ฉันไม่เคยสัมผัสความรักจากคุณ
ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีโอกาสเจอรุ่นน้องคนหนึ่ง ฉันเรียกเธอเป็นน้องสาว น้องเป็นเด็กรุ่นใหม่ จบป.โท ทำงาน และล่าสุดก็แต่งงานกับสามีชาวต่างชาติที่เคยทำงานในแผนกเดียวกัน

ไปเจอน้องเพื่ออัพเดทชีวิตตามปกติ และเราก็ติดหนังสือเล่มหนึ่งไปให้ เป็นเล่มที่ตั้งใจจะยกให้เธอเป็นของขวัญแต่งงานอยู่แล้ว แต่ไม่มีโอกาสให้เสียที

เปล่า. 
รุ่นน้องไม่ได้มีปัญหากับคนรักค่ะ 
แต่เรายกหนังสือเล่มนี้ให้น้องเพื่อให้เธอเห็นภาพรวม เผื่อเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ในวันข้างหน้า เราคิดว่าข้อมูลในหนังสือเล่มนี้สำคัญและจำเป็น ไม่เพียงต่อการใช้ชีวิตคู่หรอก แต่เล่มนี้มันยังใช้ได้ครอบคลุมถึงการรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย
 
หนังสือเล่มนี้ชื่อ The 5 Love Languages ของคุณหมอ Gary Chapman 
ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้เป็นจิตแพทย์ ให้คำปรึกษาคู่สามีภรรยาที่มีแนวโน้มกำลังจะหย่าร้าง 
คุณหมอรับฟังคำพูด มุมมองความเห็นของคู่รักที่อยู่ในช่วงกำลังจะแยกทางมาเป็นพันๆ คู่ จนพบว่า “คนเรามีการรับรู้ความรักอยู่ 5 แบบ” คือ

***เราขออนุญาตอธิบายตามความเข้าใจในภาษาของเราเองนะคะ***

1. สายเปย์ - ฉันซื้อของแบรนด์เนมให้ ฉันพาเธอไปเที่ยว ฉันเลี้ยงข้าวเลี้ยงขนม เป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกถึงความรักของผู้เปย์
2. บอกตรงๆ ว่ารัก - กลุ่มนี้จะเป็นพวกบอกรักไปเลยโต้งๆ พูดจาชัดเจน หรือกระซิบคำว่ารักได้ทุกวัน เพราะเป็นคนชัดเจน รักก็บอกออกไปได้ไม่รู้เบื่อ
3. สาย DIY – ชอบทุ่มเทเวลาและกำลังแรงงานเพื่อประดิษฐ์ของบางสิ่งให้เธอ ทำกับข้าวให้ อบขนมมาฝาก วันสำคัญก็วาดรูปมาให้ ประดิษฐ์ข้าวของขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง
4. สายผิวกายสัมผัส - ชอบให้ผิวเราสัมผัสกัน ชอบลูบหัว ชอบกอด ชอบจับมือ ชอบออเซาะ หลักๆ คือ ชอบที่ได้สัมผัสผิวของอีกฝ่ายแบบผิวต่อผิว
5. สายใช้เวลาอยู่ด้วยกัน - กลุ่มนี้แบ่งได้อีกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ

ก.) แค่อยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ไม่ทำกิจกรรมร่วมกันก็ได้ แค่อยู่ใกล้ ก็อบอุ่นใจ สบายใจ และรับรู้ว่ารักแล้ว

เช่น สมมติ A กับ B เป็นแฟนกัน A นั่งเล่นมือถืออยู่ตรงโซฟา ส่วน B นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ 
ถ้า A เป็นคนรับรู้ว่ารักสายใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แค่ได้นั่งอยู่ในบริเวณเดียวกันแค่นี้ A ก็จะพอใจแล้ว คือหลอด HP ด้านความรักของ A มันจะค่อยๆ ฟูขึ้นมา แบบว่า “แค่เราได้อยู่ใกล้เธอ ก็พอใจแล้ว” ประมาณนั้น

กับ ข.) สายที่ต้องใช้เวลาเพื่อทำอะไรบางอย่างด้วยกัน 
เช่น สมมติ C กับ D ไปเที่ยวปางช้าง C อยากอาบน้ำให้ช้าง แต่ D อยากยืนถ่ายรูปอยู่ข้างๆ เฉยๆ 
กรณีนี้ ถ้า C เป็นสายใช้เวลาทำบางอย่างด้วยกัน D ต้องลองมาร่วมอาบน้ำช้างด้วย ไม่งั้น C จะเริ่มนอยด์ละ “ตัวเองไม่สนุกเหรอ?” เป็นต้น

หรือคู่รักบางคู่ก็จะชอบไปลงเรียนเทคคอร์สร่วมกัน จะปั้นถ้วยชามเซรามิก จัดดอกไม้ เรียนทำอาหาร ฯลฯ ก็แสดงว่าคู่นี้เป็นสายชอบใช้เวลาและทำบางอย่างร่วมกัน



หลังจากเข้าใจแล้วว่า คนเรามีภาษารัก 5 แบบ ทีนี้ต้องมาทำความเข้าใจต่อว่า แต่ละคนจะมีความเป็น “ผู้ให้” (Give) กับความเป็น “ผู้รับ” (Take) อยู่ ซึ่งถ้าคุณให้ความรัก (Give) แบบไหน ไม่ได้แปลว่า คุณจะรู้สึกว่ารักด้วยวิธีการแบบเดียวกัน (Take)

เช่น F เป็นผู้ชายสายเปย์ แต่เค้าจะรับรู้ความรักแบบพีคสุดๆ เลย เมื่อคนรักทำกับข้าวให้
แสดงว่า F Give โดยการเปย์ และ Take (รับรู้ความรัก) ผ่านการ DIY
ซึ่งถ้า F เป็นแฟนกับ G แต่ G ดันเป็นพวกชอบใช้เวลาอยู่ด้วยกัน G ก็จะไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรให้ F 
ทีนี้ F ก็จะเปย์ๆๆๆ แต่ฝ่ายเดียว และ F จะเริ่มรู้สึกว่า G ไม่รักเขาเลย มันก็จะเกิดการน้อยใจ ถ้าแย่ก็อาจไปถึงขั้นหมางเมินหรือชืดชา

หรือกรณี J เป็นผู้หญิงแนวแม่ศรีเรือน ดูแลบ้านช่องสะอาดเรียบร้อย ตู้เย็นนี่ขัดจนเงาแว้บ ผ้าปูที่นอนใหม่หอมฟุ้ง ปูไว้รอต้อนรับที่รักตลอดเวลา ไม่ใช่ว่า J ไม่เหนื่อยนะที่ทำขนาดนี้ แต่ก็ดีใจที่ได้ทำ -- ชัดเจนว่า J Give แบบสาย DIY

ส่วน K สามีของ J เป็นมนุษย์เครียดง่าย ทำงานกลับบ้านมาเหนื่อยๆ ไม่ทันได้สังเกตหรอกว่าบ้านช่องห้องหับสะอาดหรือไม่สะอาดขนาดไหน อาหารอร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้รสเท่าไร คือเขาไม่เห็นจริงๆ เพราะเขาอยากได้ยิน “คำพูด” ประเภท เหนื่อยไหมคะ วันนี้เป็นไงบ้าง โห... ทำไมเจ้านายใจร้ายอย่างงี้ล่ะ แย่จังเลยเนอะ -- ชัดเจนว่า K Take ด้วยวิธีบอกรักผ่าน “คำพูด” ตรงๆ

คือถ้า J เหนื่อยกับการทำงานบ้านมากๆ นะ แล้ว K หน้ามุ่ยไม่เคยพอใจ คู่นี้ในระยะยาวมีปัญหาแน่ค่ะ เพราะการ give และการ take ของคู่นี้มันไม่สัมพันธ์กัน เกิดเป็นปัญหาการสื่อสารความรู้สึกรักระหว่างคู่รักน่ะ 


ทีนี้ ในภาษารัก 5 ข้อ เราไม่ได้เป็นแค่ type ใด type หนึ่ง แต่เราจะมี type หลักและ type รองๆ ลงไป พูดง่ายๆ ว่า เราก็จะมีประเภทที่เราเป็นแบบชัดมาก และลักษณะรองลงมาเป็นลำดับค่ะ

เช่น S เป็นคนรับรู้ความรักผ่านการกอด ชอบให้แฟนลูบหัว ทีนี้ ถ้าแฟนเธอเข้าใจ แค่กอดเฉยๆ S ก็ดีใจแล้ว คือแค่กอด จับมือ หอม ลูบหัว S ก็ได้กำลังใจแล้ว แต่ถ้าวันหนึ่งแฟนเกิดทำเซอร์ไพร์ส สั่งดอกไม้ไปส่งให้ที่ออฟฟิศ S ก็ชื่นใจนะ (คือ Take หลักๆ ของ S คือผิวกายสัมผัส แต่ Take รองๆ ลงมาก็อาจเป็นการรับของที่อีกฝ่ายเปย์มา หรือรับของที่อีกฝ่าย DIY ให้มา เป็นต้น)


