดือนเหมือนกัน จนกระทั่งก็มีเรื่องการบ้านที่เรียนพิเศษที่ปรึกษากัน คุยกันทุกวันเหมือนตอนครั้งเก่า เขาก็เหมือนมาขอเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ แต่เราก็ยังคงปฏิเสธเขาเหมือนครั้งเก่า เพราะช่วงนั้นเหมือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการจะสอบเข้าม.4 เราจึงบอกเขาไปว่าขอโฟกัสที่การเรียน เขาก็ตอบโอเคเหมือนเดิม จนกระทั่งได้มาเรียนอยู่ห้องเดียวกัน เราต่างก็แทบจะไม่ได้คุยกันในห้องเรียนเลย แม้แต่งานกลุ่มก็ไม่อยู่กลุ่มเดียวกัน ถามว่าเราเกลียดกันหรอ ก็ไม่นะ เราก็ไม่ได้เกลียดกัน แต่เพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ทำให้เราต่างฝ่ายต่างไม่กล้าคุยกัน แต่แล้วมันก็เหมือนเป็นวัฏจักรของชีวิต เราก็มีเรื่องได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง เพราะเขาจะมาจีบเพื่อนสนิทเรา แต่เพื่อนสนิทเราเขาไม่โอเค เลยให้เรามาเคลียร์ให้ เราก็เคลียร์ให้เพื่อนนะ แต่คำตอบของเขาทำให้เราอึ้งมาก เขาบอกว่าเขาไม่ได้จะจีบเพื่อนเราจริงๆ เขาแค่แกล้งเพื่อนอีกคนว่ามีคู่แข่งในการจีบครั้งนี้นะ เราก็ช็อค ตอนนั้นเรามีความรู้สึกว่าจะเชื่อเขาดีมั้ยนะ เพราะใจนึงก็คิดว่าเขาไม่โกหกเราหรอก อีกใจนึงก็กลัวว่าจะโดนหลอก ความคิดมันตีกันในหัวไปหมด แล้วยิ่งไปกว่านั้นคือ เขามาขอเริ่มต้นความสัมพันธ์(อีกครั้ง) เราก็บอกเขาไปว่า
ถ้าคุณจริงจังกับเรา เราก็จริงจังกับคุณ แต่ถ้าคุณไม่จริงจังกับเรา เราก็ขอไม่เสียเวลากับคุณ
เขาก็ได้เพียงแค่ตอบมาว่า จริงจังครับ ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าเราก็โตในระดับนึงแล้วนะ ที่จะเรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้ แต่อีกใจนึงเราก็กลัว ก็คุยกันมาสักพักนึง(น่าจะเดือนกว่าๆ) จนเรารู้สึกว่ามันเริ่มไม่โอเคละ เพราะเราเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นบทสนทนาในแต่ละวัน ประกอบกับบางวันก็แทบจะไม่มีบทสนทนาอะไรเลย จนเขาถามเราว่าเราโกรธเขาหรอ เราก็ตอบกลับไปว่า ก็ไม่นะ แค่ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรด้วย เขาก็เข้าใจนะ มันกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกว่าเราต้องใช้ความพยายามมากๆในแต่ละวัน จนเรารู้สึกเหนื่อย จึงขอเบรคความสัมพันธ์อีกครั้ง โดยเราอ้างเหตุผลไปว่า 
ใกล้จะม.6แล้วจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เราขอโฟกัสเรื่องการเรียนก่อนนะ ถ้าเราสอบเสร็จเมื่อไหร่เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกทีนะ 
 เขาก็เข้าใจเรา(มั้ง) ก็กลับสู่วัฏจักรเดิมคือ การคุยบ้าง ไม่คุยบ้าง แต่เรารู้สึกว่าเราสบายใจขึ้นและไม่เหนื่อยเกินไป จนกระทั่งเราสอบเสร็จ เขาก็ไม่ทักมาขอคำสัญญาหรือคำตอบจากเรานะ เราก็ไม่แน่ใจว่า เขาลืมไปแล้วหรือเปล่า จนเราไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าเขาคงลืมไปแล้วหล่ะ เราก็เข้าใจและก็จะลืมความรู้สึกในความสัมพันธ์เหล่านั้นออกไปสักที จนกระทั่งตอนประกาศผลโควตามช.(รอบที่2) เขาผิดหวังจากคณะที่เขาเลือกไว้ เพราะเขาอยากจะเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่เขาสอบไม่ได้ เราก็ไม่กล้าทักเขาไป เพราะกลัวว่ามันจะดูเป็นการซ้ำเติมเขา แถมตอนนั้นเขาก็ไปสอบการบินพลเรือนรอบที่2 แต่เขาก็สอบไม่ได้ เราก็รู้สึกว่าเขาน่าจะเสียใจมากๆ เลยไม่กล้าทักแชทไปคุยด้วย จนกระทั่งเมื่อไม่กี่คืนที่ผ่านมา จู่ๆก็เกิดความรู้สึกว่าทักไปถามเขาหน่อยดีกว่า ใจนึงก็ไม่กล้าแต่อีกใจนึงก็อยากลองเสี่ยง สุดท้ายแล้ว เราก็ทักแชทเขาไป บทสนทนาของเราก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แต่แปลกมาก ในบทสนทนาครั้งนี้ ก็เหมือนเดิมคือเขาชอบเล่นมุกจีบสาว แล้วเขาชอบวนกลับมาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนอีกครั้ง ซึ่งเราก็พยายามบ่ายเบี่ยงมาตลอด จนมีข้อความจากเขามากมายที่เราอ่านแล้วเรารู้สึกจุกมาก
รู้จักกันตั้งนาน ไม่ยอมคบซักที
เราก็ตอบไปว่าช่วงนี้เราเฮิร์ตอยู่(ซึ่งจริงๆไม่ได้เสียใจอะไรเลย) ขอเวลาทำใจก่อน  เขาก็เลยบอกว่า
รอมา5ปีแล้ว รออีกหน่อยคงไม่เป็นไร
เราก็อึ้งไปต่อไม่เป็นเลย มันเหมือนกับเราไปให้ความหวังเขา(อีกแล้ว) เราก็บอกว่าไปหาสาวที่มหาวิทยาลัยนู่น เขาก็ตอบว่าไม่ เราก็บอกว่าให้ไปอ่านในการ์ดที่วันปัจฉิมเราเอาให้เขาไว้ ในนั้นเราเขียนความรู้สึก คำขอโทษและเหตุผลต่างๆนาๆไว้ เขาก็บอกว่าเขายังไม่ได้เปิดอ่าน เราก็เลยส่งข้อความไปบอกเขาว่า
เชื่อเราดิ ความสัมพันธ์แบบเพื่อนยังไงก็ยืนยาวกว่าทุกๆความสัมพันธ์นะซ้ายสุดกับขวาสุดมาเจอกันยังไงมันก็ไม่รอดอ่ะ
เขาก็พิมพ์ตอบกลับมาว่า
ประโยคพวกนี้เหมือนวนลูปแล้วมาเจออีกละ

