วันสุดท้าย
     "การที่คนคนหนึ่งจะแพ้หรือชนะ มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ"
     อาจารย์เอ็มทิ้งคำถามสุดท้ายนี้ไว้ในใจของทุกคน เขาเดินลงจากเวทีในขณะที่พวกเราเหล่านักศึกษาลุกขึ้นปรบมือให้กับบทบรรยายที่น่าประทับใจ วันนี้เป็นวันปัจฉิมนิเทศของชั้นปีที่สี่ เขาเป็นผู้รับหน้าที่กล่าวคำอำลาส่งพวกเราทุกคนออกไปสู่โลกอีกใบ
     ผมหันไปมองรอบข้างและพบว่าหญิงสาวหลายคนกำลังหลั่งน้ำตา เจนก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอก้มหน้าลงส่ายมันไปมา ก่อนจะเอนไปซบไหล่แฟนหนุ่มของเธอ ผมมองดูภาพนั้นพักหนึ่งก่อนจะหันมองไปทางอื่น
     การหลุดพ้นจากระบบการศึกษาเป็นสิ่งที่ผมเฝ้ารอมาแสนนาน ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าไหวหวั่นสำหรับหนุ่มสาวอายุยี่สิบสองปีทุกคน การแข่งขันในสถานที่แห่งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ชอบหรือชังทุกคนก็ต้องดิ้นรน
     ชีวิตก็เปรียบดั่งเวทีประกวดนางงามที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ดเวย์น ฮูเวอร์พูดไว้แบบนั้น ผู้คนสร้างกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งขึ้นมาให้เรา บอกกับเราว่าอะไรคือความดีงาม แล้วทุกคนก็ต้องแข่งขันกันไปให้ถึงความสำเร็จนั้น ชนะก็ได้รับเกียรติยศ แพ้ก็กลับมาเริ่มต้นพากเพียรใหม่ นั่นล่ะชีวิตในยุคสมัยนี้
     อาจารย์เอ็มเป็นคนหนึ่งที่มองเห็นมันอย่างทะลุปุโปร่ง จะอย่างไรก็ช่างความสำเร็จท้ายที่สุดก็คือสิ่งลวงตา คุณค่าของมันมีแต่เพียงในมายาจิตของมนุษย์เท่านั้น เขาเตือนให้เราระวังอันตรายของมัน หากจะมีพวกเราสักกี่คนที่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้
     ใครคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนนับล้าน ผู้คนกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะเดินสวนไปทางทิศตะวันตก กระทั่งให้ยืนอยู่นิ่งๆ ก็ย่อมถูกด่าทอและเหยียบย่ำในฐานะสิ่งกีดขวาง
     อาจารย์ชี้ให้เราเห็นว่าสิ่งต่างๆ ดำรงอยู่เช่นไร หากกลับปล่อยให้้วิธีหาทางออกเป็นเรื่องของเราเอง... ผมมองไปที่เขาอีกครั้ง ชายสูงอายุวัยใกล้เจ็ดสิบผู้ปฏิเสธการเกษียณ ดวงตาของเขาเฝ้ามองดูพวกเราอย่างมั่นคงไร้การแสดงความรู้สึก เขาเป็นผู้สังเกตการณ์ที่เก่งกาจ น้อยครั้งที่จะเอ่ยปากพูด นับครั้งได้ที่จะเลือกข้างแสดงความเห็นอย่างเด่นชัด... เมื่อเราตัดสินใจเลือกทางหนึ่ง เราจะสูญเสียสิทธิ์ในการมองทางเลือกทั้งหมดอย่างปราศจากอคติ ภาพภูเขาที่เห็นจะแคบลงปรากฏแต่เพียงยอดหญ้า
     ในใจผมตระหนักดีว่าเขาไม่อาจชี้ทางออกให้กับพวกเราได้ เขาเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความเป็นไปของสิ่งต่างๆ พร้อมๆ กับที่ก้าวเดินไปทางทิศตะวันออกเช่นผู้อื่น เขาไม่ใช่นักปฏิวัติ

ผมถอนตัวออกจากห้วงความคิด ทุกคนในรุ่นกำลังตั้งแถวกันบนเวทีเพื่อถ่ายรูปรวม ผมเหนื่อยหน่ายกับกิจกรรมพวกนั้นและเดินหลบออกมาเงียบๆ โดยไม่เป็นที่สนใจของใคร มุ่งสู่ตึกเรียนซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไป ก้าวขึ้นบันไดไปยังระเบียงชั้นสี่ ณ บริเวณนั้นมองลงมาเห็นเวทีที่ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าได้ในมุมกว้าง จากจุดนั้นผมมองเห็นภาพต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นที่สังเกตของใคร
     บางคนกำลังหัวเราะ บางคนยังไม่หยุดร้องไห้ การจากลาเป็นเหตุการณ์ที่กลมกล่อมไปด้วยความรู้สึกตื้นตัน แม้กระทั่งคนไร้ความรู้สึกอย่างผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งไปกับมัน นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากนี้ทุกคนต้องไปตามทางของตัวเอง ผมมองไปที่ทุกคนบนเวทีซึ่งวุ่นอยู่กับการจัดตำแหน่งยืน เพื่อให้ภาพออกมาสวยที่สุด
     อาจารย์ทุกคนนั่งเรียงแถวอยู่หน้าสุด พลางสนทนากันรอนักศึกษาด้านหลังจัดแถว สายตาของอาจารย์เอ็มประสานกับผมในวินาทีนั้น เขาพยักหน้าให้ผมเล็กน้อย ผมทำเช่นเดียวกันกลับคืน ละสายตาไปมองหาเจนในหมู่เพื่อนร่วมรุ่น ไม่ใช่เรื่องยากนักที่จะค้นหารอยยิ้มที่เด่นชัดของเธอ
     ผมอดยิ้มไม่ได้ที่หยาดน้ำตาของเธอเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะได้เร็วถึงเพียงนี้ เธอเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์เสมอ สุขหรือเศร้าเธอจะแสดงมันออกมาอย่างเต็มที่ในชั่วขณะนั้น มันเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ใครต่อใครชื่นชอบเธอ เป็นความไร้เดียงสาอันสวยงามซึ่งหลงเหลือจากวัยเยาว์ และผมรู้สึกได้ว่ามันจะคงอยู่กับเธอตลอดไป แม้จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ก็ตามที
     เจนเป็นคนที่ทำให้ผมฉุกคิดและตั้งคำถามเกี่ยวกับความสงบของตัวเอง เธอเคยบอกว่าผมวางเฉยกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป มากจนกระทั่งบางครั้งมองดูไร้ชีวิต เธอใช้คำนี้กับผม ไม่ใช่เย็นชาแต่เป็น 'ไร้ชีวิต'

"ทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลงแกเข้าใจไหม คนเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน แกแค่ต้องเคลื่อนไปกับมัน ซึมซับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา"
     เธอให้เหตุผลหลังจากคำกล่าวว่าผมไร้ชีวิต
     "แกกำลังยึดติดและเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไง ในเมื่อทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลง แกจะเคลื่อนไปกับมันทำไม ในเมื่อทุกอย่างจะผ่านไปเสมอ แกจะซึมซับทุกอย่างไปเพื่ออะไร"
     "เคลื่อนไปเพื่อให้ถึงจุดหมายไง ซึมซับก็เพื่อเติบโตขึ้น" เธอตอบกลับมาทันทีและกล่าวโทษผมซ้ำโดยใช้สายตา
     ผมส่ายหน้าเบาบาง มองดูท้องฟ้าสีเทาทึบที่พร้อมจะโปรยฝนลงมาในไม่ช้า กระแสลมพัดแรงกว่าปกติ แม่น้ำสายใหญ่ตรงหน้าเราดูจะเคลื่อนไหวเร็วเป็นพิเศษ ผมมีคำตอบโต้อยู่ในใจ ทว่าคิดไม่ตกว่าควรพูดมันออกไปไหม บางครั้งการยอมแพ้ก็มอบความปีติให้มากกว่าชัยชนะ...
     ผมถอนหายใจและเอ่ยออกไปในที่สุด "แกบอกเองว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ จุดหมายที่แกหวังมันก็ไม่มีหรอก เมื่อแกไปถึงตรงนั้น แกก็จะอยากไปต่อให้ไกลขึ้นอีก หรือต่อให้แกหยุดอยู่ตรงนั้นได้จริงๆ สักวันหนึ่งแกก็ต้องปล่อยมันไป อย่าลืมสิทุกอย่างจะผ่านไปเสมอ เติบโตแค่ไหนก็ต้องกลับสู่จุดเริ่มต้น"
     ละอองฝนโปรยลงมาแผ่วเบา อีกฝั่งของแม่น้ำยังมีผู้คนจำนวนมากต่อแถวรอขึ้นเรือข้ามฟาก ผมมองร่องรอยของสายฝนที่ตกกระทบบนผิวน้ำ รู้สึกได้ถึงสายตาของเธอที่จ้องเค้นความรู้สึกมาอย่างหนักหน่วง
     "แกเป็นคนบอกเองว่าเราควรอยู่กับปัจจุบันขณะ แกมีความสุขกับปัจจุบันขณะของแกเหรอ" น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปอย่างสังเกตได้
     "ไม่เชิง ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ถ้าแกอยากสุขก็ต้องยอมรับความทุกข์ด้วย สำหรับเรา เราแค่มองหาปัจจุบันขณะที่สงบ"
     "แกมันไร้ชีวิตจริงๆ ไม่โดดลงแม่น้ำไปตอนนี้เลยล่ะ" เสียงของเธอใส่อารมณ์กว่าเดิม
     "เอาเถอะ... ทุกคนมีสิทธิ์เลือกเส้นทางของตัวเอง ไม่มีอะไรถูกผิด เราไม่ต้องมาตัดสินกันและกันหรอก" เป็นผมเองที่เป็นฝ่ายยอมถอยออกมาและทิ้งคำตอบที่แท้จริงไว้ข้างใน
     เจนหันมาสบตากับผม เป็นแววตาที่ผมไม่อาจแปรความหมายของมันออกมาได้ สายฝนเร่งจังหวะหนักขึ้น ใบหน้าของเธอเปรอะไปด้วยหยาดน้ำเหล่านั้น ผมรู้สึกราวกับจ้องมองหยาดน้ำค้างบนยอดเกสรก่อนพายุจะกระหน่ำรุนแรง
     และมันก็เป็นจริงเช่นนั้น เธอเดินกลับเข้าอาคารโดยไร้คำบอกลา พร้อมๆ กับที่ฝนห่าใหญ่เทลงมาจากฟ้า ผมลุกขึ้นยืนจ้องมองสายน้ำอีกครั้งก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไป
     ในใจพลางครุ่นคิดถึงคำตอบที่เก็บไว้ พุทธองค์ไม่ตำหนิการฆ่าตัวตายของอรหันต์ในสมัยพุทธกาล

การถ่ายภาพรวมกินเวลาร่วมครึ่งชั่วโมง และผมก็ยืนอยู่ตรงนั้นเฝ้ามองพวกเขาทั้งหมดจนเสร็จ หลายคนสวมกอดกัน หลายคนที่ผมไม่คิดว่าเคยรู้จักกันก็กล่าวคำอำลาให้กัน การที่เวลาของบางสิ่งใกล้จะหมดลง มันมีผลให้ความรู้สึกบางอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผมยิ้มเพียงลำพังและเก็บภาพเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ
     จริงอยู่ว่าเรามีชีวิตอยู่ก็เพียงในปัจจุบัน แต่ความเป็นตัวเราคืออะไรกัน หากไม่ใช่กระแสสำนึกและความทรงจำ ในเมื่อทุกคนที่นี่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผมไม่อาจเป็นหนึ่งเดียวที่สวนกระแสไปทางทิศตะวันตก ชีวิตของปัจเจกผู้วิ่งไล่หามายาความสุขมันเปลืองเปล่า ผมตระหนักดี
     แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ ผมจะทำยังไงได้นอกจากใช้มันให้เปลืองเปล่าอย่างสวยงาม ผมมองหาเจนอีกครั้งในกลุ่มคนที่เตรียมแยกย้ายกันบนเวที เธอปลีกตัวออกมาจากคนอื่นๆ พร้อมกับแฟนหนุ่ม ทั้งสองเดินเคียงกันไปผ่านสนามหญ้ากว้างสู่ลานจอดรถ และออกจากคณะพร้อมเก๋งคันคุ้นตา
     ผมจินตนาการภาพของทั้งคู่ในชุดสูทและราตรีช่วงงานพรอมค่ำคืนนี้ ภาพที่ทั้งสองควงคู่เต้นรำในจังหวะเพลงบรรเลงแสนหวานด้วยกัน จิบไวน์รสชาติดีที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อยี่ห้อ และจบลงด้วยการจุมพิศท่ามกลางเสียงปรบมือของทุกคน
     ผมทราบว่ามันเป็นภาพที่ถูกปลูกฝังจากสื่อโรแมนติกนิยมตะวันตก และคงไม่เกิดขึ้นในบริบทงานเลี้ยงรุ่น ณ ร้านอาหารขนาดกลางของประเทศนี้ ทว่าก็รู้สึกแปลกใจที่ตัวเองวาดภาพในมโนนึกออกมาได้ชัดแจ้งเสียขนาดนั้น
     บางครั้งความรู้สึกจากการคิดไปเองก็รุนแรงกว่าความรู้สึกจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง...
     "ปลีกวิเวกอีกแล้วเหรอ" ผมตกใจเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองผู้เป็นเจ้าของเสียงที่มายืนพิงระเบียงอยู่เคียงข้าง
     "ครับ" ผมตั้งตัวไม่ทัน ตอบอาจารย์เอ็มไปสั้นๆ
     "คืนนี้ไปงานเลี้ยงรุ่นกับเขาด้วยไหม"
     "ไม่หรอกครับ ผมไม่ชอบอะไรครึกครื้นแบบนั้น"
     เขาไม่ตอบรับอะไร แดดยามบ่ายเริ่มร้อนแรงสวนทางกับผู้คนในสนามหญ้าที่ค่อยๆ ลดลงไป
     "เรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อล่ะ"
     "พักก่อนครับ มีบางที่ที่ผมอยากไป"
     เขาเผยยิ้มกลับมาและไม่ซักอะไรต่อ
     "แล้วอาจารย์ล่ะครับ ปีหน้าจะเกษียณรึยัง" ผมทราบคำตอบดี เพียงแต่ต้องการสานต่อบทสนทนา
     เขาส่ายหน้าและไม่พูดอะไร ผมรู้สึกผิดทันทีที่พูดอะไรสิ้นเปลืองเช่นนั้น
     "ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ผมขอแนะนำอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม"
     "ครับ" ผมพยักหน้าและจ้องตาเขา ดวงตาสีขุ่นกร้านโลกที่ยังเหลือประกายเปิดรับสิ่งใหม่ๆ
     "หาโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศซะ"
     ผมใช้เวลาพักหนึ่งเพื่อเรียงเรียงคำพูดที่ฟุ้งอยู่ให้เป็นประโยค
     "อาจารย์ครับ... ผมไม่คิดจะกลับเข้าไปในระบบนั้นอีกแล้ว ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม มีอะไรที่ตีกรอบความเป็นไปได้ของคนหนึ่งคนมากกว่าระบบการศึกษาอีกเหรอครับ"
     "อย่ามั่นใจในความคิดของตัวเองมากเกินไปสิ"
     "ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์ร้อยละ 99 บนโลกเป็นเกษตรกร มีแต่ชนชั้นปกครองที่ได้โอกาสเข้าถึงความรู้ หลังจากชนชั้นนำเหล่านั้นขีดเส้นบนแผนที่แบ่งประเทศและค้อมรับทุนนิยม พวกเขาก็นำการศึกษามาให้ประชาชน..."
