Topic : "Restart"

"เราชอบแกนะ..."
"...ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"สัก... 3 หรือ 4 ปีที่แล้วนี่เองอะ"
"..." 

   "เจ... ไอ้เจ!"
   "อะ!" เสียงเรียกของไอ้โอปลุกผมที่กำลังเหม่อ ๆ เพราะเพ่งสายตาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ขณะที่พิมพ์งานอยู่จนผมสะดุ้งรู้สึกตัว
   "เป็นไรวะ? กูเห็นมึงเหม่อ ๆ ตั้งนานละ"
   "เปล่าเว้ย ไม่มีอะไร" ผมรีบปฏิเสธทันที ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วมันก็รู้ทันนิสัยผมอยู่ดี คงเพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย จนได้ทำงานที่บริษัทเดียวกันล่ะมั้ง เราเลยต่างรู้ทันนิสัยและการกระทำของแต่ละฝ่ายกันได้
   "เออ เมื่อเช้ากูเพิ่งเจอฝ้ายอะ เขาส่งบัตรงานเลี้ยงรุ่นมาให้" ไอ้โอพูด ก่อนที่จะยื่นบัตรสีน้ำเงินขาวใบหนึ่งมาให้ผม
   งานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนของผมสมัยที่ยังเรียน ม.ปลาย จะจัดเวียนกันทุกรุ่นตามแต่ละปี
   กิจกรรมในงานส่วนใหญ่จะเป็นการไปนั่งโต๊ะจีน มีอาหารเสิร์ฟ รวมถึงกับแกล้มเบา ๆ สำหรับบางโต๊ะที่นำเครื่องดื่มส่วนตัวมา อาจมีบางปีที่มีการแสดงจากรุ่นน้องให้ชมระหว่างดื่มสังสรรค์กัน
   ...ซึ่งจริง ๆ แล้วเท่าที่ผมเคยเห็นมา ส่วนใหญ่จะเป็นการดื่มสังสรรค์และพูดคุยเรื่องสารทุกข์สุกดิบเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคนกันมากกว่า และบรรยากาศค่อนข้างวุ่นวายบ้างนิดหน่อย ผมเลยไม่ค่อยชอบไปงานสังสรรค์อะไรสักเท่าไหร่ ถึงเป็นงานของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ที่ต้องเข้าร่วมจริง ๆ ผมเองก็เข้าตามกฎบริษัทแต่โชคดีที่ว่าสามารถขอตัวกลับไปก่อนได้ และผมก็ขอตัวกลับก่อนเกือบทุกครั้งไปเพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยจะถูกกับงานสังสรรค์จริง ๆ
   "อ่อ แล้วมีใครไปบ้างวะ?"
   "เท่าที่รู้ก็มีกู ไอ้ต้น ไอ้เอก ไอ้กัน พวกผู้หญิงก็ฝ้าย น้ำผึ้ง ป่าน แต่... กูไม่แน่ใจว่าพิมดาวจะไปด้วยหรือเปล่าว่ะ"
   ไอ้โอ คนที่ไอ้โอพูดถึงเมื่อสักครู่และผม เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันและเรียนห้องเดียวกัน
   "กูก็เลยจะมาถามมึงว่าจะไปงานเลี้ยงรุ่นเปล่าน่ะ ฝ้ายเขาฝากบัตรมาเผื่อมึงด้วยไง"
   ผมพลิกบัตรสีน้ำเงินอ่านกำหนดการที่อยู่ในบัตรพลางหยิบปฏิทินมาดูวัน
   "เดี๋ยวกูขอดูก่อนละกันว่าตรงกับวันที่กูต้องไปดูงานที่ญี่ปุ่น..."
   "ไม่ต้องเลยไอ้เจ งานจัดวันเสาร์นี้ ไม่ตรงกับวันที่มึงบินแน่นอน มึงไปได้" ไอ้โอรีบพูดตัดจังหวะทันทีเหมือนรู้ทันว่าผมจะปฏิเสธ
   "โอ กูบินวันอาทิตย์นี้"
   "ไม่เป็นไร มึงแค่จัดกระเป๋าคืนนี้กับพรุ่งนี้ มะรืนนี้ไปงาน ถึงวันอาทิตย์มึงก็บินไปญี่ปุ่นได้เลยไง" จริงอย่างที่ไอ้โอพูด วันนี้วันพฤหัสฯ ยังไง ๆ ผมก็จัดกระเป๋าทันอยู่แล้วแน่ ๆ คงเป็นไปได้ยากที่ผมจะปฏิเสธจริง ๆ
   "...หรือมึงคิดเรื่องพิมดาวอยู่?" จู่ ๆ ไอ้โอก็เล่นงานจุดอ่อนของผมอย่างจัง เลยทำให้ผมไม่กล้าพูดอะไรต่อและต้องหยุดคิดอะไรสักครู่ก่อนที่จะพูดอีกครั้ง
   "...เปล่า ไม่เกี่ยวกับเขาหรอก เดี๋ยวกูไปก่อนนะ ลางานช่วงบ่ายไว้"
   "อ้าว ทำไมวะ?"
   "กูต้องไปตรวจร่างกายก่อนขึ้นเครื่อง ผู้จัดการสั่งมา"
   "อ้อ! เค ๆ ไว้เจอกันเพื่อน!"
   ผมเก็บของที่โต๊ะทำงานก่อนจะเดินสะพายกระเป๋าออกไป พลางคิดเรื่องงานเลี้ยงรุ่นซ้ำไปซ้ำมา 'ถ้าไปแล้วจะเจอพิมดาวหรือเปล่า?' ผมถามตัวเองอยู่แบบนั้น ไม่ใช่เพราะความรู้สึกที่คิดถึงจับใจหรือหวนคิดถึงความทรงจำเก่า ๆ สมัยเรียน เพราะจริง ๆ แล้วผมยัง ...กลัวที่จะเจอกับเธออยู่
   ...แล้วนั่นก็ทำให้ผมกลับไปรื้อห้องความทรงจำในตอนนั้นอีกครั้ง ความทรงจำที่เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก...
   .   .   .   .   .

   'พิมดาว' เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียน ม.ปลาย
   เราเรียนห้องเดียวกัน และ ...ผมเคยรักเขา
   
   ผมแอบชอบพิมดาวตั้งแต่ ม.4 จนถึงสมัยเรียนมหาฯลัย ที่จริง เราเรียนมหาฯลัยคนละที่กัน แต่ก็มีบ้างที่เรายังคงติดต่อพูดคุยกันตามประสา จากความรู้สึกที่แค่แอบชอบ ก็เปลี่ยนเป็นแอบรักตามเวลาที่ผ่านไป ผมจำได้ว่าตอนนั้นตัวเองกำลังจะขึ้นปี 2 พอดี ผมไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน ม.4 ถึงนักศึกษาปี 2 มันนานแค่ไหนสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปแค่พริบตาเดียวจริง ๆ
"...สำหรับผม
การแอบรักใครสักคนเป็นปี ๆ
มันแทบจะไม่มีผลอะไรเลยกับการที่
คนที่เราแอบรัก เขาจะรักเรากลับมาบ้าง
...แม้แต่ 0.25%..."
   สมัยที่ยังเรียนมหาฯลัย จำได้เลยว่าเป็นช่วงที่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ปิดเทอมหลังจากที่สอบปลายภาคของภาคเรียนที่ 2 เสร็จ ตอนนั้นผมตัดสินใจที่จะไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเล ซึ่งเป็นที่เดียวกันกับทะเลที่เคยมาแล้วครั้งหนึ่งหลังจากเลิกงานปัจฉิมนิเทศที่โรงเรียน   และวันนั้น... ผมก็ได้เจอกับพิมดาวอีกครั้ง เราสองคนเจอกันที่ย่านร้านค้าละแวกใกล้ ๆ ชายหาดริมทะเล
   "เจ เอ่อ มาเที่ยวเหรอ?" เธอทักทายผมด้วยน้ำเสียงที่ยังสดใสเหมือนเดิม
   "อืม... พิมดาว มาเที่ยวเหมือนกันเหรอ?"
   "ใช่ มากับเพื่อนที่คณะน่ะ"
   "อ่อ..."
   "แล้วนี่ แกมาเที่ยวคนเดียวเหรอ?"
   "ใช่ มาคนเดียวน่ะ" ผมตอบด้วยความเขินอายนิด ๆ จนพิมดาวสังเกตเห็นและยิ้มบาง ๆ ให้
   "ยังคงเป็นแกเหมือนเดิมเลยนะ" เธอพูด และนั่นก็ทำให้ผมยิ้มเล็ก ๆ ได้เหมือนเคยอีกครั้งพลางคิดในใจ...
"นานแล้วที่ไม่ได้เจอกันนานนับปี...
...ดีใจนะที่ได้เจอกับเธออีกครั้ง
เธอที่เป็นคนเดิมในแบบของเธอ..."
   พิมดาวบอกผมว่าตอนนี้แยกกับเพื่อนที่ไปร้านขายของที่ระลึกกันอยู่ เลยชวนผมไปเดินเล่นกันที่ริมทะเลระหว่างรอ ระหว่างนั้นเราก็คุยกันตามประสาเพื่อนสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันนานนับปี

   ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่เงียบสงบยามบ่าย ประกอบกับเสียงคลื่นที่กระทบชายหาด ทำให้ความทรงจำของผมและเธอสมัยเรียน ม.ปลาย ฉายซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง...

   "ผ่านไปแค่ปีเดียว แต่รู้สึกเหมือนเวลาเดินเร็วเหมือนกันนะ" พิมดาวพูดพลางทอดสายตาไปที่ชายทะเล
   "ใช่ ยังจำได้อยู่เลยว่าปีที่แล้วหลังจบงานปัจฉิมนิเทศที่โรงเรียน เราก็เหมารถเมล์มาเที่ยวห้องกันที่นี่เลย"
   "อ๋อใช่ เราจำได้ว่าตอนนั้นแกเล่นกีต้าร์ริมหาดด้วย"
   "เฮ้ยนี่ ยังจำตอนนั้นได้ด้วยเหรอ?"
   "จำได้สิ ตอนนั้นแกดูเท่ห์มากเลยนะ นั่งเล่นกีต้าร์ริมหาดตอนที่ดวงอาทิตย์กำลังตกดิน อย่างกับพระเอกเอ็มวีเลยน่ะ"
   "โห! เดี๋ยว ๆ! แบบนั้นก็เว่อร์ไปมั้งครับ" ผมได้แต่เขินอายกับคำแซ็วของพิมดาวอยู่แบบนั้นจนเกือบลืมเรื่องสำคัญ... สมุดเฟรนด์ชิพของเธอที่ผมเคยสัญญาว่าจะเอามาคืนในวันปัจฉิมนิเทศ
   "เออเกือบลืมเลย เราเอาสมุดเฟรนด์ชิพมาคืนแกด้วยนะ"
   "จริงดิ!? นี่ แกพกไว้ตลอดเลยเปล่าเนี่ย?"
   "ก็... ประมาณนั้นมั้ง เผื่อว่าจะเจอแกน่ะ"
   พิมดาวรับสมุดเฟรนด์ชิพจากผมแล้วเก็บใส่กระเป๋าเป้พลางพูดขึ้น
   "เฮ้ยเจ จริง ๆ แกส่งไปษณีย์มาหาเราก็ได้นะ ในหนังสือรุ่นมีที่อยู่ของเพื่อนทุกคนอะ"
   "ก็ อยากทำแบบนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ เราเห็นแกเช็คอินที่เดียวกับที่เรามาเที่ยววันนี้พอดี ก็เลย... เอามาให้กับมือเลยดีกว่าน่ะ"
   "ลงทุนอะ แต่ก็... ขอบใจนะที่ไม่ลืม" เธอยิ้มบาง ๆ ให้ผมอีกครั้ง
   "ไม่เป็นไร จริง ๆ เรากลัวลืมด้วยน่ะ"
   "น่ารักอะ ใครได้แกเป็นแฟนนี่คงโชคดีมากแน่ ๆ อะ"
   "ไม่หรอก"
   "จริง ๆ นะ เราว่าแกต้องเป็นแฟนที่ดีได้แน่ ๆ ขนาดกับเพื่อนยังดีขนาดนี้เลย"
   "ก็ ...เพื่อนแบบแก แค่คนเดียวน่ะ"
   เราทั้งคู่เดินเล่นกันสักพักแล้วนั่งพักที่ริมชายฝั่ง ปล่อยให้ลมทะเลพัดโชยผ่านไปเรื่อย ๆ กลับกันกับหัวใจของผมที่เต้นเร็วพอสมควร และอยู่ ๆ ก็ได้ตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างออกไป...
   ...การตัดสินใจที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้อีกทั้งชีวิต
   "พิมดาว จริง ๆ แล้ว..."
   "ที่นี่สวยเนอะ ว่ามั้ย?" พิมดาวพูดขณะที่กำลังมีความสุขกับการชมวิวริมทะเลพลางยิ้มให้อีกครั้ง...
"เราชอบแกนะ..."   รอยยิ้มที่ปรากฏเมื่อครู่ค่อย ๆ หายไป และถูกแทนที่ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย และแววตาที่ยังคงช็อกกับคำสารภาพรักที่ออกมาจากใจเพื่อนสมัยเรียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
   "...ตั้งแต่เมื่อไหร่?" เธอถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
   "สัก... 3 หรือ 4 ปีที่แล้วนี่เองอะ"
   "..."
   เราต่างนั่งเงียบไม่พูดอะไรกันสักพักหนึ่ง พลางมองแต่ทะเลที่อยู่ตรงหน้า...

