วันที่ฉันเสียใจที่สุดในชีวิต
ฉันเป็นอาจเป็นเหมือนวัยรุ่นทั่วไป
ติดเพื่อน กินเหล้า เข้าผับ
บ้านที่ต่างจังหวัดก็ไม่ค่อยกลับไป
ด้วยข้ออ้างสารพัด 
เพราะว่าเบื่อ
เบื่อที่ที่แม่ชอบปลุกเช้า
เบื่อที่พ่อชอบบ่นโน่นนี่ไปหมด
เบื่อที่พ่อแม่ชอบทะเลาะกันบนโต๊ะอาหาร

3 เมษายน 2561 จะเป็นวันที่ฉันจะจำไปตลอดชีวิต
เป็นวันที่แม่โทรหา แล้วถามว่าทำไมพ่อไม่ตอบไลน์
พ่อทำงานอยู่ฝ่ายผลิต ไม่สามารถพกโทรษัพท์ได้เวลาไปตรวจเครื่อง
บ่อยครั้งที่พ่อไม่ตอบไลน์ 
ฉันบอกแม่ว่าพ่ออาจจะเข้าโรงงาน
จนหัวค่ำ แม่โทรมาบอกว่าพ่อยังไม่กลับบ้าน 
ขี่รถออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนบ่าย โทรเข้าโรงงานบอกว่าไม่ได้เข้ามา
ทั้งบ้านอลหม่านไปหมด 
ฉันโทรหาพ่อนับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีใครรับสาย
ไลน์ไปเป็นสิบๆข้อความ ไม่มีการอ่านแต่อย่างใด
ฉันโทรศัพท์หาญาติทั้งหมดเท่าที่จะติดต่อได้
กังวลไปหมดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพ่อบ้าง
ปกติพ่อไม่ใช่คนออกจากไปนานๆ ไม่กินเหล้านอกบ้าน
ฉันแทบจะเป็นบ้า กังวลไปหมด ถึงขึ้นเข้าเพจมูลนิธิของจังหวัด 
ดูว่ามีคนที่ฉันคิดไหม
ในใจได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับพ่อเลย
จนเช้าฉันรีบโทรหาแม่
แม่บอกว่าพ่อกลับตั้งแต่ตี2แล้ว
ไม่ยอมบอกว่าไปไหน 

จนเหมือนว่าเหตุการณ์ทางบ้านจะเข้าสู่ปกติ แต่ไม่เลย
วันต่อมา ตอนเย็นพ่อโทมาบอกว่า ให้บอกย่าทีว่า 
'พ่อไปบ้านเพื่อนไม่ต้องห่วง เดี๋ยวกลับ'
ฉันก็แปลกใจ ปกติพ่อไม่เคยไปบ้านใคร แล้วทำไมถึงไม่บอกย่าเอง
จนหลายวันต่อจากวันที่พ่อโทรมา ฉันเริ่มรู้สึกว่ามันต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ 
ปกติพ่อจะส่งสวัสดีทุกวันมาในไลน์ครอบครัว จะทัก จะตอบไลน์ เราคุยกันผ่านไลน์ตลอด
แต่ช่วงที่ผ่านมาพ่อตอบแค่วันละประโยค ฉันส่งอะไรไปพ่อก็ไม่อ่าน ไม่ตอบ
โทรไปหาแม่ หาย่า ก็ไม่มีใครบอก
เลยต้องแอบโทรไปหาน้องสาว ถึงได้รู้ว่าพ่อไม่สบาย 
ฉันลองถามแม่แต่แม่ก็ไม่ยอมบอก จะผ่านมาได้เกือบอาทิตย์ พ่อกะแม่หลายไปจากไลน์อย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครคุยกันเหมือนปกติ โทรไปหาแม่ก็ดูรีบร้อนจะวางสายตลอด 
ฉันเลยให้พี่พยาบาลที่รู้จักช่วยเช็คชื่อพ่อให้ทีว่ามีมาเข้ารับการรักษาหรือเปล่า
สรุปคือมี
พ่อนอนโรงพยาบาลมาหลายวันแล้วแต่ไม่มีใครบอก
 และวันที่พ่อโทรหา คือวันที่พ่อมานอนให้ยาฆ่าเชื้อที่โรงพยาบาล 
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เฝ้ารอให้เช้าเร็วๆ 6โมงฉันรีบนั่งรถตู้กลับ ตรงไปโรงพยาบาลพอดี 
เดินขึ้นตึกผู้ป่วยในด้วยหัวใจที่เต้นแรงกว่าปกติ
พ่อเป็นคนแข็งแรงมาก นานๆจะเป็นหวัดสักที
จนฉันเดินไปเห็นพ่อนอนใส่ชุดผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียง 
สายระโยงระยางเต็มแขนไปหมด เกือบจะร้องไห้ออกมา 

แต่คิดว่าถ้าร้องไห้พ่อแม่จะใจเสีย
พ่อแม่ดูตกใจที่เจอฉัน ถ้าไม่มาเห็นกับตาคงไม่มีทางรู้เลย
หมอบอกว่า พ่อปอดอักเสบขั้นรุนแรงต้องเจาะน้ำในปอดออกไปเพาะเชื้อ เจาะมาหลายครั้งก็ยังไม่รู้ผล ได้แต่ให้ยาฆ่าเชื้อ
พ่ออยู่โรงพยาบาลมาอาทิตย์นึงเต็มๆ มีแต่กะแย่ลงเรื่อยๆ มีไข้แทรกทุกวัน หายใจเหนื่อย แค่พูดยังไม่ไหวถ้าไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจ คล้ายๆปลาเวลาอยู่บนบก

ตัดสินใจย้ายพ่อมาเข้าโรงพยาบาลเอกชน คืนเดียวผ่าตัดได้เลย
วันต่อมาพ่อเข้าห้องผ่าตั้งแต่9โมง ก่อนหน้านั้นพ่อไล่ให้ฉันกลับห้องไปพักผ่อน 
ไม่ต้องเป็นห่วง
แม้แต่ก่อนพ่อจะเข้าห้องผ่า ฉันพูดได้แค่ว่า "เดี๋ยวตอนเย็นเจอกัน"
ฉันไม่สามารถพูดปลอบใจอะไรพ่อได้ ฉันคงเป็นลูกสาวที่แย่มากๆคนนึง
พยาบาลให้เซ็นยินยอมรับการผ่าตัด
เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ มีความเสี่ยงสูง
ฉันนั่งอยู่กับแม่หน้าห้องผ่าตัด เครียดจนไม่รู้จะพูออะไร
แม่บอกให้กับไปอาบน้ำที่ห้องก่อนในตอนเที่ยง

สิ่งที่ฉันทำผิดที่สุดในชีวิต
 คือการทิ้งให้แม่รออยู่หน้าห้องผ่าตัดเพียงคนเดียว 
ฉันได้แต่คิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมจะรับรู้อะไร 
ฉันไม่ได้คิดเลยว่าแม่จะรู้สึกอย่างไรที่ต้องอยู่ตรงนั้นคนเดียว

ตอนเย็นพ่อย้ายมาอยู่ICU เครื่องมากมายที่แปะแขน แปะหน้าอกพ่อ 
ท่านยังไม่ฟื้นด้วยซ้ำ
พยาบาลบอกให้มาเยี่ยมได้พรุ่งนี้
พ่อผ่าตัดในช่วงวันสงกรานต์พอดี
วันที่เราต้องมีความาสุข ย่างหมูกระทะกินกันที่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา
ไม่ใช่มานอนเฝ้าหน้าห้องICUแบบนี้
ได้คุยกับแม่ถามว่าทำไมไม่ยอมบอกกันว่าพ่อป่วยขนาดนี้
แม่บอกว่าพ่อไม่อยากให้เป็นห่วง 
แล้วทำไมไม่มาโรงพยาบาลเอกชนตั้งแต่แรก?
แม่บอกว่า พ่อกลัวเปลืองเงิน จะเก็บเงินไว้ซื้อบ้านใหม่ ลูกๆโตมากแล้วเผื่อแต่งงาน จะได้มาอยู่ด้วยกัน
ตลอดเวลาที่พ่ออยู่โรงพยาบาล ฉันไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น 
ถ้าฉันร้อง แม่ก็จะร้องไห้ตาม
 เราโตแล้วต้องเข้มแข็ง พ่อบอกแบบนี้เสมอ

ตลอดชีวิตฉันไม่เคยเห็นพ่อป่วยหนักจะถึงขั้นนอนโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ
พ่อเป็นเหมือนซุปเปอร์แมนในความคิดฉัน 
จนวันนี้ฉันคิดได้ว่า ฉันต้องโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว 
พ่อกับแม่แก่ลงทุกวัน
ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน 
อย่าหาข้ออ้างที่จะไม่กลับบ้านการที่เราอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา
เป็นอะไรที่มีค่าที่สุดในชีวิตแล้ว
เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแต่ละวัน 

ทุกวันนี้สิ่งที่ฉันทำได้มากที่สุด
คือการกลับบ้านให้บ่อยขึ้น 
กลับไปกอดพ่อ กอดแม่ 
กอดให้แน่นๆ หอมแก้มให้เต็มปอด
อย่าอายที่จะแสดงความรักกับท่าน 
อาจจะไม่เคยบอกรักตั้งแต่โต 
แต่ก็ไม่เคยที่จะลืมแสดงให้ท่านเห็น
 
ถ้าใครได้อ่าน เราก็อยากจะบอกไว้ว่า
ชีวิตคนเรา ไม่แน่ไม่นอน
ใช้เวลาที่เรามีอยู่กับคนที่เรารัก
แสดงให้เขาเห็นว่าเรารักเขามากแค่ไหน
พ่อแม่ไม่เคยรังเกียจที่จะหอมเท้าน้อยของเราตอนแบเบาะ 
ทำไมเราถึงไม่กล้าจะหอมแก้มท่านที่เต็มไปด้วยรอยแห่งกาลเวลา
พ่อแม่อ้าแขนโอบกอดเราเสมอเราเสียใจ
ทำไมเราถึงไม่กล้ากอดท่าน
พ่อแม่มีแต่คำปลอบใจ และน้ำเสียงที่อ่อนโยนให้เราเสมอ
ทำไมวันนี้เราถึงตะวาดใส่ท่าน
พ่อรีบออกจากโรงงานหลังเลิกงานมารับเราที่โรงเรียน
แม่ออกจากงานเพื่อมาดูแลเราอย่างเต็มที่
ทำไมเราถึงพูดกับท่านว่าเราไม่มีเวลา เราปล่อยให้เขาอยู่บ้าน 
นั่งคอยว่าเมื่อไหร่ที่เราจะเปิดประตูบ้านเข้ามา แล้วบอกว่า 'พ่อหวัดดี แม่หวัดดี'

 ท่านให้เรามากมายมาตลอดชีวิต
แล้วทำไมเราทำให้ท่านบ้างไม่ได้
พ่อแม่ไม่เคยเรียกร้องอะไร ไม่ได้ต้องการเงินทอง
แค่ขอให้เราเป็นคนดี เป็นคนที่มีความสุข
แล้วเราให้อะไรตอบแทนท่านบ้าง

อยากให้ทุกคนลองนำกลับไปคิดดู
แล้วอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า

ข้อคิดจากประสบการณ์ของคนที่เกือบจะเสียโอกาสนั้นไป

SHARE
Writer
Apinn
Writer
นักสะสมประสบการณ์

Comments