เราก็รู้สึกแย่นะ ที่พิมพ์แบบนั้นออกไป เหมือนกับการไปตบหน้าเขาแรงๆเลย เราก็บอกว่า มีอะไรก็ปรึกษาเราได้นะ เขาก็พิมพ์กลับมาว่า
ต้องทำไงให้เค้าเปิดใจอ่ะต้องทำยังไงเค้าถึงจะเลิกมองเราเป็นแค่”เพื่อน”สักทีอ่ะ

เราหน้าชาไปเลยตอนนั้น เราก็พิมพ์ตอบกลับไปว่า
 ไปหาคนใหม่ที่เขารักเรา แล้วเราก็รักเขา 
แต่เขาก็เหมือนจะตื้อเราอยู่ดี จนเราเริ่มทนไม่ไหว ก็ไปปรึกษาเพื่อนอีกคน เขาก็ให้ข้อคิดกับเราดีมากนะ เขาบอกว่า
5ปีที่ผ่านมา มันยังไปมีคนอื่น ไม่ได้มีแต่เจ๊คนเดียว อันนี้มันรักจริงๆหรือแค่อยากมีแฟน
เป็นคำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเจอแสงสว่างเลย เลยทำให้เราตัดสินใจได้ว่ายังไงเราก็จะไม่กลับเข้าสู่วัฏจักรเดิมอีกแล้ว มันทั้งเหนื่อย ทั้งอึดอัด เราก็เลยตัดบทสนาไปโดยการบอกว่าจะไปนอน แล้วปิดโทรศัพท์หนีไปเลย (เป็นการกระทำที่ปัญญาอ่อนมาก) จนถึงตอนนี้เขาก็หายไปเลย เราคิดว่าบางครั้งความสัมพันธ์มันก็ไม่มีชื่อเรียก ความสัมพันธ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเลย มันเหมือนกับละครเรื่องหนึ่งที่มีเราและเขาเป็นตัวดำเนินเรื่องราว แล้วเรื่องก็ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ว่าจะจบลงยังไง แต่สุดท้ายมันก็ถึงตอนอวสารของเรื่อง แล้วเราก็จะไปสู่ละครเรื่องใหม่ที่ตัวดำเนินเรื่องยังคงเป็นเรา แต่ไม่รู้ว่าจะมีตัวละครตัวใหม่เข้ามาดำเนินเรื่องด้วยเมื่อไหร่ 
ปล.1 บทความนี้เป็นบทความที่ยาวที่สุด ตั้งแต่เราพิมพ์มาในแอพนี้
ปล.2 บทความนี้ใช้เวลาพิมพ์เกือบ2ชม.
ปล.3 บทความนี้ ผู้ที่ถูกกล่าวถึงเราเคยพิมพ์เรื่องของเขามาแล้ว(แต่จำไม่ได้ว่ากี่เรื่อง) 
ปล.4 บทความนี้ขอเก็บเป็นความทรงจำ
ปล.5 ตอนนี้เราสอบได้คณะแพทย์แล้วนะ เย้! (มันเกี่ยวกับเรื่องมั้ย 555) 
ปล.6 คนที่อ่านมาได้จนถึงบรรทัดนี้ถือว่ามีความอดทนสูงมาก เราขอคาราวะ 🙇🏻‍♀️ 
                              @coconut_tofu


SHARE
Writer
Coconut_tofu
Medical Student,Daughter
มนุษย์ที่มีแต่เรื่องราวสีเทา 👤 ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวอักษร 🖋

Comments

Orangecaramel26
3 years ago
ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน มันชัดเจนอยู่เเล้ว. ลองทำตามใจตัวเองดู,เปิดใจบ้าง..บางที่มันอาจจะไม่แย่อย่างที่คุณคิดก็ได้นะ...แต่ถ้าเเย่..อย่างน้อยก็ได้รู้.
Reply
Coconut_tofu
3 years ago
คือช่วงที่เราคุยกับเขา และการกระทำหลายๆอย่างของเขา มันมีบางอย่างที่มันเข้ากันไม่ได้อ่ะค่ะ และตลอดเวลา5ปีนั้น เขาก็ไม่ได้ชอบเราแค่คนเดียว เขาก็ไปจีบคนนู้นบ้างคนนี้บ้าง ซึ่งเราก็เข้าใจนะคะว่าความสัมพันธ์นั้นมันไม่มีชื่อเรียก ในมุมมองของเราคือในเมื่อคุณบอกว่าชอบเราแล้วคุณก็ควรจะแสดงออกให้เห็นสิว่าคุณจริงจังกับเราแค่คนเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เรารับไม่ได้มากที่สุดคือการแคปหน้าจอแชทที่เราคุยกับเขาไปให้เพื่อนเขาดูค่ะ เรามองว่ามันเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าคนอื่นเขาอยากรู้ก็แค่เล่าให้เขาฟัง ไม่ใช่การแคปหน้าจอแชทแล้วส่งไปให้เพื่อนดูค่ะ เราว่ามันไม่มีความเป็นส่วนตัวและเหมือนเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเราด้วยค่ะ
Orangecaramel26
3 years ago
งั้นก็ดีเเล้วค่ะ ที่คุณเดินออกมา :)
Coconut_tofu
3 years ago
:)
palmsyz
3 years ago
ยินดีด้วยนะกับคณะที่ได้
Reply
Coconut_tofu
3 years ago
ขอบคุณนะคะ ☺️☺️