Happy ‘First Day On Med’ Anniversary.
วันนี้กลับไปค้นไดอารี่เก่่าๆ ที่ตอนนี้มีอยู่ 2 เล่มแล้ว ความทรงจำของเล่มแรกคือการเริ่มต้นเขียนอย่างรีบเร่ง บันทึกที่ขาดๆ หายๆ ประกอบไปด้วย เรื่องสั้น 1 เรื่อง กลอนกับเนื้อเพลงที่ไม่ค่อยคล้องจองกันอยู่ประปราย มีจดหมายลาตาย 1 ฉบับ และตัวหนังสือเขียนเต็มยาวเหยียดในแต่ละวัน เราเปิดอ่านเรื่อยๆ แล้วสะดุดกับหน้าก่อนสุดท้ายที่เขียนใว้เพียงประโยคเดียว 

วันที่ 24 มิถุนายน 2017 
กินยาวันแรกกินยาต้านซึมเศร้าวันแรก ยังจำความรู้สึกได้อยู่เลยว่ากินแล้วพื้นหมุน ยวบๆ น้ำลายไหลนิดๆ ทำให้กลัวจนหลังจากนั้นก็ไม่กินอีก แต่ด้วยความที่เป็นเด็กนิสัยเสีย ต่อให้ไม่กินต่อก็ยังอุตส่าห์เอามากินตอนไปเที่ยวกลางคืนซะนี่ พอเห็นในซีรี่ย์ฝรั่งทำดูก็เลยอยากลองบ้าง ส่วนผลลัพธ์นั้นคือการหาอะไรที่แรงกว่าเหล้ามาทำให้มันชินชา ครั้งสุดท้าย ที่ไม่สนุกเลย ไม่รู้สึกอะไรกับการจูบคนแปลกหน้าด้วยซ้ำหนึ่งปีกับอีกหนึ่งเดือน มีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่างเหมือนกันเนอะ
ตอนนี้กลับมาอ่่านไดอารี่เล่มแรกที่เขียนตอนซึมเศร้า 
รู้สึกตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เพราะพออยู่ตรงนี้ ที่นี่ แทบจะรู้สึกเหมือนอยู่ในร่างกายที่ต่างไปจากของปีที่แล้ว

ตกใจกับความเศร้า ที่มันไหลลึกถึงขนาดนั้น แต่ที่น่าตกใจกว่าคือตัวเราตรงนี้ ยังจำรายละเอียดกับความรู้สึกได้ทุกเหตุการณ์เลยนะ

ตั้งแต่วันที่ร้องไห้ไม่หยุด
วันที่ดีใจจนต้องลุกขึ้นมาเขียนว่า รู้สึกดีขึ้นแล้ว
แล้ววันถัดมาก็กลับดำดิ่งกว่าเดิมพอรู้ว่ายังไม่ดีขึ้น
วันที่นอนข้างๆ เธอแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
วันที่รู้สึกว่าอยากไปจากเธอแล้ว แต่อ่อนแอเกินกว่าจะทำได้
วันที่สูญสิ้นอำนาจในตัวเองถึงขีดสุดและเธอก็ปล่อยให้ฉันตายอยู่ตรงนั้น

หน้าสุดท้ายของไดอารี่ ไม่มีวันที่กำกับ เราในตอนนั้นเขียนถึงเวลาที่ก่อนพายุเข้าแล้วท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มน่าเกลียด และการสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ ว่าที่ผ่านมา ไม่ได้มองอะไรไปไกลกว่าตัวเองเลย ไม่ได้เขียนถึงใคร ไม่ได้เขียนถึงอะไร มีแต่ตัวฉัน ฝันร้าย และบาดแผลที่ไม่มีวันหายดี (ในตอนนั้นน่ะนะ)

จำได้หมดเลย 
อื้ม
แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้ว 

ไม่มีน้ำตา ไม่มีการลั่นไก ไม่มีอะไรเลย แค่นึกถึงแล้วมีอะไรมาจุกที่ลำคอนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร

ตลกดีที่พอมาคิดว่า 
ตอนนั้นเกือบตายแน่ะ
ขุดหลุมฝังตัวเองไปลึกจนไม่คิดว่าจะปีนกลับออกมาได้ ภายในระยะเวลาแค่ 1 ปี

ถ้าเทียบกับ 2 ปีในตอนนั้น บันทึกทั้งเล่มที่มีแต่ “ดีขึ้นแล้วล่ะ” “ต้องดีขึ้นนะ” สลับกันกับ “แย่อีกแล้ว” “ไม่ไหวแล้ว” ในสัดส่วนปริมาณที่สวรรค์กลั่นแกล้งมากๆ 

ก็เข้าใจได้นะ ว่าทำไมเราตอนนั้นถึงเชื่อจริงๆ ว่าจะไม่มีวันหาย
ตอนนั้นเราได้แต่รอวันที่ตัวเองจะหายไปจากโลกนี้ มากกว่ารอวันที่จะกลับมาสบายดีจริงๆ
รู้สึกดีใจที่ตอนนี้พูดได้เต็มปากว่า 
สบายดีแล้วนะ

รู้สึกสบายดีจริงๆ แล้ว
ไดอารี่เล่มถัดมาก็แทบไม่มีกลอนเศร้าๆ เลย 
มีแต่แพลนอนาคตกับสิ่งที่อยากทำเต็มไปหมด 
ต่อให้มีวันแย่ๆ แต่ก็ยังพยายามปิดท้ายด้วยอะไรดีๆ บ้าง
เล่มที่แล้วไม่เห็นมีคำว่า “เดี๋ยววันพรุ่งนี้มันก็ดีขึ้น” แต่เล่มนี้มีเฉย
เขียนถึงคนอื่นแบบลงละเอียดเยอะขึ้น
เขียนคำว่าขอบคุณเยอะขึ้นมากๆ

ที่สำคัญคือวันนี้ลองบิ้วท์ตัวเองให้กลับไปแต่งกลอนเศร้าๆ แบบตอนนั้นอีกเพราะภาษาช่วงนั้นสวยดี แต่ดันทำไม่ได้แล้ว (เสียดายจัง) 

วันนี้ที่เอาไดอารี่กลับมาอ่านใหม่ ทำให้รู้ว่า ความเศร้าเป็นอาหารของศิลปินจริงๆ ด้วย 


Happy Anniversary
ขอบคุณตัวเอง และอะไรก็ไม่รู้ที่เกิดขึ้นระหว่างหนึ่งปีนั้น ที่ทำให้ฉันไม่ต้องกินยาต้านเศร้าอีกต่อไป



SHARE
Written in this book
#notetoself
It’s me talking and embracing all of me (Cover Photo by Polly Nor)
Writer
Dalaverse
Writer/Poet
Diary of 22. A universe consists of letters, stars & too much emotion.

Comments