เรานั่งอ่าน storylog มาสักระยะ ก็สังเกตว่ามีทั้งคนแอบรัก คนที่ใจตรงกับคนที่แอบชอบ คนที่เริ่มไม่เข้าใจความสัมพันธ์ที่ตัวเองมีอยู่ ก็เลยอยากแบ่งปันเรื่องนี้ที่เราได้เรียนรู้ผ่านการอ่านหนังสือของคุณหมอแชปแมนมาน่ะค่ะ เล่มนี้ติด New York Time Bestseller มายาวนานมาก มีฉบับแปลไทยขายแล้วด้วย ชื่อ “ภาษารัก” โดยสนพ. กนกบรรณสาร ในซีเอ็ดยังมีขายอยู่ทั่วไปค่ะ หน้าปกอาจไม่ค่อยดึงดูดใจเท่าไร แต่ตัวอย่างพฤติกรรม ความสัมพันธ์ของคู่รักในเล่มมีเยอะมากกกกกก
 
เราบอกรุ่นน้องเราไปว่า แนวคิดเรื่องภาษารัก 5 แบบ กับวิธีมองลักษณะการ give/take เนียะ มันไม่ได้ใช้ได้ผลเฉพาะกับคนรักหรอก ถ้าเรา “เข้าใจ” ว่าอีกคนเป็น type ไหน เราก็จะปฏิบัติตัวต่ออีกฝ่ายได้ดีขึ้น ความสัมพันธ์มันก็จะราบรื่นเป็นสุขขึ้นด้วย ไม่ว่าจะกับพ่อแม่ กับเพื่อน กับเพื่อนร่วมงาน หรือกับหัวหน้าลูกน้อง ฯลฯ

ตัวอย่างเช่น เวลาลูกน้องทุ่มเททำงาน กลับบ้านดึกต่อเนื่อง อดหลับอดนอนเพื่อทำโปรเจ็ค หัวหน้าเห็นดังนั้นก็เลยพาไปเลี้ยงบุฟเฟต์หรู (หัวหน้า Give สายเปย์)
 
คือมันก็ดีนะคะ กินอาหารแพงๆ ไม่ใช่ไม่ดี แต่บางที มันอาจเทียบไม่ได้กับการชมเรียบๆ ตรงๆ บอกออกไปว่า “ขอบใจมาก พี่รู้สึกได้นะว่าเธอตั้งใจขนาดไหน” (สายคำพูด บอกตรงๆ) หรือมีเวลามานั่งคุยกัน รับรู้เรื่องส่วนตัวของลูกน้องว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรตรงไหนรึเปล่า เช่น เงินไม่พอใช้ ต้องส่งน้องเรียน แม่ป่วย หมาไม่สบาย สั่งของในเน็ทแล้วโดนเบี้ยว ฯลฯ (สายใช้เวลาด้วยกัน)

คือมันแล้วแต่คนมากๆ เลย ว่าเค้ารับรู้ว่ารัก รู้ว่าใส่ใจ (take) รูปแบบไหน 

ก็ลองดูว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน และอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน แล้วลองปรับใช้ดูนะคะ

แน่นอนว่า กับคนบางคน หรือในบางปัญหาบางสถานการณ์ คนเราบางทีก็วายป่วงมากจนน่าประหลาดใจว่าทำไมเค้าถึงเป็นไปได้ขนาดนั้น แต่ถ้าเอาแค่เบสิค เอาแค่คนทั่วๆ ไป การรู้จักภาษารักทั้ง 5 แบบ และรู้ว่าคนเรามีการ give/take ไม่เหมือนกัน ก็ช่วยให้พิจารณาตัวเองและคนอื่นได้ลึกขึ้น ช่วยให้ความสัมพันธ์ราบรื่นขึ้นได้มากแล้วล่ะค่ะ

ลองดูนะ ลองดู :-) 
 

ป.ล. เราโพสต์นิยายขนาดสั้นเรื่อง ร้านหนังสือเที่ยงคืน ลง storylog มาได้ 11 ตอนแล้วค่ะ 
จะทยอยอัพต่อไปเรื่อยๆ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 
ถ้าใครสนใจหรือชื่นชอบบรรยากาศในร้านหนังสือ คิดว่าน่าจะถูกใจเรื่องนี้ค่ะ
สามารถติดตามและให้กำลังใจกันได้นะค้า ขอบคุณมากค่ะ (^___^)v 

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments