แม่บอกว่าตารักเรามาก.
     ร่วมๆ 2 เดือนแล้วนับจากวันที่ตาจากไป... ไม่ใช่รอให้จิตใจพร้อมหรือทำใจให้เข้มแข็งดีก่อนแต่อย่างไร กลับเป็นตารางเวลาชีวิตที่เริ่มรวนบ้าง หลังจากต้องก้าวเข้าสู่การทำงาน ขณะที่งานอดิเรกอื่นไม่เพียงแต่งานเขียนก็ยังทำอยู่ปกติ เพียงแค่ระยะไม่ได้ถี่เหมือนเดิมและอยู่ในช่วงกำลังปรับตัว... สุดท้ายก็ต้องมารอให้พร้อมอยู่ดีนี่หว่า พร้อมในเรื่องของเวลา ก็ได้ระยะสั้นๆช่วงนี้ที่พอจะว่างอยู่บ้าง ....แต่เรื่องคนในครอบครัวต่อให้ว่างมาลงบันทึกไม่ว่าเมื่อไหร่ เนื้อเรื่องทางความทรงจำก็ยังย่อมจำได้ดีอยู่เสมอ...

     การจากไปของตา คนในครอบครัวคนแรกของบ้าน แน่นอนว่าคือเหตุการณ์ที่สร้างความรู้สึกหลายๆอย่างให้กับตัวเองในคราวเดียว... แต่ในหลายๆความรู้สึกนั้นมันหยุดอยู่ที่ขั้น 'ประมาณหนึ่ง' เสียใจประมาณหนึ่ง ใจหายประมาณหนึ่ง ทำใจไว้บ้างประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ชินอยู่ดี หรือความรู้ว่างเปล่าประมาณหนึ่ง สาเหตุก็อาจเป็นเพราะความผูกพันธ์ที่ยังไม่ถึงขั้นที่สุด และด้วยวัยที่ห่างกันอยู่หลายช่วงอายุ ในวันที่เราโตขึ้นตาก็ชราลงมากขึ้นเข้าไปทุกที

     ความทรงจำที่เรียกว่าผูกพันธ์เอาแบบจำได้ดีบ้างหรือเลือนลางบ้างเล็กน้อย เห็นจะเป็นตอนที่เรายังเด็ก...เพราะเรายังเด็ก ตั้งแต่เล็กเริ่มจำความได้ ก็ต้องมีงอแงไม่หลับไม่นอน ป้อนนมก็แล้วกินเองก็แล้ว ก็ได้ตานี่แหละที่จับใส่รถเข็นสามล้อ เข็นรอบบ้านบ้างรอบชุมชนบ้าง เรียกว่าจับใส่รถเข็นกล่อมวนไปมาแทนไกวเปลเลย เพราะตอนนั้นตัวก็โตกว่าเปลเด็กหรือรถเข็นเด็กเสียแล้ว แม่ขุดเรื่องนี้มาพูดอีกครั้ง พอให้ภาพจำลางๆมีเค้าโครงขึ้นมาบ้าง

     เริ่มเข้าชั้นมัธยมก็รู้สึกโตพอที่จะไปไหนมาไหนเองได้ อย่างง่ายๆก็คือเดินไปโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านเอามากๆด้วยตัวเอง แน่นอนว่าตาก็ไม่ต้องไปรับไปส่งแล้ว เริ่มอยู่ติดบ้านโดยสมบูรณ์ ตัวเราก็ไม่ได้จำเป็นให้มีเหตุต้องไปรบเร้าอะไรอีก หลังจากนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ระดับ 'ประมาณหนึ่ง' ก็คงที่อย่างสมบูรณ์แบบ

     สังขารร่วงโรยไปตามกาลเวลาเกิดขึ้นจริง ตาแกก็สุขภาพร่างกายถดถอยลงๆในแต่ละวัน เมื่อก่อนนอนชั้นบนของบ้าน หลังๆมาก็เดินเหินขึ้นลงบันไดไม่ค่อยสะดวก โชคยังดีที่พอทำความสะอาดปรับปรุงห้องเก็บของชั้นล่างบริเวณหลังบ้าน ให้กลายเป็นห้องนอนของตาได้พอกระทัดรัด
ตาเริ่มปวดแข้งปวดขา มีปลอกผ้ารัดข้อเข่า มี walker ช่วยค้ำยันพยุงเดิน แต่วัตถุเหล่านั้นก็เริ่มไม่ช่วยให้แกเดินเหินออกนอกบ้านรับอากาศในยามเช้าตรู่เหมือนแต่ก่อน

     ยิ่ง 3-4 ปีให้หลังมานี้ตาก็ยิ่งซูบผอมลงอย่างน่าใจหาย ผมหงอกยาวขาวโพลน ผิวหนังเริ่มแห้งติดกระดูก ยังดีที่ลุกเหินเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำเองได้อยู่ หรือเข้ามาตักข้าวในครัวแล้วเดินกลับไปกินที่ห้องตัวเองได้ ค่อยๆย่องไปอย่างช้าไม่รีบไม่ร้อน แต่ด้วยสภาพที่ผอมโซก็คงทำให้คนในบ้านตื่นตระหนกกันไม่น้อย เริ่มเตรียมใจกันไว้เนิ่นนั้นเป็นต้นมา จำได้ว่าแม่บอกให้น้องไปล้างรูปขาว-ดำอัดเตรียมเอาไว้ แล้วเก็บไว้อยู่บนบ้าน แม่บอกกับน้องเอาไว้ว่า ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินเป็นอะไรขึ้นมา จะได้เตรียมการณ์ได้ทันไม่ต้องลุกลี้ลุกลนให้วุ่นวาย...

     ร่างกายถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ต้นปีมานี้ก็รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าตาจะอยู่ได้ต่อไปอีกกี่ปีหรือหวั่นๆว่าจะอยู่ไม่ครบปีนี้เสียก่อน เพราะแขนขาแกแข็งขึ้นทุกวัน จากลุกนั่งไม่สะดวก ก็ต้องมีพยุงตัวหรืออุ้มแกไปเข้าห้องน้ำ จากนั่งกินเป็นนอนกิน อาศัยตะโกนเรียกเมื่อถึงเวลาที่ต้องกินข้าว ตาชอบกินกับข้าวแห้งๆ อย่างกุนเชียง แต่บางทีก็มีหลงๆลืมๆร้องเรียกอยากกินแตงโม วานไปซื้อมาให้ที ทั้งที่มีติดตู้เย็นอยู่แล้ว เรื่องขับถ่ายก็ต้องพึ่งคอมฟอร์ท 100 กับกระโถนไว้ใกล้มุ้ง แกยังช่วยเหลือตัวเองได้อยู่บ้างแค่เราต้องมาช่วยดูแลทำความสะอาดเป็นเวลา อย่างล้างชามข้าว เทปัสสาวะ อุ้มไปเข้าห้องน้ำและเฝ้าแกไว้ หากวันไหนในบ้านอยู่แค่ยายกับหมาอีกตัว ตาก็จะร้องเรียกอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก่อนจากบ้านต้องวางนมกล่องเอาไว้เป็นอย่างน้อย เสียงเรียกปกติดีแค่มีชุดคำพูดอยู่ไม่กี่คำ...เอาข้าว...ปิดประตูคลอง...เข้าห้องน้ำ พ่อบอกเหมือนวัฏจักรย้อนกลับนั่นแหละ จากคนแก่จะย้อนกลับไปเหมือนทารกอีกหน แม่บอกก็ประคับประคองช่วยดูกันไป ตอนเด็กๆก็มีตานี่แหละที่เลี้ยงพูและน้อง จะส่งไปให้สถานที่รับดูแลก็สู้ราคาต่อเดือนไม่ไหว แค่เราช่วยๆกันให้ดีที่สุดแล้วอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด...

     และวันที่ไม่อยากให้มาถึงก็มาถึง เตรียมใจกันมาตลอดแค่ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะสิ้นสุดที่วันไหน ตอนเช้าเรายังไปทำงานตามปกติอยู่เลย แต่สักประมาณบ่ายครึ่ง พ่อก็ไลน์เข้ามาในไลน์กลุ่มครอบครัวว่าตาเสียแล้ว... เราหยุดชะงักกับการทำงานไปชั่วขณะ เสียงรอบข้างมันนิ่งเงียบไปเองเหมือนความถี่เข้าแทรก นั่นคงเป็นอาการใจหายจริงๆจังๆ แล้วก็โทรหาพ่อในทันทีเมื่อดึงสติกลับมา แต่ก็ยังไม่ทราบความมาก รู้แค่ว่าตาก็หลับไปนิ่งๆเลย ให้พูเสร็จงานแล้วค่อยกลับมา ทางที่บ้านจะต้องทำธุระไปแจ้งเขตและติดต่อเจ้าหน้าที่ ก่อนวางสายไป

     อีกประมาณ 4 ชม.ก่อนเลิกงาน เราก็พยายามโฟกัสงานตรงหน้าเอาไว้ เดินไปบอกผู้จัดการเรื่องที่บ้าน เขาเข้าใจจะให้กลับก่อนได้เลย แต่เราบอกไม่เป็นไร เขาเลยช่วยค่างานศพ ทั้งที่เราพึ่งเริ่มงานที่นี่ได้เพียง 3 วัน... เราก็แอบรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง ไม่รู้เกรงใจอะไร ชั่วโมงที่เหลือก็กลายเป็นว่าเรานั่งทบทวน ว่าช่วงไม่กี่เดือนกี่สัปดาห์ หรือกี่วันมานี้มีเหตุที่ทำให้ใจหาย ก็เพราะเราพึ่งจะได้งานไม่กี่วันตาก็ไปเสียแล้ว ช่วงต้นเดือนก็พึ่งช่วยกันกับน้องและพ่ออุ้มเข้าห้องน้ำ อาบน้ำสระผมกันอย่างทุลักทุเล เพราะพึ่งจะได้ทำเป็นครั้งแรก และก็เปลี่ยนมาใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ให้เขาเป็นครั้งแรกด้วย ไม่กี่สัปดาห์ก่อนก็ต้องอุ้มตาเข้าห้องน้ำคนเดียวเพราะไม่มีคนอยู่ช่วย ต้องค่อยๆหิ้วปีกเข้าไป เพราะด้วยสรีระทำให้ยกตัวลำบาก แกทรงตัวไม่อยู่แล้ว นั่งส้วมจึงต้องเอาหมอนมารองหนุนหัวด้วย เฝ้าแกอยู่อย่างนั้นอยู่หลายนาที แกไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงขับถ่าย เสร็จแล้วก็หิ้วกลับห้อง และไม่กี่วันเองก่อนแกจะเสีย เรากับน้องมาช่วยกันเปลี่ยนผ้าอ้อม แค่พลิกตัวตานิดๆหน่อยๆก็เป็นเรื่องยาก ตาทำสีหน้าเหมือนปวดเนื้อปวดตัว ตัวแกอุ่นๆเหมือนเป็นไข้ เราสังเกตข้าวและน้ำที่ตักมาให้แกเริ่มไม่กิน แม่บอกเป็นแบบนี้มา 2-3 วันแล้ว นั่นทำให้เราเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจบ้างแล้ว

     เหตุการณ์ที่จะคงจำได้ดี คือ 5 วันก่อนตาจะเสีย แกเรียกเราก็นึกว่าหิวข้าวจึงไปหา ปรากฏว่าแกบอกขอดูใบปริญญา ถึงแกจะนอนไม่รู้วันไม่รู้เดือนแล้ว แต่คิดว่าคงคาดเดาได้ว่าหลานต้องเรียนจบมาได้พักนึงแล้ว จึงเดินไปหยิบจากในตู้มาให้ แกเปิดดูคงไม่เห็นหรือดูอะไรไม่ออกเท่าไหร่หรอก แกบอกทำไมไม่ไปไส่พลาสติกให้ดี...เอาตังค์ไป(แกทำทีจะหยิบเงินให้) เราบอกไม่ต้อง เพราะที่ใส่ใบปริญญาอยู่ก็เป็นซองกำมะหยี่แล้วแกะมาจากพลาสติกอีกทีอยู่แล้ว แค่ตาคงไม่รู้ เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ให้ตาดูไปสักพักก่อนนำไปเก็บที่เดิม... นั่นทำให้ปักใจเชื่อจริงๆว่า ตาคงไปสบาย

     เลิกงานประมาณ 5 โมงเย็น คิดว่าต้องไปที่วัดกันแล้วแน่ๆ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่มาชันสูตรกันเลย เหมือนเป็นใจให้เรากลับมาดูร่างที่แน่นิ่งของตาได้ทัน แกก็นอนชันขานิ่งเหมือนหลับไปดูปกติมาก ขาที่ตึงแล้วทำให้เหยียดตรงไม่ได้ เปลือกที่ปิดแต่ยังไม่สนิทเริ่มมีมดมาตอมเพราะยังต้องรอเจ้าหน้าที่อีกสักพัก เราได้แต่ยกมือบอกลาบอกตาไปสบายแล้วนะ ไปอยู่ในที่ดีๆ แม่บอกเมื่อเช้าหลังพูออกไปทำงาน ตาก็ยังเรียกพูอยู่เลย แม่พึ่งซื้อเสื้อกล้ามตัวใหม่มาให้เพราะกลัวจะหนาว พ่อก็เข้ามาดูแล ตาบอกไม่ไหวๆ... พ่อบอก ไม่ไหวก็หลับไปนะตา ตอนบ่ายโมงแม่เดินมาดูก็ยังเห็นตานอนหายใจอยู่ แล้วซักครึ่งชม.ถัดมาตาก็จากไป

    พูเล่าเรื่องตาขอดูใบปริญญาให้แม่ฟังบ้าง แม่น้ำตาไหล แม่ก็บอกมาว่า ขากรรไกรแกแข็งพูดไม่ชัด แกก็เรียกพูเรียกภพ แกจำได้แกเลี้ยงเรามาตอนเด็กๆ จับนอนในรถเข็นเข็นรอบบ้านกล่อมให้นอน เมื่อเช้าก็ยังเรียกพูๆอยู่เลย 'ตาเขารักพูมากนะ' ...ประโยคเดียวจากแม่ คำพูดที่ตาจะสื่อออกมา ผ่านแม่มาถึงเรา ประโยคเดียวทำเอาสะอึกจนทำอะไรต่อไม่ถูก ประโยคสั่งลาที่จริงที่สุดและไม่มีสิ่งใดต่อท้ายไปจากนี้แล้ว เราฟังแล้วทำอะไรกับมันไม่ได้อีกแล้ว นอกจากหลบมุมเพื่อปล่อยน้ำตาในตอนนั้นมันคลอออกมา

     และเจ้าหน้าทีก็มาถึงสักที เราไม่ได้เข้าไปยุ่งได้แต่ยืนคอยอยู่ห่างๆ หลังบ้านเต็มไปด้วยคน ญาติๆและจากระแวกบ้านอยู่พอสมควร เราต้องผูกหมาทองก้อนเอาไว้หน้าบ้าน ไม่ให้มันแตกตื่นวิ่งหนีไปไหน เจ้าหน้าทีบอกผลชันสูตรมีอาการหัวใจวาย แผลกดทับและเชื้อราบ้างนิดหน่อย โดยรวมก็จากไปแบบอาการของคนชรา ก่อนกลับนักศึกษาแพทย์เดินผ่านน้องทองก้อนก็ทักว่า หน้าตามันดูใจดี...นี่ก็อาจจะเป็นการวินิจฉัยอย่างหนึ่งหรือเปล่า แต่เขามากันช้าแต่กลับกันเร็วมาก ตอนนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว ก็รีบนิมนต์พระมาสวดและเชิญร่าง โชคดีที่บ้านอยู่ใกล้วัด โชคดีที่ญาติฝ่ายน้าทำกูชีพจึงส่งคนส่งรถ และช่วยจัดการธุระเรื่องศพให้ เราอาสาเดินถือกรอบรูปของตานำขบวนไปวัด เพราะไปวัตถุแทนตัวชิ้นเดียวแล้วมั้งที่จะกอดไว้ได้ พิธีการวัดแรกอาจดูฉุกละหุกไปบ้าง แต่ก็ได้ญาติมาช่วยก็ทำให้สวดพระอภิธรรมได้ทัน มีแขกจากในซอยบ้านมาร่วมกันพอประมาณ ช่วงที่ขนร่างมาที่ศาลาแล้วบรรจุใส่โลง คือช่วงที่ที่พ่อแม่และน้องต่างต้องไปติดต่อสถานที่กันให้วุ่น เหลือเพียงเรา พี่ๆกู้ชีพ 2 คนและแขกที่อยู่ในขบวนตั้งแต่ออกมาจากบ้าน เปลือกตาของตาเปิดออก เข้าใจจากการที่เจ้าหน้าที่มาชันสูตรแล้วไม่ได้ปิดเปลือกตาคืนให้ ก็มีคนบอกว่ายังมีห่วงอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ได้ปิดเปลือกตาที่เริ่มแข็งนั้นเท่าที่ปิดได้ แม้จะไม่สนิทเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรตรงนั้น เรายืนดูการเจาะเส้นเลือดที่ต้นขาเพื่อฉีดฟอร์มาลีนอย่างนิ่งเฉย ไม่รู้สึกสะอิดสะเอียดหรือกลัวอะไร แม้เลือดจะหยดหรือเส้นเลือดเริ่มปูดขึ้นมา นั่นอาจเป็นการเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยเห็นอย่างใกล้ๆมาก่อน กระบวนการผ่าตัดญาติตัวเองแบบใกล้ๆ ที่อยู่ตรงหน้านั้นก็คือของเรา เราช่วยเหลืองานไม่ได้ก็ยืนมองดูทุกขั้นตอน เหมือนมายืนส่งตาจนยกร่างเข้าโลงปิดฝาเป็นอันเสร็จสรรพ

     ไม่มีน้ำตาในงานพิธีให้เห็น แต่คืนแรกที่กลับมานอนมันก็ฝืนตัวเองไว้ไม่อยู่ น้ำตามันไหลไม่หยุดจนได้ นอนไม่หลับทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่ เพราะข้างในมันเริ่มคิดรู้สึกผิดในตัวเองอยู่บ้าง ที่ผ่านมาก็คือว่างงานอยู่ประมาณร่วมๆ 7 เดือน ก็ได้แต่อยู่บ้านเป็นหลัก แล้วนั่นก็เป็นที่ตาเริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว ทุกคนก็พยายามช่วยกันประคับประคองกัน ไอ้เราก็แค่รู้ดูแลได้แต่ยังไม่ดีพอ บางครั้งก็ยังปล่อยให้ตาต้องเรียกอยู่หลายหน บางทีเราก็ตักข้าวตักน้ำมาให้ตาช้าไปบ้าง มันเหมือนเราบกพร่องในหน้าที่ เมื่อเทียบกับบุญคุณที่ตาเลี้ยงดูเมื่อตอนยังเด็ก เราจะเก็บความรู้สึกที่เป็นหลานที่ทำหน้าที่ไม่เพียบพร้อมนั้นไว้ ก่อนจะหลับได้ลงในที่สุด

     งานศพจัดแบบไม่เอิกเกริก เพียง 2 คืนแล้วก็เผาเลย ทำให้ไม่ได้ชวนใครมามากนัก ให้เป็นไปอย่างเรียบง่ายที่สุด 2 วันที่เหลือเราไปทำงานแล้วก็ลาครึ่งวันเพื่อมาส่งตาเป็นครั้งสุดท้าย จะไม่มีการเสียใจอะไรอีกแล้ว ให้ตัวเองนึกไว้เสมอว่า ตาเห็นได้ใบปริญญาแล้วนั่นคือตาไปสบาย ก่อนเผาแม่ก็ไม่ได้เปิดฝาโลง เพื่อนที่มีสัมผัสก็ยังบอกว่าตาเขาไปสบาย เราเห็นเถ้ากระดูกหลังจากเผาเสร็จนั้นเหลือน้อยชิ้นจริงๆ ร่างจะใหญ่แค่ไหนก็เหลือเพียงน้อยนิดพอใส่โกศไปลอยอังคารอยู่ ทุกคนเดินทางไปลอยอังคาร ตัดสินใจว่าจะไม่เก็บกระดูกกลับมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพื่อให้ไปอย่างหมดทุกข์หมดโศก เหลือไว้แค่รูปภาพใส่กรอบตั้งในห้องนอนของตา วันที่เราอุ้มโกศใส่กระดูกซึ่งค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนักพอสมควร ทุกอย่างจบลงที่การยื่นออกนอกกาบเรือแล้วปล่อยทีเดียวให้ทั้งหมดจมดิ่งลงสู่แม่น้ำหายวับไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาลัยอาวรณ์ให้มากความ...ทุกชีวิตหลังจากนี้ใช้ชีวิตเดินหน้ากันต่อ พ่อบอกว่า 'จากนี้บ้านเราเหลือ 5 คนแล้วนะ' เป็นความเข้าใจที่สื่อได้แหละว่า หมดไปหนึ่งหน้าที่แล้วทุกคนก็ดำเนินชีวิตด้วยหน้าที่ของแต่ละคนกันต่อไป.

ไปสบายนะตา
30/3/61

SHARE
Writer
TONGGON
poke'mon
โดยพื้นฐานแล้ว เป็นคนขี้เกียจ.

Comments

nananatte
5 months ago
คุณตาไปสบายแล้วค่ะ คุณแม่ของคุณก็เข้มแข็งมาก พยายามได้ดีมากๆ เลยทุกคน ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านไม่ง่ายเลย บ้านคุณเก่งมากๆ ค่ะ

ช่วงแรกมันก็จะเศร้าและทำใจยากแหล่ะค่ะ แต่ทุกคนก็ต้องผ่านพ้นจุดนี้ไป  การได้อยู่ใกล้ชิดและพบเห็นท่านในช่วงสุดท้ายและยิ่งเห็นวาระสุดท้ายของท่าน มันเป็นบทเรียนนะคะ อาจจะอธิบายเป็นคำพูดยาก แต่เราเชื่อว่ามุมมองความคิดบางอย่างของคุณลึกๆ ลงไปข้างใน ได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ลึกล้ำที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของชีวิตแล้วล่ะ คุณตาได้มอบบทเรียนเรื่องการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าให้คุณและคุณแม่แล้ว

เป็นกำลังใจให้นะคะ เวลาจะช่วยได้มาก เมื่อพร้อมแล้วก็ต้องลุกขึ้นและเดินหน้าต่อไปค่ะ 
Reply
TONGGON
5 months ago
ขอบคุณมากครับ ทุกวันนี้เดินผ่านหลังบ้านก็จะชะเง้อมองรูปตาในห้อง รู้สึกทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ห้องนอนกลายเป็นห้องเก็บของว่างๆเหมือนเดิม มองเสร็จเราก็กลับไปใช้ชีวิตต่อครับ
nananatte
5 months ago
:-)