   "นานมากนะ เป็นปี ๆ แน่ะ" พิมดาวพูดขึ้น
   "อืม..."
   "ทำไมถึงเพิ่งจะมาบอกตอนนี้ล่ะ?"
   "คาใจน่ะ แต่ก็กลัวเหมือนกัน กลัวหลาย ๆ อย่าง... กลัวว่า ถ้าบอกไปแล้ว แกคงเกลียดเราแน่ ๆ เรายังไม่อยากเสียแกไปเลยเก็บไว้ไม่กล้าบอกอะไร คิดแค่ว่าอยากรักแกไปเรื่อย ๆ แบบนี้ จนกว่าจะ... มีความกล้ามากพอที่จะบอกความรู้สึกจริง ๆ ออกไป และก็... เราอยากรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ...แกเคยรักเราบ้างหรือเปล่าน่ะ"
'การสารภาพรัก' คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตสำหรับผมแล้วจริง ๆ
   "เจ... เราตกใจมากนะที่จู่ ๆ แกมาบอกกะทันหันแบบนี้" เธอบอกกับผมหลังจากที่หายจากอาการตกใจ
   "ขอโทษนะ"
   "ไม่เป็นไร..." เธอพูด
   เราต่างทำได้แค่นั่งมองทะเลที่อยู่ตรงหน้ากันแค่นั้น จนกระทั่งช่วงบ่ายคล้อย

   "แก... เก็บความรู้สึกมานานขนาดนั้นแล้ว ...เคยอึดอัดหรือเปล่า?" พิมดาวพูดกับผมอีกครั้งหลังจากที่เรานั่งเงียบกันมาสักพัก
   "ก็ มีบ้าง แต่เรา... อดทนได้อยู่แล้วน่ะ เลยไม่เป็นไร"
   "แล้วแกเคย ...เสียใจหรือเจ็บปวดเพราะเราบ้างหรือเปล่า? ตลอดเวลาที่ผ่านมา" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออีกครั้ง
   "ก็ มีบ้างเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอก... เพราะเราคิดว่ายังไงแกก็ไม่รู้อยู่แล้วน่ะ" ผมพูด พลางนึกถึงความทรงจำช่วง ม.5 ที่พิมดาวเป็นแฟนกับรุ่นพี่คนหนึ่งอยู่ ก่อนที่พวกเขาเลิกกันไปก่อนเปิดเทอมตอนที่พวกเราขึ้น ม.6
   ผมควรเลิกชอบเธอตั้งแต่ตอนนั้นเพราะพิมดาวกำลังมีความรักที่ดีและมีความสุข แต่พอได้เห็นสีหน้าของเธอหลังจากที่เลิกกับรุ่นพี่คนนั้นไปแล้ว ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ...ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง
   "แล้วแก... ไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอ? จริง ๆ แล้ว... แกเฝ้ามองเรามาตลอดเลยใช่มั้ย?"
   "...ใช่" ผมยอมรับไปตามตรง
   "..." เธอเงียบอีกครั้ง สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่

   ผมถือว่านั่นเป็น... คำตอบที่ชัดเจนจริง ๆ แล้วล่ะ
"...เราสองคนเป็นแค่ 'เพื่อนร่วมชั้นเดียวกัน' เท่านั้นจริง ๆ..."   "พิมดาว..."
   "เจ เราเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมดีกว่านะ ได้มั้ย?"
   "..."
   "ขอโทษนะ คือเราว่า..."
   "ไม่เป็นไรหรอก ...ไม่เป็นไรจริง ๆ"
   "เจ..."
   "อย่างน้อยเราก็รู้คำตอบที่ชัดเจนจากแกแล้วแหละ ว่าแกไม่ได้รัก"
คิดอีกทีก็... ดีแล้วเหมือนกัน
...ผมอยากพักเหนื่อยบ้างเหมือนกัน... 
   เรานั่งมองวิวด้วยกันสักครู่หนึ่ง จนกระทั่งเพื่อนของพิมดาวมารับพิมดาวกลับเพราะจะไปเที่ยวงานเทศกาลกันต่อ ส่วนผมขออยู่นั่งริมทะเลเงียบ ๆ แบบนี้อีกสักพักก่อนจะนั่งรถตู้กลับไปที่บ้าน"ขอบคุณนะ ...สำหรับทุกอย่างที่ทำให้มาตลอด"
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่จบบทสนทนาของเราสองคน
   ตลอดทางที่นั่งรถตู้กลับบ้าน ผมได้แต่ฟังเพลงเดิมวนลูป ...เพลงที่แทนความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้...   ...ผมฟังเพลงนั้นซ้ำ ๆ พลางคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ จนผล็อยหลับไป
"...ตั้งแต่พบกัน...
...เธอคือความฝันที่แสนไกล..."
(ขอโทษ - นภ พรชำนิ) 
   .   .   .   .   .
   "ไอ้เจ! ทางนี้ ๆ" ผมหันไปตามเสียงเรียกของไอ้โอจนเจอโต๊ะตามหมายเลขในบัตรที่ลงทะเบียนหน้างานเลี้ยงรุ่น
   "โทษทีว่ะ รถติดอยู่"
   "เออไม่เป็นไร ๆ เนี่ยอาหารเพิ่งมาไม่กี่อย่างเอง กินเลย ๆ"
   "ขอบใจ ๆ" ผมขอบคุณไอ้โอก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะ

   ที่โต๊ะของเรามีผม ไอ้โอ ต้น เอก กัน ส่วนโต๊ะข้าง ๆ เป็นกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่เรียนด้วยกัน

   "อ้าวเจ! นึกว่าจะไม่มาแล้วซะอีก" ฝ้าย เพื่อนผู้หญิงที่ส่งบัตรมาให้ เดินเข้ามาทักทายผมที่โต๊ะ
   "ไงฝ้าย เป็นไงบ้างอะ?"
   "ก็เรื่อย ๆ แหละ ไม่มีอะไรมาก แกล่ะเจ เป็นไงบ้างล่ะ?"
   "ก็..."
   "ไอ้เจกำลังจะบินไปญี่ปุ่นพรุ่งนี้อะฝ้าย" ไอ้โอพูดขึ้นมากะทันหัน
   "อ้าวเหรอ งั้นวันนี้แกก็ไม่ได้อยู่ตลอดงานคืนนี้เลยอะดิ" ฝ้ายหันมาพูดกับผม
   "ใช่ แต่ยังอยู่ได้อีกสักพักน่ะ"
   "มึงบินกี่โมงวะไอ้เจ?" ไอ้กันหันมาร่วมวงสนทนาบ้าง
   "ก็ ช่วงเช้าเลยอะ กูบิน 10 โมง"
   "งั้นเที่ยงคืนค่อยกลับละกันนะเพื่อน! นาน ๆ จะอยู่กันครบทุกคน" ไอ้ต้นมาร่วมวงด้วยอีกคน
   "ครบทุกคน? พิมดาวมาด้วยเหรอวะ?"
   "ใช่ พิมบอกว่ามาคืนนี้ แต่มาได้แค่แป๊บเดียว เห็นบอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากจะบอกด้วยน่ะ" ฝ้ายพูด
   "ฝ้าย!!!" จู่ ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงเรียกฝ้าย ซึ่งเป็นเสียงของน้ำผึ้งกับป่านที่กำลังเดินมาที่โต๊ะข้าง ๆ พอดี
   "อ้าวผึ้ง ป่าน ไม่ได้เจอกันนานแน่ะ! แล้วพิมล่ะ?"
   "อยู่ข้างนอกงาน ตอนนี้ไปหาที่จอดรถอยู่" น้ำผึ้งพูด
   "อ้าวเจ! เป็นไงบ้างเนี่ย? นาน ๆ ที่จะเห็นหน้า" ป่านหันมาทักทายผมที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ
   "ก็เรื่อย ๆ น่ะป่าน"
   "โห่! พวกแกลำเอียงอะ ทักแต่ไอ้เจคนเดียว คนอื่นก็นั่งอยู่เหมือนกันนะครับ" ไอ้เอกเข้ามาร่วมวงสนทนาบ้างหลังจากนั่งเช็คอีเมลเรื่องงานสักพัก
   "โธ่ ๆ ไม่งอนนะเอก อย่างน้อยน้อง ๆ หน้างานที่โต๊ะลงทะเบียนเขาก็ทักแกนะ" ฝ้ายพูด
   "เดี๋ยว ๆ พอเลย ๆ"
   "คู่นี้ยังกัดกันไม่เปลี่ยนเลยนะแหม่..." ไอ้โอพูดแซ็ว
   "ไอ้โอเดี๋ยวเถอะ!"
   "ฮ่า ๆ มีเขินด้วยว่ะ ๆ"
   "พอเลย ๆ อย่าแซ็วฝ้ายเยอะกว่านี้เลย เดี๋ยวคู่หมั้นฝ้ายมาได้ยินเข้าก็งอนหรอก" ป่านพูด
   "อ้าว นี่ฝ้ายกำลังจะหมั้นเร็ว ๆ นี้เหรอ?" ผมพูด
   "ใช่ ยังไงก็ขอเชิญทุกคนมางานเราด้วยนะ ยกเว้นเจเพราะบังคับว่าต้องมา"
   "เดี๋ยว ๆ ฝ้าย สงสารไอ้เจมันบ้างเถอะ ถามมันยังว่าอยากไปมั้ย?" ไอ้โอพูด
   "แกนี่ยังปากเสียไม่เปลี่ยนเลยนะไอ้โอ"
   "ไปสิ งานหมั้นเพื่อนทั้งที" ผมรับปากเรื่องไปงานหมั้น
   "ขอบใจนะเจ"

   "เป็นไงกันบ้างทุกคน" จู่ ๆ ก็มีเสียงทักทายจากผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้ทุกคนหันไปมอง เธอส่งยิ้มบาง ๆ ให้ก่อนที่จะมานั่งที่โต๊ะ
"...ยังคงเป็น 'รอยยิ้ม' ที่ถูกส่งมาจาก 'เธอคนเดิม'...
...ถึงแม้ว่า 'ความรู้สึกของเราทั้งคู่' จะ 'ไม่ค่อยเหมือนเดิม' เท่าไหร่แล้วก็ตาม..." 
   "พิมดาว! เป็นไงบ้างเนี่ย? ไม่เจอกันตั้งนาน" ฝ้ายเข้าไปทักทาย
   "สบายดี ๆ แล้วฝ้ายเป็นไงบ้าง?" พิมดาวพูด
   "สบายดีเหมือนกัน" ฝ้ายพูด พลางพาพิมดาวไปนั่งที่โต๊ะ ก่อนจะถามถึงเรื่องสำคัญของพิมดาวที่จะบอกทุกคน
   "เออ เห็นแกบอกว่าคืนนี้มีเรื่องสำคัญจะบอกน่ะ"
   "อ๋อคือ... เราอยากเชิญเพื่อนทุกคนมางานเราพรุ่งนี้ ก็เลยเอาการ์ดมาแจกด้วยน่ะ" พิมดาวพูดพลางหยิบปึกการ์ดเชิญสีฟ้าอ่อนมาแจกให้ทุกคนที่โต๊ะ
   "แต่งงาน!? พรุ่งนี้เหรอ?" ไอ้โอพูดขึ้นมาหลังจากเปิดการ์ดอ่าน
   "ยินดีด้วยนะพิม" ฝ้ายพูด
   "แต่งกับใครเหรอพิม?" น้ำผึ้งหันมาถามหลังจากเก็บการ์ดใส่กระเป๋า
   "เพื่อนสมัยเรียนมหาฯลัยน่ะ"
   "ยินดีด้วยนะ" ผมบอกแสดงความยินดี
   "ขอบคุณนะ" พิมดาวยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้ง
   "เอ่อ เดี๋ยวเราขอตัวกลับก่อนนะ เดี๋ยวตื่นไปขึ้นเครื่องพรุ่งนี้ไม่ทัน" ผมเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบ 4 ทุ่มก่อนจะขอตัวกลับ
   "เจ! พรุ่งนี้มีงานแต่งของพิมดาวนะเว้ย ยังไงก็ขึ้นเครื่องทันอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก" ไอ้โอพูด
   "มีอะไรเหรอโอ?" พิมดาวพูด
   "ไอ้เจมันติดธุระไปดูงานที่ญี่ปุ่นพรุ่งนี้น่ะ"
   "ยังไงก็... ขอบใจนะที่เชิญ" ผมขอบคุณพิมดาวเรื่องการ์ดเชิญ
   "ขอบคุณเหมือนกันนะ"
   "เรากลับก่อนนะ ขอบคุณเรื่องบัตรด้วยนะฝ้าย" ผมหันไปขอบคุณฝ้ายเรื่องบัตรก่อนจะเดินออกมาจากวงสนทนา
   "เดินทางดี ๆ นะ โชคดี ๆ" ทุกคนพูดก่อนจะเริ่มต้นหัวข้อวงสนทนากันใหม่อีกครั้ง
   "พรุ่งนี้ขอให้เดินทางปลอดภัยนะ" พิมดาวพูดและยิ้มบาง ๆ ให้

   เราทั้งคู่ยิ้มบาง ๆ ให้กันอีกครั้ง ...ครั้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ ก่อนที่ผมจะเดินออกมาจากงานแล้วนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ระหว่างนั้นก็กลับมาคิดเรื่องเดิม ๆ อีกครั้ง ...และเริ่มเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น พลางฟังเพลงที่ชอบวนลูปไปมา ...เพลงที่ผมกับเธอเคยฟังด้วยกัน
"...บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว...
...ที่เราเป็น 'เพื่อน' กันไปเรื่อย ๆ แบบนี้...
...อย่างน้อยผมก็...
...ไม่ต้องเจ็บปวดแบบตอนนั้นอีกแล้ว..."
   ท้องฟ้าตอนกลางคืนมืดครึ้ม จนกระทั่งฝนตกลงมา ผมได้แต่มองวิวข้างหน้าต่าง ฟังเพลงและคิดในใจ...

   "ระวังเป็นหวัดด้วยนะ ...เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่ไหว" ผมเผลอพูดพึมพำออกมา ราวกับขอร้องให้ลมที่พัดข้างนอกฝากข้อความไปส่งให้ถึงเธอ
   ...ข้อความที่ยังไงผมก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่จะส่งไปถึงได้อีกแล้ว
   .   .   .   .   .

   "ฝนตกพรำ ๆ แต่เช้าเลยนะครับ" คนขับรถแท็กซี่ที่กำลังยกกระเป๋าขึ้นรถพูดขึ้น
   "นั่นสิครับ"

   มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ฝนตกพรำ ๆ แต่เช้า ท้องฟ้ามืดครึ้มนิดหน่อย ...จนกระทั่งเวลา 7 โมงเช้า ที่ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง

   ผมนั่งรถแท็กซี่ไปเรื่อย ๆ ตามทางพลางเหลือบมองนาฬิกา และการ์ดเชิญของพิมดาวที่ได้มาเมื่อคืน
   "ลุงครับ ผมขอแวะที่ ๆ หนึ่งก่อนได้มั้ยครับ?"

   รถแท็กซี่จอดตรงหน้าโบสถ์แห่งหนึ่ง ผมลงจากรถพร้อมการ์ดเชิญแล้วเดินไปที่โต๊ะรับแขกในงาน ...ก่อนจะเดินกลับมาขึ้นรถเพื่อไปที่สนามบินต่อ

   ภายในสมุดเขียนข้อความของแขกที่มางานแต่งงานของพิมดาว มีลายมือของคนที่คุ้นเคยอยู่ในเล่ม ข้อความที่เขียนสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความหมายและชวนคิดถึงความทรงจำหลายเรื่องราว โอเดินเข้ามาในงานซึ่งกำลังจะเขียนข้อความต่อลำดับลงมาเหลือบไปเห็นลายมือของคนข้างบนเพียงแว้บแรก ก็จำได้ทันทีว่าเป็นลายมือของเพื่อนสนิทที่ชอบเก็บตัวและเกลียดงานสังสรรค์คนนั้น
   "มาแล้วจากไปเฉยเลยนะ ไอ้เจ..." โอพึมพำกับตัวเองก่อนจะรับของชำร่วยจากหญิงสาวที่โต๊ะลงทะเบียนและเดินเข้ามาเจอเพื่อน ๆ คนอื่นต่อในงาน

   ขณะที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวกำลังเข้าพิธี พิมดาวทอดสายตามองท้องฟ้าด้านนอก บนนั้นมีเครื่องบินลำหนึ่งที่กำลังบินผ่านไป

   "ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ...โชคดีนะ เจ" พิมดาวพูดในใจ เธอเองก็แอบหวังลึก ๆ เหมือนกันว่าข้อความนี้จะส่งไปถึงเขา.
.   .   .   .   .

(End.)
SHARE
Writer
Midnight_Cat
Always in rain.
นึกอะไรออกก็พิมพ์ได้เรื่อย ๆ เก่งพิมพ์มากกว่าพูด

Comments

mylose
2 years ago
อ้าว!! มีต่อไหมครับกำลังอ่านเพลินๆเลย #มันคงเป็นความทรงจำที่สวยงาม
Reply
Midnight_Cat
2 years ago
ไม่มีต่อแล้วค่ะ #เป็นเรื่องราวในความทรงจำต่อไป :)