บันทึกเดินทางตอนที่ 21  พิสูจน์ใจ กับกาแฟบนต้นไม้ยักษ์
จะทานกาแฟสักแก้ว คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แค่ต้มน้ำชงก็เสร็จ ไม่อยากชงเองไปร้านสะดวกซื้อที่ใกล้ๆก็มีขายทั่วไป หรืออยากจะละเมียดทานกาแฟที่ราคาสูงกว่าข้าวสองจาน ก็ไปร้านขายกาแฟสั่งกาแฟสดที่คุณชื่นชอบได้ แต่มาเชียงใหม่คราวนี้ เป็นอะไรที่ยากต่อการตัดสินใจจริงๆว่า เราจะไปทานกาแฟที่ต้นไม้ยักษ์กันไหวหรือไม่

ชื่อเสียงของกาแฟบนต้นไม้ยักษ์ที่เชียงใหม่ ทำให้คนมาเชียงใหม่อย่างเรา อยากที่จะไปทานกับเขาสักหน กาแฟบนต้นไทรป่าหรือ ต้นเกาฮ่าง ในภาษาพื้นเมืองขนาดสิบคนโอบ สูงจากพื้นดินประมาณตึกห้าหกชั้น เวลาจะเข้าไปต้นเดินผ่านสะพานแขวนจากอีกฝั่งหนึ่ง กว่าจะได้ไปสัมผัสกาแฟหอมๆในบรรยากาศสบายๆ ช่างยั่วยวนให้เราอยากเดินทางชิม ไปถ่ายภาพ ไปเช็คอิน ให้ใครๆอิจฉา

แต่พอเริ่มต้นหาข้อมูลตามประสาคนสมัยใหม่ที่อะไรๆก็ถามอากูในมือถือ ยิ่งอ่านยิ่งกลัวใจว่าจะไหวหรือไม่ เสียงร่ำลือบางเสียงว่า ทางไปแสนลำบาก ขับรถไปเองน่าจะไม่ไหว ถนนแคบ ขึ้นเขา โค้งหักศอก ด้านข้างเป็นเหว ต้องใช้ความชำนาญในการขับสูง รถเล็กขึ้นลำบาก 
 
หลายคอมเมนท์ ถึงขนาดบอกว่า ไม่คุ้มที่จะไป ทั้งเวลาและทิวทัศน์ กาแฟอาหารไม่อร่อย ไม่คุ้มราคา หรือไปไม่ถึงปลายทางก็ถอดใจกลับเสียกลางทาง ทำให้เราเริ่มลังเลใจถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จะไปไหวไหม จะขับได้หรือ เกรงจะเกิดอุบัติเหตุนานา เทียบกับเวลาพักผ่อนที่มีอยู่เพียงไม่มาก จะคุ้มหรือไม่กับการเดินทางไป

ลองดู คือสิ่งที่เราคิดในใจ จากนั้นดูว่าในพื้นที่ใกล้เคียงยังมีอะไรที่น่าสนใจ ก็พบว่ามีหมู่บ้านแม่กำปอง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในละแวกที่ไม่ไกลกันนัก เป็นหมู่บ้านที่สงบเงียบ สบายๆ มีอาหารอร่อย ผู้คนมีมิตรภาพ เขาบอกกันว่าชีวิตช้าๆ สโลว์ไลฟ์อยู่ที่นั่น ดังนั้นออกเดินทางกันเลย จุดหมายแรก บ้านแม่กำปอง ตามด้วย กาแฟบนต้นไม้

ประมาณ ๘๐ กิโลจากที่พัก คำนวณระยะเวลาในมือถือเกือบสองชั่วโมง ไกลเอาการทีเดียว จากเมืองเชียงใหม่ ผ่านสันกำแพง ผ่านตัวอำเภอแม่ออน จากถนนใหญ่กลายเป็นถนนเล็กๆเลาะเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน ถนนยิ่งแคบและเล็ก ทางยิ่งคดเคี้ยว จากราบเรียบเป็นสูงชัน มีป้ายบั่นทอนกำลังใจเป็นระยะ โค้งอันตราย ระวังอุบัติเหตุ บางทีก็มีรูปบรรเทาสาธารณภัยกำลังช่วยกันยกรถที่ตกเขา บางที่ก็มีรูปรถชุนบุบบิบบู้บี้เตือนสติคนขับ มีจุดเปลี่ยนรถอยู่หลายจุดบอกว่า หากไม่ขับเองก็สามารถจอดรถที่นี่และนั่งสองแถวต่อเข้าไปได้ ราคาเพียงเที่ยวละ ๕๐ บาท
ทุกป้าย ทุกจุดจอดรถที่ผ่าน เหมือนย้ำเตือนในใจเราว่า แน่ใจแล้วหรือว่าจะไปต่อ

เป็นสิ่งท้าทายว่า จะไปด้วยตนเองให้ถึงที่สุด หรือจะพึ่งพาเขา

คนนั่งด้วยอาจไม่นึกอะไร แต่คนขับที่ต้องรับผิดชอบที่มาในเส้นทางนี้ครั้งแรก และไม่รู้ว่าข้างหน้าเส้นทางจะลำบาก จะโหดร้ายเพียงไร กำลังรถจะไปไหวหรือไม่ ทักษะขับรถแบบคนเมืองอย่างเราจะสู้ได้หรือเปล่า ขับไปต้องคิดไปตลอดเวลาว่า จะเดินหน้า หรือ หยุด

ไปได้ก็ไปต่อ ขอให้มุ่งมั่น มีสติ ไม่ประมาท ไม่ต้องเร็ว แต่ไปให้ถึง นี่คือสิ่งที่เราคิดในใจตลอด

ทางแคบลงเรื่อยๆ โค้งชัน หักศอกมาเยือนถี่ขึ้น คนข้างๆคอยดูแผนที่เตือน ซ้ายและขวา ขวาแล้วซ้าย อันนี้โค้งมาก อันนี้หักศอก ตรงนี้น่าจะชัน บอกมาตลอดราวกับเป็นผู้ชำนาญเส้นทาง แต่เปล่าเลย เธอดูจากกูเกิ้ลแม็ป แต่ก็ดีที่มีคนบอกให้เรารู้อนาคต แม้จะเป็นอนาคตใกล้ๆก็ตาม

เห็นป้ายชุมชน ขอให้เห็นแก่คนแก่และเด็ก โปรดลดความเร็ว เป็นป้ายเตือนที่แปลกดี แต่ก็แปลว่าเรามาถึงหมู่บ้านแล้ว มีที่จอดรถให้จอดปากทางเข้าหมู่บ้าน ไม่มีค่าจอดรถ แต่มีตู้รับบริจาคแล้วแต่จะหยอดเพื่อชุมชน วันเสาร์บ่าย รถน่าจะเยอะ แต่ก็ไม่เยอะ หรือว่าไม่ใช่หน้าท่องเที่ยว ในหมู่บ้านมีนักท่องเที่ยวเดินไม่มากแต่ก็ไม่ขาดสาย มีร้านอาหารไม่เล็กไม่ใหญ่ ประมาณห้าหกโต๊ะให้เลือกทานตามรีวิวว่าร้านนั้นก็อร่อย ร้านนี้ก็บรรยากาศดี แต่คงไม่สามารถทานได้หมด เราเลือกร้านไส้อั่วร้านหนึ่งทาน พร้อมส้มตำ ไก่ทอด และ ลาบหมูคั่ว อร่อยเกินคาดจริง อ้อยอิ่งได้ไม่นานประมาณชั่วโมงเศษ ก็ต้องอำลาชีวิตช้าๆที่นี่ มุ่งต่อสู่ร้านกาแฟบนต้นไม้ 
 
จากแม่กำปอง ย้อนกลับทางเดิมไปประมาณ ๔ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาขึ้นไปตามทางที่บอกไปบ้านป๊อกอีก ๖ กิโล แค่สิบกิโลดูไม่ไกล แต่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง กับสภาพเส้นทางที่ยิ่งแย่กว่าทางไปแม่กำปอง ป้ายบั่นทอนกำลังใจมีให้เห็นเป็นระยะเช่นเดิม โค้งอันตราย ระวังอุบัติเหตุ จุดจอดรถต่อรถรับจ้างไปร้านกาแฟ เหมือนกับจะบอกว่า ไม่แน่ใจก็ใช้บริการได้ ทางขึ้นเขาซับซ้อนขึ้น เหมือนเข้าไปในป่าแบบไม่มีอนาคต เสียงบอกทางจากผู้ช่วยเดินทางยังแข็งขัน ข้างหน้าซ้ายแล้วขวา ขวาแล้วซ้าย อีกนิด อีกนิด อีกนิด ก็ถึง ทุกอย่างอยู่ที่ใจว่าจะไปต่อหรือหยุด
และก็มาถึงร้านกาแฟ มีรถจอดอยู่ประมาณสิบกว่าคัน ทุกคันคงผ่านสภาพเส้นทางมาแบบเรา หลายคันน่าจะมาครั้งแรก เพราะหากมาแล้วจะให้มาอีกคงไม่สนุก เราเดินผ่านสะพานแขวนข้ามไปยังฝั่งต้นไม้ หาโต๊ะ สั่งกาแฟและเบเกอรี่ และเริ่มถ่ายภาพตามปรารถนา

กาแฟและเบเกอรีที่นี่ก็ใช้ได้ ราคาไม่แตกต่างจากร้านหรูในเมืองนัก แต่ทิวทัศน์และหัวใจที่ได้จากการเดินทางมันดูยิ่งใหญ่ ใครจะว่าคุ้มหรือไม่คุ้มไม่ทราบ แต่สิ่งที่ได้จากการเดินทางบอกเราว่า อย่าหยุดหากยังไม่ถึงที่หมาย และอย่าเพิ่งเรียกร้องหาใครให้ช่วย หากยังคิดว่าตัวเองยังไหว

ขอเพียงกำลังใจจากคนร่วมเดินทางเท่านั้น



SHARE
Writer
SomchaiSri
Thinker
คิดเขียนไปเรื่อย หากยังไม่เหนื่อยที่จะคิด

Comments