     "และใช้การศึกษาเปลี่ยนเกษตรกรเป็นฟันเฟืองแรงงานในสังคมเมือง" เขารวบรัดตัดบทผม
     "ใช่ครับ... การศึกษาเปลี่ยนมนุษย์เป็นหมากตัวหนึ่งในเกมการปกครองของคนกลุ่มเล็กๆ จริงอยู่มีคนบางส่วนหลุดพ้นออกจากเกม แต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งให้ดิ้นรนตลอดชีวิต" ผมเพิ่งตระหนักหลังเอ่ยคำสุดท้าย น้ำเสียงและจังหวะการพูดของผมรวดเร็วขึ้นและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์
     "ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ถ้าไม่มีเหตุการณ์พวกนั้นและเรายังเป็นสังคมเกษตรกรรม ต่อให้ปราศจากสงคราม ทุกคนยอมมีชีวิตอย่างพอเพียง ไม่โลภเปลี่ยนทรัพยากรทุกอย่างเป็นเงิน... ผู้หญิงก็ยังคงเป็นชนชั้นสองรองจากผู้ชายจนถึงตอนนี้ เป็นเครื่องมือในการให้กำเนิดที่ไร้คุณค่าใดๆ"
     เขายังกล่าวอย่างราบเรียบเช่นเคย
     "อย่าเสียเวลายึดติดกับความเห็น เลิกวิพากษ์สังคม เรื่องพวกนั้นมันสิ่งชั่วคราว เป็นคุณค่าที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย"
     เขาพูดไม่ผิด ผมยอมรับ อาจารย์เป็นยอดนักสังเกตการณ์เสมอมา... ผมสงสัยว่าเขาต้องลดอัตตาลงต่ำขนาดไหน จึงจะวางความคิดอยู่ในจุดนี้ได้
     "เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ปลาเข้าใจว่าเหนือผิวน้ำยังมีท้องฟ้าและก้อนเมฆ" เขาเริ่มต้นการอุปมา
     ผมหยุดคิดครู่หนึ่ง "หรือบางครั้งปลาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องพวกนั้น"
     เขาพยักหน้าและส่งแววตาเปื้อนยิ้มให้ผม "ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป"
     "เพราะสำหรับชีวิตที่ต้องดิ้นรน เราต้องการความหวังมากกว่าความจริง"
     เป็นครั้งแรกที่เขาตบหลังผมเบาๆ ก่อนกล่าววลีเดิมซ้ำ "ไปเรียนต่อต่างประเทศซะ"
     "เพื่อที่จะสังเกตการณ์ได้กว้างเท่าอาจารย์ใช่ไหมครับ"
     "ก็ส่วนหนึ่ง เพราะสำหรับปลาบางตัวมหาสมุทรไม่เคยกว้างใหญ่พอ" เขาเว้นจังหวะคล้ายจะรอให้ผมพร้อมรับฟังอีกเหตุผลสำคัญ "และเรื่องบางเรื่องก็มีเพียงแค่ด้านเดียว"
     เขาตบไหล่ผมซ้ำและเดินจากไป ผมมองตามแผ่นหลังของเขา อยากจะเอ่ยอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่มีคำใดหลุดออกมา
     'เรื่องบางเรื่องก็มีเพียงแค่ด้านเดียว' ความค้างคาใจก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา ราวกับติดอยู่ในห้องปูนเปลือยที่ปราศจากประตู
     ผมไม่อาจทราบได้ว่าสิ่งใดนำพาให้ผมไปปรากฏตัวในห้องนั้น และไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะออกจากที่นั่นได้อย่างไร
SHARE
Written in this book
- Jane -
อย่าถามหาเหตุผล จากเรื่องที่ไม่มีวันตกตะกอน
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

GoodPerson
2 years ago
ยินดีด้วยน่ะครับ
Reply
Stardust1723
2 years ago
:)
Akzaleraze
2 years ago
ปกติผมสมาธิสั้นในการอ่านมาก แต่มันทัชกับความรู้สึกที่อ.ประจำสาขาพึ่งลาออกไปครับ ผมได้ครุ่นคิดอะไรหลายอย่างจากการอ่านครั้งนี้ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ ผมรู้สึกไม่รีบร้อน และใจเย็นขึ้นมาก
Reply
Stardust1723
2 years ago
ยินดีมากเลย ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ :)
TheNax
2 years ago
เขียนได้ดีมากเลยครับ 👍
Reply
MAENG
2 years ago
ดีจัง อ่านแล้วคิดอะไรได้เยอะเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ^^
Reply
Klongarom
2 years ago
ชอบมากเลย
Reply