วันวานเมื่อคราวปัจฉิมนิเทศ (Final Speech on The Farewell Day)
           ย้อนกลับไป เมื่อสมัยที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นตัวแทนนักเรียนพูดกล่าวความรู้สึกเนื่องในวันปัจฉิมนิเทศ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
           นั่นคือการพูดบนเวทีครั้งแรกในฐานะเด็กธรรมดาคนหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่พูดไปในวันนั้น
                                                 


           "ในวันนี้กระผมรู้สึกยินดีที่ได้เป็นตัวแทนกล่าวความรู้สึกของเพื่อนๆนักเรียนครับ สำหรับความรู้สึกที่ได้รับตลอดระยะเวลาที่ได้อยู่ ณ สถานศึกษาแห่งนี้ นับเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง ผมรู้สึกได้ว่าไม่มีที่ใดเลยที่จะได้พบเจอกับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ให้เราได้เรียนรู้ครับ
             
            ตลอดระยะเวลาที่ผมได้ศึกษาและเรียนรู้ ณ ที่แห่งนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมคิดถูกแล้วครับ คิดถูกที่ได้ตัดสินใจเข้ามาศึกษาต่อ ณ สถานศึกษาแห่งนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าผมได้รับการถ่ายทอดความรู้จากคุณครูประจำวิชา ที่ได้สอนอย่างเต็มที่จนเป็นเสบียงเลี้ยงตัวและพื้นฐานในการเรียนระดับสูงต่อไป 
           
           อีกทั้งยังได้รับการอบรมบ่มเพาะให้เป็นคนดีของสังคม เป็นคนมีระเบียบวินัย จากคณะครูทุกท่านภายในโรงเรียน ที่ได้สั่งสอนและคอยแนะนำเรื่องต่างๆอยู่ตลอดเวลา ผมต้องขอขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้ครับ โดยเฉพาะคุณครูที่ปรึกษา ที่ได้ดูแลผมและเพื่อนของผมด้วยความเอ็นดู ห่วงใย รับฟังปัญหาต่างๆและคอยแก้ไขปัญหานั้นๆให้พวกผมอยู่เสมอ  
 
          ณ วันนี้คณะครูทุกท่าน ได้อบรมสั่งสอนพวกผมและเพื่อนๆ ทุกคนจนเป็นผลผลิตอันล้ำค่า 
เป็นเพชรเม็ดงามที่จะได้รับการเจียระไนให้มีความแวววาวต่อไป
          แต่ ณ ตอนนี้เพชรทุกเม็ดได้ล้วนฉายแสงให้คุณครูได้ภาคภูมิใจแล้วว่า ณ ตอนนี้พวกเราได้สำเร็จกระบวนการถูกเจียระไนเบื้องต้นแล้วจากคณะครูทุกท่านที่อยู่ ณ ขณะนี้ 

           "เพชรแต่ละเม็ดล้วนได้รับการเจียระไนด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป ฉะนั้น
ทุกคนล้วนมีความงามของแสงและความแวววาวที่ต่างกัน
          เนื่องจากผ่านกระบวนการผลิตที่ต่างกัน แต่ทุกกระบวนการผลิต คุณครูทุกท่านล้วนเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี แต่ให้รู้เอาไว้ว่าเพชรทุกเม็ดล้วนมีค่าที่เท่ากัน ล้วนเป็นเด็กที่จะเติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคตอย่างแน่นอนครับ"
 
          สำหรับความรู้สึกที่มีต่อเพื่อน ผมรู้สึกได้ว่า ผมได้รู้จักกับคำว่า “มิตรภาพ” คำๆนี้นับเป็นคำที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นคำที่มีความหมายอย่างมหาศาล 
          
          ถามว่า การที่พวกเราได้มาเป็นเพื่อนกันนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 
มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่พวกเราจะได้มาเป็น
เพื่อนร่วมห้อง...
เพื่อนร่วมสายชั้น...
หรือเป็นพี่น้องกันภายในโรงเรียน...
         จากต่างครอบครัว... 
                ต่างโรงเรียน......
                      มารวมตัวกันในห้อง.... 
                             ห้องเดียวกัน ...........
                                      สายชั้นเดียวกัน หรือจะพี่น้องร่วมกัน...
นับเป็นความต่างอย่างสิ้นเชิง 

          แต่ในเมื่อเราทุกคนมาอยู่ในสังคมเดียวกัน ฉะนั้น เราทุกคนก็มีความเหมือนตรงที่ว่าพวกเรา ทุกคนเป็น “เพื่อน” กัน เพื่อนกันทั้งในแบบเพื่อนสนิท หรือเพื่อนร่วมทาง 

ทุกคนล้วนมีนิสัยที่ต่างกัน... 

บางคนเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยชี้แนะด้านการเรียนให้แก่เรา...

บางคนเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยรับฟังปัญหาจากเราอยู่เสมอ...

และบางคนเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆและแก้ไขเรื่องต่างๆให้แก่เรา..
       
          ตลอดระยะเวลากว่า ๓ ปี หรือ ๖ ปี ที่เราได้อยู่ร่วมกันมา เราทุกคนต่างล้วนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ล้วนคอยประสบพบเจอกับเรื่องราวต่างๆทั้งสุขและทุกข์อยู่เสมอ และที่สำคัญล้วนฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคต่างๆไปด้วยกัน 
       
          ถามว่าลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นได้อย่างไร คงต้องตอบว่า เกิดขึ้นได้จากความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างกัน ความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างกันนี้เป็นเหมือนตัวบอกถึงความรักที่จริงใจต่อกันในภายในโรงเรียน 
         
          การที่เราได้อยู่ร่วมกันมานานขนาดนี้ มันได้สร้างตัวตนที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเราและเพื่อนๆอยู่ นั่นก็คือ”สายเลือด”ที่ไม่สามารถตัดให้ขาดกันได้ สายเลือดนี้คือสายเลือดที่บ่งบอกถึงความเป็นเพชร และความเป็นเพื่อนระหว่างกันนั่นเอง


         สุดท้ายในวันนี้ก็มีขึ้น... 
         
         วันที่ทุกคนต่างก็ล้วนแยกย้ายเดินไปทำตามความฝันของตัวเอง เลือกเดินเส้นทางเพื่อกำหนดอนาคตของตัวเอง การที่เราได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันมาตามทางเดินของชีวิตในระเวลา ๓ ปี หรือ ๖ ปี ทำให้เราได้รู้คุณค่าของคำว่า เพื่อน และ มิตรภาพ 

บนโลกใบนี้ความไม่แน่นอน เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
           การจากลาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในนั้นก็เช่นกัน บางคนคิดว่าความสุข ความทุกข์ เสียงหัวเราะ ที่เราจะได้มาจากเพื่อน เพื่อนคนคนนี้ที่เรารู้จัก คงจะไม่ได้ยินหรือเห็นกันทุกวันอีกแล้ว คงเป็นเพียงความทรงจำที่แสนล้ำค่าและน่าจดจำไปอีกนานแสนนาน 
      
         แต่เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ครับ ว่าการแยกย้ายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ที่พวกเราทุกคนล้วนต้องเจอ เพื่อนๆที่แยกย้ายกันไปหรือที่จะอยู่กับเราต่อในชีวิต ทุกคนรวมถึงตัวเราล้วนเป็นบุคคลที่เดินร่วมทางเดินภายในชีวิต ทางเดียวกับเราทั้งนั้น 

         เพียงแต่ว่าจะอยู่ด้วยกันนานหรืออยู่สั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่งอันเราหรือไม่ก็เขาที่ทำต่อกันเมื่อชาติที่แล้วหรือชาตินี้ก็ตาม
        
         ฉะนั้นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากพูดให้เพื่อนๆและพี่ๆทุกคนฟัง เป็นกลอนสั้นๆกลอนหนึ่ง ที่ผมอยากฝากไว้ในวันนี้ครับ
 
“คำว่าเพื่อนเสมือนหนึ่งน้ำเลี้ยงชีพ
เป็นเหมือนครีบติดตัวเราไม่ไปไหน
คอยช่วยเหลือแนะนำเราอย่างห่วงใย
และพาเราก้าวไปสู่ดวงดาว” 


ขอบคุณครับ จากใจ "ริชมอนด์ วาทะแห่งธรรม"
SHARE
Writer
Richmond
Writer
Happy and successful is my goal. To reach that I need to complete everything with my hands.

Comments