วัดความสุขด้วยนาฬิกาข้อมือ
จากผลการสำรวจระดับ “ความสุข” ของประชาชนชาวไทยโดย UN ในปี 2017 จาก 150 ประเทศ สยามเมืองยิ้มไต่ขึ้นมาหนึ่งอันดับจากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 32 วัดจาก GDP, ความสมบูรณ์ของคุณภาพชีวิต, อิสรภาพ, ความเอื้อเฟื้อในสังคม, การสนับสนุนในสังคม และ การปราศจากคอรัปชั่นในรัฐบาลและธุรกิจ

อันดับที่ 32 จาก 150 ประเทศ เป็นตัวเลขที่ไม่ขี้เหร่เลย

แต่ในขณะที่อ่านถึงตรงนี้ ในหัวอาจจะเกิดคำถามว่า 

“ความสุข” ของใครกัน? 

ไม่เห็นมีใครถามเราเลยว่ามีความสุขมากขนาดไหนในตอนนี้ แล้วถ้าโดยรวมของประเทศมีความสุขแต่เราไม่ได้รู้สึกแบบนั้นล่ะ? นี่คือปัญหาของการพูดถึงภาพใหญ่มวลรวม เพราะแน่นอนว่ามันต้องมีคนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน และแน่นอนว่าเรื่องของระดับ “ความสุข” ก็ไม่ต่างกัน

ในปัจจุบันที่เราเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “ความสุข” มากขึ้นในทุกๆด้าน ทั้งเรื่องงาน ครอบครัว ความรัก สังคม สภาพแวดล้อม และกิจกรรมที่ทำ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความสุขทั้งนั้น นี่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อก่อนคนไม่ต้องการมีความสุข แต่ตรงนี้หมายถึงว่าสมัยนี้เราเลือกเอาความสุขเป็นที่ตั้งแรก เป็นปัจจัยหลักในการเลือกทำอะไรสักอย่างมากกว่าสมัยก่อน ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกรอบแบบดั้งเดิมอย่างวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือแม้แต่คนใกล้ชิดอย่างพ่อแม่

เพราะฉะนั้นโจทย์ที่ท้าทายมากที่สุดอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันคือเราจะอยู่อย่างมีความสุขยังไง แน่นอนว่ามีคำแนะนำที่มากมายแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างอริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ความสุขคือสภาพของสิ่งที่เราทำ” และมีนักวิจัยหลายคนที่เคยทดสอบแล้วว่า ระดับความสุขของเราจะเพิ่มขึ้นถ้าถูกแวดล้อมด้วยคนที่มีความสุข

แต่นี่ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของศาสตร์แห่งความสุขอีกนั้นแหละ เราจะวัดให้มันออกมาเป็นหน่วยที่เข้าใจง่ายๆได้ยังไงกัน มันจะมีวิธีไหนที่เราสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้เรามีความสุขมากขนาดไหน หรือแม้กระทั่ง “คาดการณ์” ในอนาคตอันใกล้ว่าเย็นวันนี้ค่าระดับความสุขของเราจะเป็นยังไง?

Pascal Budner กับเพื่อนๆของเขาที่ Massachusetts Institute of Technology ได้ค้นพบคำตอบบางส่วนจากใช้เทคโนโลยี Smart Watch ที่ชื่อว่า Pebble ร่วมกับโปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือเพื่อวัดค่าและคาดเดา “ความสุข” ของคนที่สวมใส่ได้แล้ว

วิธีการทำงานของมันคือนาฬิกาบนข้อมือจะเป็นตัวเก็บข้อมูลแล้วส่งต่อให้กับแอพพลิเคชั่นบนมือถือเพื่อแสดงผล มันจะเก็บข้อมูลทั้งจังหวะการเต้นของหัวใจ กิจกรรมที่เราทำ โดยเราสามารถใส่ค่าความสุขของเราในแอพพลิเคชั่นว่าตอนนี้เรามีความสุขมากแค่ไหน (Happimeter) เราสามารถแก้ไขข้อมูลได้ตลอดเวลาถ้ารู้สึกว่าผลลัพท์ที่แอพพลิเคชั่นแสดงนั้นไม่ตรงตามที่เรารู้สึกจริงๆ

โดย ค่าความสุข (Happimeter) นี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการวัดผลความสุขทางจิตวิทยาแบบดั้งเดิมที่มีตัววัดค่าสองชนิดคือ ความตื่นตัว และ อารมณ์ความรู้สึก ความตื่นตัว แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ไม่แอคทีฟ แอคทีฟ และ แอคทีฟมาก โดยค่าตรงนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือด ส่วนอารมณ์ความรู้สึกก็แบ่งเป็นสามระดับเช่นกันคือ รู้สึกแย่ เฉยๆ และ ดีเยี่ยม

หลังจากนั้นก็นำตัววัดทั้งสองมาทำเป็นกราฟสองมิติขนาด 3x3 โดยค่าความสุขของเราในช่วงเวลาหนึ่งก็จะถูกจัดเป็น 1 ใน 9 ช่วงอารมณ์ของกราฟอันนี้ ยกตัวอย่างเช่น “แอคทีฟมาก + รู้สึกแย่ = อารมณ์โกรธ” หรือ “ไม่แอคทีฟ + รู้สึกดีมาก = อารมณ์รีแลกซ์” เป็นต้น

แอพพลิเคชั่นจะเด้งขึ้นมาให้เราใส่ความรู้สึกสี่ครั้งต่อวัน (หรือแล้วแต่เราว่าอยากใส่เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน) แถมมันยังบันทึกปัจจัยภายนอกต่างๆ ณ เวลานั้นไว้ด้วยอย่างเช่นสภาพอากาศ สถานที่ วันและเวลา Budner กับทีมของเขารับอาสาสมัคร 60 คนเพื่อสวม smart watch และใช้แอพพลิเคชั่นอันนี้เป็นเวลากว่า 2 เดือน ระหว่างนั้นก็ให้พวกเขาบันทึกข้อมูลควาสุขของตัวเองไปเรื่อยๆ อาสาสมัครมีอายุตั้งแต่ 22 - 59 ปี ทั้งนักศึกษา อาจารย์ พนักงานทั่วไป นักธุรกิจ ฯลฯ

เมื่อจบช่วงเวลาทดลอง พวกเขาได้ข้อมูลกว่า 17,000 ชิ้น เห็นภาพรวมของอารมณ์ความรู้สึกของผู้เข้าร่วมการทดลอง โดยผลที่ออกมาคือ 80% รู้สึกยอดเยี่ยม มีเพียง 3% ที่รู้สึกแย่ และ 16% รู้สึกว่าตัวเองแอคทีฟมาก และ 26% รู้สึกว่าไม่แอคทีฟเลย หลังจากได้ข้อมูลเหล่านี้มาเรียบร้อย ทางกลุ่มของเขานำไปใช้กับ AI ที่ถูกฝึกโดย Machine Learning เพื่อหารูปแบบและคำนวณค่าความสุขจากข้อมูลทุกชิ้น (อัตราการเต้นของหัวใจ สถานที่ อากาศ ฯลฯ) และหลังจากนั้นก็คาดการณ์ “ความสุข” ของผู้ใช้แต่ละคนล่วงหน้าเลยทันที

โดยพวกเขาอ้างว่าผลลัพธ์ที่ได้ออกมาถูกต้องกว่า 94% เลยทีเดียว

แน่นอนว่าการทดลองครั้งนี้ยังมีช่องโหว่ตรงที่ว่าอาสาสมัครที่เข้าร่วมยังมีจำนวนที่น้อยเกินไป แถมยังเป็นกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องการวัดค่าความสุขอยู่แล้ว ข้อมูลจึงอาจจะมีเอนเอียงไปได้บ้าง โดยพวกเขาเองก็รู้ดีถึงข้อจำกัดนี้และหวังว่าจะได้ทดลองในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเพื่อพัฒนาความแม่นยำในการวัดผลต่อไป

ทาง Budner ยังเปิดเผยอีกว่า ข้อมูลบางตัวอย่างอากาศหรือสถานที่จะมีน้ำหนักต่อค่าของการคาดเดาความสุขมากกว่าอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัววัดที่มีประโยชน์มากในการหาค่าความสุขในประชาชนแต่ละพื้นที่ และมันอาจจะช่วยทำให้เราชี้วัดค่าความสุขในแต่ละช่วงเวลาได้อีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือตรงนี้ (และคงสนุกดีไม่น้อย) ถ้าเราให้ประชาชนคนไทยทุกคนสวมนาฬิกานี้ อยากรู้เหลือเกินว่าช่วงเวลาคืนความสุขทุกวันศุกร์เย็น...ค่าความสุขของเราจะพุ่งปี๊ดขึ้นสูงขนาดไหนกัน จะเหมือนที่พวกเขาคาดหวังรึเปล่า?

==========================

ติดตามงานใหม่ๆได้ทาง Nerdtalks.co หรือทาง facebook/nerdtalks.co ได้นะครับผม
SHARE
Written in this book
Nerd Talks
Talk nerdy to me
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments